รายละเอียดของร้านค้า ข่าวสารของร้านค้า รายการสินค้า วิธีการชําระเงิน ติดต่อเรา
ภาษาไทย | English
VIP

 

ประกาศ

เนื่องจากเว็บไซต์แห่งนี้มีความจำเป็นต้องทำการย้ายไปยังเว็บไซต์ใหม่ ชื่อ www.WiseKnow.Com

เกี่ยวกับไอโนว์

เว็บไซต์ iKnow ขอต้อนรับชาวไทยทุกท่านเข้าสู่คลังแห่งข้อมูลข่าวสารออนไลน์ที่รวบรวมนำเอานวัตกรรมจากองค์ความรู้เชิงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในรูปแบบภาษาไทย-อังกฤษ เพื่อชาวไทยทุกคนที่มีไฟในการใฝ่หาความรู้อย่างเต็มตัว

 

วิสัยทัศน์

เว็บไซต์ iKnow เป็นผู้นำแห่งการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในรูปแบบภาษาไทย-อังกฤษ เพื่อจุดประกายและยกระดับให้บุคลากรในสังคมไทยเป็นทั้ง ผู้คิดค้น พัฒนาและเผยแพร่นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จวบจนเป็นศูนย์กลางของสังคมแห่งองค์ความรู้ด้านต่างๆ ที่มั่นคงและนำพาความก้าวหน้ามาสู่ประเทศไทยต่อไป

ภารกิจ

  • สร้างคลังความรู้ออนไลน์ในรูปแบบภาษาไทย-อังกฤษ พร้อมบทวิเคราะห์ที่เจาะลึกถึงทุกความเคลื่อนไหวของทุกวงการ บนพื้นฐานของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง
  • สร้างฐานข้อมูลข่าวสารของไทย โดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในรูปแบบภาษาไทย-อังกฤษ
  • สร้างสรรค์ชุมชนแห่งการใฝ่รู้ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะ
  • สร้างสังคมแห่งใหม่ของชาวไทย เพื่อพบปะแลกเปลี่ยนข่าวสาร ความคิดเห็น และประสบการณ์ซึ่งกันและกัน

 

 

 

 *** ตลาดความรู้ออนไลน์ตลอด 24 ชม. *** 

   News is useless without iKnow

     

  

 

เว็บลิ้งค์

      เว็บแรงค์ => ช่วยปรับแต่งเว็บไซต์คุณให้ติดอันดับGoogle !!

 

 

 

 

 

 

ประกาศ

เนื่องจากเว็บไซต์แห่งนี้มีความจำเป็นต้องทำการย้ายไปยังเว็บไซต์ใหม่ ชื่อ www.WiseKnow.Com

 

“ ความรู้มีสองแบบ คือ เรามีความรู้ในเรื่องใดๆอยู่แล้ว หรือเรารู้ว่าเราจะหาข้อมูลได้จากที่ไหน ”

ซามูเอล จอห์นสัน

 

******************************************************

 

“iKnow” News Clipping Online via E-mail  เป็นบริการข้อมูลข่าวสารออนไลน์ผ่านอิเล็กทรอนิกส์เมล ที่มีเนื้อหาหลากหลายจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้  ทั้งจากในและต่างประเทศ โดยรวบรวมข่าว บทสัมภาษณ์ บทวิเคราะห์ บทวิจารณ์  บทความ และรายงานต่าง ๆ เน้นหนักคัดสรรและกลั่นกรองจากหนังสือพิมพ์ภาษาไทย-อังกฤษกว่า 30 สำนักข่าวชั้นนำทั่วไทย 

 

โดยอาศัยเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า  อาร์เอสเอส (RSS : Really Simple Syndicate)  ข้อมูลจะอยู่ในรูปแบบของเอ็กซ์เอ็มแอล (XML : Extensible Markup Language)  สามารถติดตามข่าวสารจากเว็บไซต์ของสำนักข่าวชั้นนำได้ทันที ผ่านหน้าเว็บ ไอโนว์ คอลัมน์ด้านซ้ายมือ ในหัวข้อ Latest News  จะเป็นข้อมูลที่มีการอัพเดทอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงทุกวัน

 

เพิ่มความสะดวกสบายในการอ่านและจัดเก็บข่าวในหัวเรื่องที่ท่านต้องการในรูปแบบของข้อมูลดิจิตอลที่ทันสมัย เนื่องจากการแข่งขันทางธุรกิจในปัจจุบันมีความเข้มข้นขึ้นตลอดเวลา ความรวดเร็ว และความครบถ้วนของข่าวสารข้อมูล  จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้การทำธุรกิจราบรื่น และได้เปรียบคู่แข่งขัน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ ในการวางแผนงานและการตัดสินใจทางธุรกิจได้

 

 

หมวดข้อมูลข่าวสาร แบ่งเป็น

 

1. ข่าวทั่วไป

2. ข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ

3. ข่าวการตลาด

4. ข่าวไอที เทคโนโลยี

5. ข่าวหุ้น การเงิน

6. ข่าวคุณภาพชีวิต

7. ข่าวเรียลเอสเตท

8. ข่าวกีฬา บันเทิง

รายชื่อแหล่งข้อมูล ได้แก่

 

 1. ไทยรัฐ                                                         2. เดลินิวส์
 3. มติชน                                                          4. ผู้จัดการรายวัน
 5. สยามรัฐ                                                       6. กรุงเทพธุรกิจ
 7. แนวหน้า                                                       8. วัฐจักร
 9. ข่าวสด                                                       10. บ้านเมือง
11. ไทยโพสต์                                                  12. ข่าวหุ้น
13. สยามกีฬา                                                  14. คม ชัด ลึก
15. The Nation                                                16. Bangkok Post
17. Business Day                                             18. ประชาชาติธุรกิจ

19. ผู้จัดการรายสัปดาห์                                      20. ฐานเศรษฐกิจ

21. กรุงเทพธุรกิจ บิซวีค                                     22. สยามธุรกิจ

23. เนชั่นสุดสัปดาห์                                          24. มติชนสุดสัปดาห์

25. เทเลคอมเจอร์นัล                                        26. ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

27. สำนักงานสถิติแห่งชาติ                                 28. นิตยสารในเครือ ARiP 

29. โพสต์ทูเดย์                                                30. BrandAge Magazine

31. Positioning Magazine                                 32. PR News Network

33. สำนักข่าวทั้งในและต่างประเทศ                      34. หน่วยงานราชการต่างๆ

 

อัตราค่าบริการ

 

500 บาท ต่อ 1 หมวดข่าว ต่อ 1 User ต่อเดือน

 

หากท่านสนใจสมัครสมาชิกเพื่อรับข้อมูลข่าวสารเป็นประจำทุกวันจากบริการ iKnow News Clipping ซึ่งเราจะจัดส่งให้ท่านทาง E-mail ทุกวัน โดยคิดค่าบริการ 500 บาท ต่อเดือน บอกรับเป็นสมาชิกวันนี้ รับส่วนลดพิเศษทันที 10 % ราคาเหลือเพียง 450 บาท ต่อเดือน พร้อมให้ทดลองอ่านฟรี 30 วันแรกทันที  

ท่านแจ้งความประสงค์ที่จะบอกรับสมาชิก ในแท็บ "ติดต่อเรา" เพียงท่านส่งอีเมล โดยกรอกรายละเอียดให้ครบถ้วน พร้อมทั้งหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้ เราจะติดต่อกลับไปหาท่านโดยทันที

 

สำหรับองค์กรหรือบริษัทที่ต้องการกำหนดหัวเรื่องเฉพาะ (Customized Topics)

ผู้ที่ต้องการใช้หัวเรื่องเฉพาะซึ่งแตกต่างจากหัวเรื่องมาตรฐานอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน ทาง iKnow สามารถจัดแพ็คเกจ เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานในราคาที่เหมาะสม  กรุณา ติดต่อเรา หรือ โทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  ทางเรายินดีที่จะให้คำปรึกษาตามความต้องการของแต่ละท่าน

สำหรับนักเรียน และนิสิตนักศึกษา

นักเรียน และ นิสิตนักศึกษา ที่ต้องการค้นคว้าทำรายงาน วิจัย หรือวิทยานิพนธ์ และต้องการค้นหาข้อมูลเป็นครั้งคราว สามารถเข้ามาใช้บริการได้ในราคาพิเศษ โดยเพียงแสดงบัตรประจำตัวนักเรียน หรือ นิสิตนักศึกษา ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณา ติดต่อเรา หรือ โทรสอบถามได้ตลอดเวลา

 

 

 

 *** ตลาดความรู้ออนไลน์ 24 ชั่วโมง *** 

   News is useless without iKnow

  

 

 

เว็บลิ้งค์

      เว็บแรงค์ => ผู้นำการตลาดออนไลน์ครบวงจรของไทย !!
กระเป๋าHarrod
รหัสสินค้า: 000011
รายละเอียด: #20 Competitive Advantage : 100 วิธีในการเป็นหนึ่งในคนส่วนน้อย


เมื่อเดือนที่แล้วผมได้มีโอกาสสนทนากับ Dr. ทางเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง

ท่านถามผมว่า ที่ผมเพิ่มเปิดบริษัทใหม่ อะไรคือ Competitive Advantage ของบริษัทผม

ผมตอบท่านว่า ผมไม่เคยคิดถึงมันเลย กิจการที่เปิดใหม่ๆ สิ่งที่อยู่ในหัวของผู้ประกอบการคือทำอย่างไรบริษัทจะเลี้ยงตัวได้และอยู่รอด

ท่านบอกผมว่าในความคิดของท่านเราควรจะว่างแผนให้รอบครอบ หา Competitive Advantage ก่อนค่อยเข้ามาในโลกธุรกิจจริงๆ หรืออีกนัยหนึ่งคือวางแผนในกระดาษก่อนค่อยลงสนาม

ผมมีความเห็นตรงข้ามผมว่าไม่ว่าเราจะวางแผนให้ดีแค่ไหน เวลาลุยสนามจริงมันก็ไม่เคยเป็นไปตามแผนสักที

ผมมองว่าหาอะไรที่เราอยากทำ ทำแล้วสนุก จากนั้นก็ลุยไปกับมัน ทำให้มันรอดจากนั้นก็หาทางขยายมันออกไป ถ้ามันแต่มานั่งวางแผน กำหนดกลยุทธ์ทุกอย่างมันก็ช้าไปแล้ว ผมว่าเราไม่ต้องวางแผนให้ Perfect ก่อนหรอกค่อยลงมือทำ เราทำไปปรับไปก็ได้

ก็แค่แนวความคิดของคนสองคนที่ไม่ตรงกัน (คนหนึ่ง Dr. ทางเศษฐศาสตร์ อีกคนแค่เด็กจบ MBA)

ผมไม่ได้บอกว่าผมคิดถูกนะครับแค่ Share แนวคิดของอาจารย์อาวุโสท่านหนึ่งและผู้ประกอบการธุรกิจเล็กๆรายหนึ่งให้ฟัง
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://WiseKnow.com
Tell a Friend
นักเขียน email ที่มีประสิทธิผล
รหัสสินค้า: 000008
รายละเอียด: สำหรับคนที่ต้องส่ง email ไปหาคนแปลกหน้าทุกวันเพื่อขอให้คนเหล่านั้นทำอะไรให้ ผมขอเสนอวิธีที่จะช่วยให้คุณเขียน email ได้อย่างมีประสิทธิผล

1.แต่งหัวเรื่องของ email ให้ดี หัวเรื่องของ email เป็นด้านแรกที่จะดึงดูดผู้อ่าน ดังนั้นตั้งชื่อ email ให้ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก อย่างแรกหัวข้อของคุณต้องเขียนให้รอดจาก Program spam filter ที่จะคอยเขี่ย email ขยะทิ้ง หัวเรื่องของ email ต้องเป็นข้อความที่เจาะจงถึงตัวผู้รับ ทำให้เขารู้ว่า email นี้เป็น email ที่ส่งมาหาเขาโดยเฉพาะ เช่น “Love your blog,” “Love your book,”

2.จำกัดจำนวนผู้รับด้วย อย่าส่ง email หาคนหลายๆคนพร้อมกันในหนึ่ง email ยิ่งคุณส่ง email หาคนทีละมากๆเท่าไหร่ คุณก็จะได้รับการตอบสนองต่อคนเหล่านั้นน้อยลงเท่านั้น เพราะพวกเขารู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้สำคัญ คุณไม่ได้เจาะจงส่ง email ให้ผม ผมแค่อ่าน email ของคุณและผู้รับคงอื่นอาจจะช่วยเหลือหรือทำตามที่คุณขอไปแล้วก็ได้ นอกจากนั้นการส่งหาผู้รับที่ละหลายๆคน ก็เป็นการเปิดเผย email ของคนอื่นโดยทางอ้อมด้วย

3. ถ้าเขียน Email เป็นภาษาอังกฤษอย่าได้ใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด ทุกคนทราบดีว่ามันหมายถึงคุณกำลังตะโกนใส่เขาอยู่หรือถึงแม้คุณไม่ได้หมายความอย่างนั้น (ตะโกน) การเขียนด้วยตัวพิมพ์ ใหญ่ก็ทำให้อ่านยาก

4.เขียนให้สั้นเข้าไว้ ควรเขียนไม่เกิน 5 ประโยค คุณควรเริ่มจากแนะนำตัวโดยประมาณ 1 ถึงสองประโยค และเข้าประเด็นเลย ทฤษฎีของผมคือถ้าคนที่มีอะไรไม่ดีซ่อนอยู่จะพยายามหาเหตุผลมาอธิบายให้ยืดยาวกว่าที่จะเข้าประเด็นได้ แต่ในกรณีที่คุณไม่ต้องการความช่วยเหลืออะไรจากผู้รับ email คุณจะเขียนพรรณนาชื่นชม เขาไปยาวเท่าไหร่ก็ไม่มีปัญหา

5.เวลาตอบ email ให้ อธิบายความหมายในเรื่องที่คุณสนทนากันสักนิด สมมุติว่าคุณส่ง email ตอบไปมากับคนๆหนึ่งสัก 20 รอบ และสุดท้ายคนส่ง email ไปว่า “ผมเห็นด้วย” มันอาจสร้างความสับสนได้ว่าคุณเห็นด้วยในเรื่องไหน บางทีคู่สนทนาของคุณอาจต้องไปนั่งไล่อ่าน email ที่เขียนตอบไปมากับคุณเพื่อหาว่าที่คุณบอกว่าคุณเห็นด้วยคุณเห็นด้วยในเรื่องไหน ดังนั้นควรระบุให้ชัดว่าคุณเห็นด้วยในประเด็นไหน………การส่ง email ไม่เหมือนการพูดคุยแบบต่อหน้า คุณต้องอธิบายขยายความเพิ่มเติมที่คุณพิมพ์ให้มากขึ้นด้วย

6. เขียนโดยไม่ต้องตกแต่งอะไรมาก เขียนให้ง่ายและไม่ต้องตกแต่งด้วย รูปภาพแสดงอารมณ์ หรือ สีสันต่างๆให้มากมาย ทำทุกอย่างให้ง่ายและเป็นโลกของขาวดำ

7.ระวังเวลาที่คุณจะส่ง URL link ไปใน email ให้แน่ใจว่ามันสามารถ link ไปยัง web page ที่คุณต้องการส่งให้เขาอย่างถูกต้อง

8. อย่าถามคำถามที่ไม่มีคำตอบ เวลาผมได้รับ email ประเภทนี้ ผมหนักใจมากผมมีทางเลือก 3 ทาง 1 ถ้าผมไม่ตอบ email เขาอาจจะดูว่าผมหยิ่ง 2 หรือผมอาจจะตอบคำถามแบบลวกๆและบอกเขาว่าคำถามนั้นไม่สามารถตอบได้ 3 หรือผมอาจจะเขียน email ไปถามเพื่อหาให้เจอว่าผู้ส่ง email มาต้องการจะถามอะไร แต่ปกติผมเลือกทางเลือกที่ 2

9.อย่าถามคำถามที่ไม่มีคำตอบอีกครั้ง คนส่งไม่ต้องรับผิดชอบอะไรกับคำถามประเภทนี้แต่ความรับผิดชอบไปอยู่ที่ผู้รับ จุดประสงค์ของการใช้ email คือการประหยัดเวลา ไม่ใช่แค่เวลา คุณอาจจะมีเวลาไม่จำกัดในการตั้งคำถามที่ไม่มีคำตอบแต่อย่าคิดว่าผู้รับจะมีเวลามากอย่างนั้น

10.ถ้าไม่จำเป็นอย่าได้ attach file บางครั้งผมได้รับ email และมี attach file เป็น file word ที่มีความยาวสามย่อหน้า คุณควรจะส่งมันลงไปใน email เลยดีกว่าที่จะ attach มาเป็น file เพราะว่ามันเสียเวลาผู้รับที่จะ save file ของคุณและเปิด program เพื่ออ่าน file ของคุณอีก

11. ข้ออนุญาตก่อนเสมอ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรที่อาจจะเกี่ยวข้องกับผู้รับ email ข้ออนุญาตก่อนเสมอ เช่น “ผมขออนุญาตส่ง Power point file เพื่ออธิบายว่าบริษัทเราดำเนินการเกี่ยวกับอะไร”

12.ใจเย็นๆ กฎข้อนี้ ผมเองก็ละเมิดกฎอยู่บ่อยๆ email บาง mail ก็ทำให้ผมอารมณ์เสีย แต่ถ้าคุณเขียน email ตอบไปด้วยอารมณ์โกรธมันก็จะทำให้ทุกอย่างแย่ลงไปใหญ่



(ตัวอย่างข่าวหรือบทความจากhttp://blog.guykawasaki.com/2006/02/the_effective_e.htmlที่ iKnow ส่งให้ทางอีเมลเป็นประจำทุกวัน โดยคิดค่าบริการ 500 บาท ต่อเดือน บอกรับเป็นสมาชิกวันนี้ รับส่วนลดทันที 10 %)
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://WiseKnow.com
Tell a Friend
การตลาดอย่างมีกลยุทธ์
รหัสสินค้า: 000001
รายละเอียด: การตลาดอย่างมีกลยุทธ์

คนส่วนใหญ่เคยได้ยินคำว่า กลยุทธ์ ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่า Strategy มาแล้ว แต่คนส่วนใหญ่รวมทั้งตัวผมในอดีตก็ได้แต่รับรู้คำว่า กลยุทธ์ แต่ไม่เคยถามตนเองว่าสิ่งที่เราทำอยู่ทุกๆ วันนี้ เราทำอย่างมีกลยุทธ์หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตส่วนตัว การทำงาน การเข้าสังคม การพูด การช่วยเหลือผู้อื่น ล้วนทำอย่างมีกลยุทธ์ได้

กลยุทธ์ที่ไม่เป็นโทษกับใคร เปรียบได้กับคำว่า กุศโลบาย ในศาสนาพุทธ หรือแปลเป็นไทยตรงๆ ก็คือ อุบายที่เป็นกุศล ฉะนั้นกลยุทธ์ที่ผมจะกล่าวจึงเป็นกลยุทธ์ที่ดีๆ ไม่เป็นพิษเป็นภัย แต่ในการทำการตลาดซึ่งต้องมีการแข่งขัน มีคู่แข่ง กลยุทธ์ต่างๆ จึงต้องมีขึ้นเพื่อจะเอาชนะคู่แข่ง หรือนำหน้าคู่แข่ง แต่ต้องไม่ใช่กลยุทธ์ที่ทำให้คู่แข่งเสียหายจนต้องล่มจม เหมือนการแข่งกีฬาผู้แพ้ไม่จำเป็นต้องตายหรือล้มละลาย (คนที่จะแพ้และล้มละลายอาจจะเป็นผู้ที่ไปพนันขันต่อเอาไว้ซึ่งอันนี้เราช่วยไม่ได้ )

การตลาดอย่างมีกลยุทธ์ คือการทำการตลาดแบบมีแผนการที่จะเอาชนะคู่แข่ง

สิ่งแรกที่ต้องมีก็คือ ต้องตั้งคู่แข่งขึ้นมาซึ่งไม่ห่างกับเราจนเกินไป และต้องเห็นภาพคู่แข่งชัด อย่าตั้งคู่แข่งมากรายจนตัวเราเบลอ และต้องสืบรู้ข้อมูลทุกๆ ด้านของคู่แข่งตลอดเวลา (ตรงนี้เป็นสิ่งที่ในอดีตผมจะละเลย เพราะโดยส่วนตัวผมไม่ชอบแข่งกับใคร ฉะนั้นจึงไม่มีความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะใคร แต่พอมาถามตนเองว่าถ้าเราอยากจะเป็นที่หนึ่งไปนานๆ หรืออยากจะเป็นที่หนึ่งจะต้องทำอะไร คำตอบก็คือ ต้องสนใจคู่แข่ง) ความกระตือรือร้นของเราในการที่จะรู้จักคู่แข่ง บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะ ถ้าชนะอยู่แล้วก็ต้องคอยมองคู่แข่งที่วิ่งตามมาว่า กำลังจะไล่มาทันหรือยัง

หลักคิดและวิธีการเชิงกลยุทธ์ที่จะทำการแข่งขันกับคู่แข่งมีดังนี้

1) รู้ข้อมูลคู่แข่งโดยต้องเชื่อว่าเรารู้ได้ทุกเรื่องถ้าเราเสาะหา

2) สนใจติดตามความเคลื่อนไหวของเขาอย่างสม่ำเสมอ

3) พัฒนาจุดเด่นของตนเองให้เด่นขึ้นอีกเหนือคู่แข่ง

4) คิดว่าเราจะทำอะไรที่ดีที่คู่แข่งอาจจะคิดไม่ถึง

5) มองหาจุดเด่นในตัวเราหรือองค์กรของเราที่คู่แข่งมีน้อยกว่า

6) ถ้าคู่แข่งทำอะไรที่ดี เราต้องตามให้ทัน แต่อาจจะใช้วิธีต่างๆ กัน หรือทำให้ดีกว่า

7) หาจุดอ่อนของคู่แข่งแล้วเอาจุดอ่อนนั้นมาพัฒนาเป็นจุดเด่นของเรา

8) หลีกเลี่ยงการปะทะกันแบบปากต่อปาก ฟันต่อฟัน โดยเฉพาะกับคู่แข่งที่ใหญ่กว่า

9) ไม่คิดทำลายคู่แข่งด้วยวิธีที่ไม่มีคุณธรรม

10) เชื่อว่าความรวดเร็วและความสนใจติดตามทำให้เราได้เปรียบได้

11) ขจัดจุดอ่อนในองค์กรของตนให้น้อยลงอย่างต่อเนื่อง

12) ต้องเป็นคนคิดบวกโดยเชื่อว่าตนเองจะดีขึ้นๆ

ถ้าเราทำการตลาดในรูปแบบที่ผมนำเสนอข้างต้น ผมมั่นใจว่าการตลาดที่ท่านทำจะมีแต่ความเจริญก้าวหน้า หรือมีโอกาสที่จะเป็นหนึ่งในธุรกิจ เพราะทำธุรกิจแบบมีคุณธรรมและไม่คิดจะทำให้คู่แข่งเดือดร้อน


(ตัวอย่างข่าวหรือบทความจากหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ ที่ iKnow ส่งให้ทางอีเมลเป็นประจำทุกวัน โดยคิดค่าบริการ 500 บาท ต่อเดือน บอกรับเป็นสมาชิกวันนี้ รับส่วนลดทันที 10 %)
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://WiseKnow.com
Tell a Friend
ความรู้ความสามารถเป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จ
รหัสสินค้า: 000006
รายละเอียด: ความรู้ความสามารถเป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จ

โดย ลิขิต ธีรเวคิน 11 พฤษภาคม 2548 18:24 น.

  ผู้ที่จะประสบความสำเร็จตามค่านิยมที่กำหนดไว้ในสังคมแต่ละยุคนั้น จะต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ตัวอย่างเช่น ในยุคที่มีการล่าสัตว์และเก็บเกี่ยว ผู้ที่มีความสามารถในการดักสัตว์ได้เก่ง เข้าใจอุปนิสัยของสัตว์ หรือรู้แหล่งที่จะไปล่าสัตว์ รู้จักการทำเครื่องไม้เครื่องมือที่จะทำให้การล่าสัตว์มีประสิทธิภาพมากขึ้น ฯลฯ ความรู้ความสามารถดังกล่าวนั้นก็จะทำให้บุคคลผู้นั้นกลายเป็นผู้นำของชุมชนได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง การที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นจำเป็นต้องมีความรู้ความสามารถ ยกเว้นแต่ในกรณีของคนที่โชคดีที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เนื่องจากได้รับการสนับสนุนในลักษณะการเล่นพรรคเล่นพวก ในส่วนนั้นก็ต้องถือว่าเป็นระบบที่ผิดปกติ แต่ในขณะเดียวกันคนที่มีความรู้ความสามารถที่ทำงานอยู่ในระบบที่บกพร่อง ก็ต้องมีความรู้ความสามารถในการที่จะได้ประโยชน์จากระบบที่บกพร่องดังกล่าวได้ด้วย เช่น ถึงแม้ตนจะเก่งกาจในความรู้ต่างๆ แต่คนอื่นใช้วิธีเล่นพรรคเล่นพวก หาผู้อุปถัมภ์ ตนก็ต้องพยายามผสมผสานความรู้ความสามารถกับการใช้ประโยชน์จากความอ่อนแอหรือความบกพร่องของระบบด้วยการหาผู้อุปถัมภ์และหาพวก และถ้าเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถจริงก็น่าจะได้เปรียบคนอื่นที่มีความรู้เฉพาะในเรื่องการสร้างภาพและการเข้าเจ้าเข้านาย แต่ปัญหาก็คือ คนที่มีความรู้ความสามารถจริงๆ มักจะหยิ่งในเกียรติและศักดิ์ศรี ไม่ยอมลดตัวกระทำการในลักษณะดังกล่าวมาเบื้องต้น และนี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกสังคมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
 
  ความรู้ความสามารถก็คือความเก่งนั่นเอง คนที่เก่งจะต้องประกอบด้วยคุณลักษณะดังต่อไปนี้
 
  ประการที่หนึ่ง ต้องมีข้อมูลมากพอ และมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว เพื่อนำไปสู่ความเข้าใจและนั่นคือความรู้ การกระทำอันใดก็ตามที่ขาดฐานข้อมูลอย่างแท้จริง ขาดความรู้อย่างแท้จริง ใช้วิธีเสี่ยงก็อาจจะประสบผลสำเร็จได้ในบางครั้ง แต่ความผิดพลาดจะเกิดขึ้นได้โดยง่าย
 
  มีเรื่องเล่ากันว่าก่อนจะมีการเปิดการเดินรถรางขึ้นที่กรุงเทพฯ นั้น ได้มีชาวตะวันตกผู้หนึ่งยืนจดสถิติ บางคนก็บอกใช้เม็ดมะขามเป็นเครื่องมือในการนับจำนวนคนที่ผ่านไปผ่านมาที่บริเวณตลาดน้อยตั้งแต่เช้าถึงเย็น เข้าใจว่าคงจะนับจำนวนคนที่สัญจรไปมา และเมื่อได้ข้อมูลเรียบร้อยแล้วก็ขอให้รัฐบาลอนุมัติให้เขาเดินรถรางเพื่อเป็นการขนส่งมวลชน โดยรถรางสมัยนั้นใช้ม้าลากจำนวนหนึ่ง น่าจะมีม้าประมาณ 8 ตัววิ่งไปบนราง ต่อมาจึงได้ใช้ไฟฟ้า การที่หาข้อมูลก็เพื่อจะคำนวณดูว่ามีผู้โดยสารมากพอหรือไม่ และถ้าเก็บค่าโดยสารจำนวนหนึ่งในวันหนึ่งจะได้ค่าโดยสารจำนวนเท่าไหร่ การบริหารรถรางซึ่งต้องมีการสร้างรถราง สร้างตู้รถ จ้างพนักงาน ซื้อม้า ฯลฯ จะเป็นรายจ่าย ทั้งนี้เพื่อจะนำข้อมูลมาวิเคราะห์หาความรู้ว่าจะคุ้มทุนหรือไม่ โครงการจะไปรอดหรือไม่ นี่คือตัวอย่างของการที่มีข้อมูลและมีความรู้ ใครก็ตามที่เป็นคนเก่งจะเป็นคนเก่งไม่ได้ถ้าปราศจากข้อมูลที่เพียงพอ ปราศจากความเข้าใจในสภาพแวดล้อม และปราศจากความรู้ในปรากฏการณ์ที่ตนเกี่ยวข้องด้วย คนที่จะเป็นหมอจะต้องมีความรู้ในร่างกายมนุษย์ เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ เรื่องยารักษาโรค และการให้ยา การทำนายไข้ ทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวนี้คือข้อมูลและความรู้ ซึ่งทำให้คนนั้นกลายเป็นคนเก่งในแขนงวิชา หรือในอาชีพที่ตนถนัด
 
  ประการที่สอง ข้อมูลและความรู้ความเข้าใจที่กล่าวมาเบื้องต้น อาจเป็นเพียงทฤษฎีที่เป็นนามธรรม ทำให้สามารถมองเห็นภาพได้กว้างในลักษณะที่นกบินเหินขึ้นไปบนฟ้าและมองลงมาเบื้องล่างที่เรียกว่าเห็นเหมือนนก (bird's eye view) แต่ความรู้จะมีเฉพาะทฤษฎีไม่ได้ ต้องมีการปฏิบัติด้วยตนเองอย่างแท้จริงด้วย ต้องมีการคลุกในลักษณะของการคลุกของหนอนด้วยการกระทำ ลองผิดลองถูก ล้มเหลวบ้างสำเร็จบ้าง สะสมประสบการณ์ต่างๆ ไว้ เพิ่มพูนความรู้และข้อมูลที่มีอยู่เดิมที่มีลักษณะนามธรรมด้วยประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรม ดังนั้น คนที่มีความเก่งก็คือคนที่มีทั้งข้อมูลความรู้และทฤษฎี และมีประสบการณ์ในทางปฏิบัติ กล่าวอีกนัยหนึ่ง จะต้องเป็นคนที่เห็นภาพกว้าง ขณะเดียวกันก็รู้ในส่วนละเอียด เข้าถึงประเด็นปัญหาอย่างแท้จริงที่เรียกว่า "เห็นเหมือนนก คลุกเหมือนหนอน"
 
  นักวิชาการที่ศึกษามาเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจย่อมเข้าใจสภาวะของธุรกิจและเศรษฐกิจในสังคม มองเห็นแนวโน้มในอนาคต วิเคราะห์คาดเดาทางเศรษฐกิจได้ เพราะเป็นบุคคลที่มีข้อมูลอันได้แก่ดัชนีบ่งชี้ต่างๆ และสามารถเอาทฤษฎีมาวิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่ให้กลายเป็นความรู้ แต่ขณะเดียวกันนักวิชาการอาจไม่เคยมีประสบการณ์ในทางปฏิบัติ การวิเคราะห์ข้อมูล การพยายามสร้างความรู้จากทฤษฎีจึงไม่อาจสอดคล้องกับความเป็นจริงในบางครั้ง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เดินตามทฤษฎีเสมอไป เพราะฉะนั้นคนที่เก่งทฤษฎีแต่เพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่ใช่คนที่เก่งอย่างสมบูรณ์แบบ จึงไม่แปลกที่ผู้มีความรู้ทางธุรกิจและเศรษฐกิจที่จบการศึกษาถึงขั้นระดับปริญญาเอก แต่ต้องขาดทุนเงินไปเป็นจำนวนมากเมื่อเริ่มเข้าไปซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เพราะระบบเศรษฐกิจและธุรกิจมีตัวแปรที่อยู่นอกเหนือทฤษฎี และตัวแปรดังกล่าวนั้นอาจไม่มีอยู่ในตำรา จึงมีการเขียนหนังสือขึ้นมาสองเล่มทำนองว่า "สิ่งที่ไม่ได้สอนในคณะบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด" หรือ "สิ่งที่ไม่ได้สอนในคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด" ซึ่งหมายความว่านักธุรกิจที่ออกไปทำมาหากิน นักกฎหมายที่ออกไปประกอบอาชีพนักกฎหมาย เมื่อเผชิญกับสภาวะที่เป็นอยู่จริงซึ่งไม่เคยมีอยู่ในตำรับตำราก็จะเกิดอาการตระหนก และนี่คือที่มาของหนังสือทั้งสองเล่มดังกล่าว กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความรู้หลายอย่างเรียนรู้ไม่ได้จากตำราต้องเรียนจากประสบการณ์ในการทำงานและในชีวิตจริง
 
  ในแง่หนึ่งคำกล่าวที่ว่า มหาวิทยาลัยที่แท้จริงคือมหาวิทยาลัยชีวิต นั่นคือ การเรียนรู้ด้วยการดำรงชีวิตซึ่งมีอยู่ทุกแง่ทุกมุมตั้งแต่เรื่องส่วนตัว การพบเพื่อนร่วมงาน การประกอบธุรกิจ กลเม็ดเด็ดพรายต่างๆ ที่ดำเนินอย่างพลวัตตลอดชีวิตของการดำรงตนในสังคมมนุษย์
 
  ประการที่สาม คนที่เป็นคนเก่งนั้นนอกจากจะมีข้อมูลความรู้และประสบการณ์แล้ว จะต้องพยายามขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติม หาประสบการณ์เพิ่มเติม เพื่อมิให้เป็นคนล้าสมัย จะต้องมีความสามารถในการปรับเปลี่ยนเข้ากับสภาวะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น บริษัทที่ทำกล้องถ่ายรูปที่ใช้ฟิลม์ซึ่งต้องมีการล้างและอัดรูป ไม่สามารถจะดันทุรังใช้ความรู้ความชำนัญการที่มีแต่เดิมอยู่ต่อไปในยุคที่กล้องถ่ายรูปแบบดิจิตอลกำลังเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง เช่นบริษัทโกดักก็กำลังปรับเปลี่ยนผลิตกล้องถ่ายรูปแบบดิจิตอล เพราะถ้าขืนล่าช้าบริษัทอาจจะต้องปิดกิจการในที่สุด
 
  ประการที่สี่ ผู้ที่เป็นคนเก่งซึ่งหมายถึงเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติดังกล่าวมาเบื้องต้น จะต้องรู้จักการใช้ความรู้ความสามารถของตนให้สอดคล้องกับกาลเวลา กล่าวคือมีความชาญฉลาดหรือปัญญา ในยุคที่ต้องการคนที่มีความรู้ทางกฎหมาย เช่น นักกฎหมายที่จะมาช่วยแก้ปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ผู้ที่มีความรู้กฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายแพ่งและกฎหมายอาญา ฯลฯ และระบบศาลจะเป็นบุคคลที่มีความรู้ความชำนัญการ สอดคล้องกับความต้องการของยุคสมัย แต่พอมายุคปัจจุบันมีกฎหมายด้านอื่นๆ ที่ขาดแคลน เช่น กฎหมายภาษีอากร กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ฯลฯ การปรับตัวเพื่อขยายความรู้ในกฎหมายดังกล่าวมาแล้วนั้น จะมีส่วนช่วยทำให้ขยายความเก่งที่สอดคล้องกับยุคสมัยได้ ความเก่ง หรือความรู้ความสามารถ หรือประสบการณ์ในยุคหนึ่ง อาจจะสูญความสำคัญลงเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป
 
  ประการที่ห้า ผู้ที่เป็นคนเก่งจะต้องมีความชาญฉลาดในการพินิจพิเคราะห์ว่า ความเก่งของตนน่าจะนำใช้ ณ สถานที่ใด นอกจากยุคสมัยดังกล่าวมาแล้วนั้น ความเก่งหรือข้อมูลความรู้และประสบการณ์ของคนคนหนึ่งอาจจะเป็นที่ยอมรับ และมีคุณค่าในที่ที่หนึ่ง ไปอีกที่หนึ่งจะกลายเป็นสิ่งที่เปล่าประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น คนที่มีความรู้ในเรื่องวิทยุและสมองกลจะไร้ประโยชน์ถ้าเข้าไปอาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่ไม่มีไฟฟ้า และไม่รู้จักสมองกล จนกว่าวันหนึ่งความเจริญจะเข้าไปถึง นายแพทย์ซึ่งจบปริญญาแพทยศาสตร์สมัยใหม่จะไร้ความหมายถ้าเข้าไปอยู่ในชุมชนที่ไม่มีศรัทธาแพทย์ที่จบวิชาการแพทย์สมัยใหม่ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมขึ้นในภายหลัง
 
  ตัวอย่างของความรู้ซึ่งอาจไม่มีสลักสำคัญ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปก็อาจกลายเป็น สิ่งที่มีความสำคัญขึ้นมา ตัวอย่างก็คือภาษาจีน ในยุคที่มีการปิดโรงเรียนจีนและทางรัฐบาลไม่ส่งเสริมการเรียนภาษาจีน คนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากก็หันไปเรียนภาษาอังกฤษและการศึกษาภาคปกติ หลังจาก 50 ปีต่อมาคือยุคปัจจุบัน ภาษาจีนกลับกลายเป็นภาษาที่มีความสำคัญ บุคคลที่เคยเรียนภาษาจีนมาก่อนก็จะได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และยิ่งเป็นพนักงานของบริษัทที่มีการลงทุนในประเทศจีน ความรู้ภาษาจีนที่มีอยู่ก็จะกลายเป็นคุณสมบัติสำคัญในหน้าที่การงาน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความเก่งอาจจะไม่เป็นประโยชน์ในบางสถานที่ ในบางเวลา แต่ในตัวของมันเองเป็นสิ่งที่มีคุณค่าเสมอขึ้นอยู่กับว่าคนที่เป็นคนเก่งนั้นจะใช้ประโยชน์ความเก่ง ความสามารถของตน ได้มากน้อยเพียงใด
 
  โดยสรุป คนเก่งคือคนที่รู้ข้อมูล มีความรู้ มีความเข้าใจ มีประสบการณ์และความชำนาญการ รู้จักใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ตนมีอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม และในสถานที่ที่ใช้ความรู้ความสามารถของตนจะเป็นประโยชน์ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความเก่งคือการมีข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ และปัญญา ความเก่งจึงเป็นตัวแปรสำคัญของความสำเร็จในชีวิตตัวหนึ่ง แต่ความสำเร็จที่แท้จริงจะต้องประกอบด้วยตัวแปรอื่นๆ ด้วย คนที่เก่งแต่ล้มเหลวก็คือคนที่ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด เก่งแต่ไม่ได้ดิบได้ดี ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตเพราะความเก่งนั้นไม่ครอบคลุมอย่างทั่วถึงในมิติที่หลากหลาย และที่สำคัญความเก่งที่คลุกเหมือนหนอนนั้นต้องเป็นความเก่งที่แท้จริง คือเก่งจนกระทั่งเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่า ถ้าพูดถึงเรื่องนี้คนที่รู้ดีที่สุดและเก่งที่สุดก็คือคนนี้ และนี่จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะมีส่วนช่วยในการประสบความสำเร็จในชีวิตได้
 
  โดยสรุป ความเก่งหรือคนเก่งประกอบด้วย ข้อมูล (information) ความรู้ (knowledge) ประสบการณ์ (experience) และปัญญา (wisdom)


(ตัวอย่างข่าวหรือบทความจากหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ ที่ iKnow ส่งให้ทางอีเมลเป็นประจำทุกวัน โดยคิดค่าบริการ 500 บาท ต่อเดือน บอกรับเป็นสมาชิกวันนี้ รับส่วนลดทันที 10 %)
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://WiseKnow.com
Tell a Friend
หนังสือ 10 เล่ม ที่ผู้จัดการควรอ่าน
รหัสสินค้า: 000019
รายละเอียด: Dr.David T. Binnion ซึ่งเป็นผู้อำนวยการของ Indigo Consulting Group บริษัทด้านพัฒนาศักยภาพมนุษย์ และเป็นอาจารย์พิเศษสอนเรื่อง "การพัฒนาทรัพยากรบุคคล" ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ได้แนะนำกับคอลัมน์ Book is Capital ว่า มีหนังสือ 10 เล่มที่ผู้จัดการควรอ่าน

จึงได้นำเสนอต่อท่านผู้อ่าน หากท่านเห็นว่าเล่มใดน่าสนใจ ก็ลองไปหาอ่านกันดูนะครับ

1. "การจัดการความฉลาดทางอารมณ์" โดย แดเนียล โกลแมน (Working with Emotional Intelligence-Daniel Goleman)

หนังสือเล่มนี้บอกให้รู้ว่า ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจดจำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั่นก็คือการรู้จักควบคุมอารมณ์

ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ขึ้นอยู่กับสองปัจจัย คือการรู้จักอารมณ์ของตนเอง นั่นก็คือการรับรู้อารมณ์ของตนและรู้จักจัดการกับอารมณ์ที่เกิดขึ้น และความสามารถในการเข้าสังคม ซึ่งหมายรวมถึงความสามารถในการเข้ากลุ่มและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

หนังสืออธิบายแนวคิดรวบยอดไว้อย่างดี มีการนำเสนอตัวอย่างจากชีวิตจริง มีการบรรยายเหตุการณ์แต่ละฉากที่แสดงถึงความสำคัญของการรู้จักการควบคุมอารมณ์ของตนในที่ทำงานได้อย่างเห็นภาพชัดเจนพร้อมรายละเอียด


2. "จากดีถึงยอดเยี่ยม" โดย จิม คอลลินส์ (Good to Great-Jim Collins)

เริ่มจากการสำรวจบริษัท 1,435 บริษัทชั้นนำจาก Fortune 500 และคัดเลือกมาเฉพาะบริษัทอันดับ 1-11 ที่สามารถเปลี่ยนแปลงธุรกิจตนเองจากดีถึงยอดเยี่ยมได้

บริษัทเหล่านี้มีความโดดเด่นที่สามารถทำธุรกิจได้แตกต่างจากบริษัทคู่แข่ง เนื้อหาแสดงถึงสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาได้ทำและส่งผลให้บริษัทมีผลตอบแทนทางธุรกิจได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของมูลค่าหุ้นในตลาดถึง 3-18 เท่า ในระยะเวลาเพียง 15 ปี และหนังสือยังบอกถึงวิธีการที่สามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจของคุณได้

3. "ศิลปะของความเป็นไปได้" โดย โรสามุนด์ สโตน แซนเดอร์ และเบนจามิน แซนเดอร์ (The Art of Possibility-Rosamund Stone Zander and Benjamin Zander)

มีเนื้อหาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง แซนเดอร์ได้นำเสนอปรัชญาและยุทธวิธีสำหรับการมองสิ่งที่เป็นไปและการมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้ จากหลักของความเป็นไปได้มากกว่ามุมมองในด้านลบและอยู่ในกรอบที่จำกัด ผู้เขียนได้กล่าวถึงในแบบฝึกหัดซึ่งอาจจะดูซ้ำกับบท "ให้คะแนน A" แต่มีความต่างตรงคำอธิบายที่ชัดเจนและมีตัวอย่างเปรียบเปรยที่ชัดแจ้ง

และได้กล่าวถึงมุมมองด้านการเป็นผู้นำและความสำเร็จส่วนตัวในทัศนวิสัยที่แตกต่างกัน เพราะเบนจามินเป็นผู้คุมวงออร์เคสตร้า ส่วนโรสามุนด์เป็นนักจิตบำบัด เป็นโชคดีอย่างหนึ่งที่เบนจามิน แซนเดอร์ ไม่ได้เปรียบเทียบว่าการ เป็นผู้คุมวงออร์เคสตร้าคล้ายกับการเป็นซีอีโอ แต่เขาใช้ประสบการณ์ส่วนบุคคลที่เป็นผู้นำวงมานำเสนอมุมมองพร้อมตัวอย่างประกอบได้อย่าง น่าสนใจ ซึ่งตัวอย่างเหล่านั้นมาจากอาชีพผู้นำวงของเขา

4. "ลักษณะนิสัย 7 ประการ ของผู้ที่มีศักยภาพสูง" โดย ดร.สตีเวน โคเวย์ (The Seven Habits of Highly Effective People-Dr.Steven Covey)

ดร.โคเวย์ได้รวบรวมงานเขียนชิ้นเยี่ยมต่างๆ ที่เคยมีมา คำสำคัญหนึ่งจากชื่อหนังสือที่ว่า "นิสัย" ซึ่งไม่ใช่การนั่งคิด หรือการตั้งเป้าหมายที่จะทำอะไรบางอย่าง การเปลี่ยนแปลงหรือไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่เป็นการพัฒนาลักษณะนิสัยและสามารถนำไปปฏิบัติ ได้จริง

"ผมได้อ่านหนังสือเล่มนี้หลายครั้ง และมักจะได้อะไรใหม่ๆ จากการอ่านทุกครั้ง สำหรับผมเองแล้ว หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือพัฒนาบุคลิกภาพที่ยอดเยี่ยมเล่มหนึ่งที่เคยมีมา และเป็นหนังสือที่ห้องสมุดผู้บริหารทุกแห่งต้องมีไว้"

5. "การลงมือปฏิบัติ : วินัยที่จะผลักดันให้การทำงานสำเร็จลุล่วง" โดย ลาร์รี่ บอสสิดี้ และแรม ชาราน (Execution : The Discipline of Getting Things Done-Larry Bossidy and Ram Charan)

เป็นหนังสือทางธุรกิจที่มีอิทธิพลสูงเล่มหนึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา "บอสสิดี้" และ "ชาราน" เน้นให้รู้ว่าการลงมือปฏิบัติให้เกิดผลเต็มประสิทธิภาพนั้น ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง

ผู้อ่านไม่ต้องเจอกับทฤษฎีที่คลุมเครือ คำพูดที่ไม่ชัดเจนและคำกล่าวที่เกินจริง ผู้เขียนนำเสนอเนื้อหาได้น่าติดตามด้วยการเล่าประสบการณ์ในโลกธุรกิจจริง คุณค่าที่ซ่อนอยู่น่าจะเป็นการให้ภาพที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่มีปัญหาว่าจะต้องเริ่ม "ทำสิ่งต่างๆ ให้ลุล่วง" ทำให้ดีและเสร็จตรงเวลาได้อย่างไร

6."การบริหารการจัดการให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว" โดย "ดาร์ริล อาร์ คอนเนอร์" (Managing at the Speed of Change-Daryl R.Conner)

จากการเป็นที่ปรึกษาด้านการจัดการ และ ผู้จัดการโครงการ เขาจึงเกี่ยวข้องกับการจัดการการเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่เกือบทุกวัน บางครั้งการเปลี่ยนแปลงก็เป็นไปได้ด้วยดี แต่บ่อยครั้งการเปลี่ยนแปลงก็นำไปสู่ความล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า

ผู้เขียนมีความเข้าใจว่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และรู้ว่าจะแก้ปัญหานั้นด้วยวิธีใด

"คอนเนอร์" มีบริษัทที่ปรึกษาที่ยอดเยี่ยมแห่งหนึ่งที่อุทิศเวลาให้กับความเปลี่ยนแปลง เขามีประสบการณ์และเขียนประสบการณ์ออกมาในรูปแบบที่อ่านง่าย ที่ทำให้คุณติดตามเนื้อหาที่เขาต้องการนำเสนอได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ใช้คำศัพท์เทคนิคที่ยุ่งยากหรือไร้ความหมาย

"คอนเนอร์" อธิบายได้อย่างชัดเจนว่า ทำไมความคิดเริ่มต้นก่อนการเปลี่ยนแปลงจึงแตกต่างจากผลลัพธ์เมื่อลงมือลงมือปฏิบัติ เขาจึงเสนอข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อบทบาทและความรับผิดชอบที่ต้องปรับเพื่อก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง พร้อมกันนี้ยังนำเสนอข้อดีและข้อเสียที่หลากหลายในรูปแบบที่แตกต่างกันไป

"หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ยอดเยี่ยมในระดับ 5 ดาว ผมไม่ลังเลเลยที่จะใส่ชื่อหนังสือนี้ไว้ในรายชื่อหนังสือที่ผู้นำทางธุรกิจและผู้จัดการโครงการทุกระดับต้องอ่าน"

7."จะชนะใจเพื่อนและชักชวนผู้อื่นให้คล้อยตามเราได้อย่างไร" โดย "เดล คาร์เนจี" (How to Win Friends and Influence People-Dale Carnegie)

หนังสืออมตะเล่มนี้เขียนโดย "เดล คาร์เนจี" และเขียนตั้งแต่ปี 1937 (พ.ศ.2480) อาจมีคำถามว่า "เป็นไปได้หรือที่หนังสือที่ตีพิมพ์ในยุค 30 จะช่วยแก้ปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นใน ปัจจุบันให้กับคุณได้?" ซึ่งมันก็เป็นคำถามที่คนอีก 15 ล้านคนรวมทั้งคนที่ได้ซื้อหนังสือเล่มนี้ถามกัน

แต่คำตอบนั้นแสนจะง่าย เพราะหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ตำราการทำธุรกิจ แต่เป็นหนังสือที่กล่าวถึงการปฏิสัมพันธ์ของบุคคล เนื้อหานั้นแนะนำว่าคุณควรจะพูดกับลูกน้องของคุณให้ทำงานของเขาได้ดีได้อย่างไร หรือจะพูดอย่างไรให้คู่สนทนาเห็นด้วยกับข้อเสนอของคุณ เมื่อคุณเข้าใจความต้องการพื้นฐานของมนุษย์แล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นกับธุรกิจแบบรายวันก็จะแก้ไขได้ง่ายขึ้น

8."ความลับที่ประหลาดสุดๆ" โดย "เอิร์ล ไนท์ติงเกล" (The Strangest Secret - Earl Nightingale)

"เอิร์ล ไนท์ติงเกล" ใช้เวลาหลายปีในการวิจัยงานเขียนของคนฉลาดทั้งหลาย ทั้งชาย หญิง ผู้รู้ ครู นักปรัชญา และกูรู ที่เขียนหรือพูดถึงการดำเนินชีวิต ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ การถักทอความแตกต่างของความคิดที่มีอยู่หลากหลายรวมทั้งต่างเวลาและสถานที่ "ความลับ" ที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันก็คือ ความสำคัญของการมีชีวิตอยู่ ซึ่งเป็นความจริงที่ทุกคนเข้าใจและปฏิเสธไม่ได้

"ผมไม่อยากบอกให้รู้ว่ามันคืออะไรเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ผู้ชายและผู้หญิงทุกคนควรรับรู้ด้วยตนเอง แต่ผมสามารถบอกได้จากประสบการณ์ของผมเองว่าเมื่อคุณได้ยินหรือได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว คุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป"

9."คิดและเติบโตอย่างร่ำรวย" โดย

"นโปเลียน ฮิลล์" (Think and Grow Rich-Napoleon Hill)

ผู้บริหารทั้งหลายมักจะพูดถึงหนังสือ "คิดและเติบโตอย่างร่ำรวย" ว่าเป็นหนังสือที่มีผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาอย่างใหญ่หลวง หนังสือเล่มนี้เป็นผลิตผลจากงานวิจัยของนโปเลียน ฮิลล์ ที่ใช้ระยะเวลาในการศึกษาถึง 20 ปี

ฮิลล์ได้สัมภาษณ์ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จถึง 500 คน เช่น เฮนรี่ ฟอร์ด, โทมัส เอดิสัน, อเล็กซานเดอร์ เกรย์แฮม เบลล์, จอห์น ดี ล็อกกี่เฟลเลอร์, จอร์จ อีสแมน, วิลเลี่ยม วิกรีย์ จูเนียร์ และชาล์ล เอ็ม ชวับ

ฮิลล์เปิดเผยความรู้อันประมาณค่าไม่ได้นี้ในงานวิจัยของเขาในรูปแบบของบันได 13 ขั้นสู่ความสำเร็จ

ฮิลล์เขียนงานได้อย่างชาญฉลาด อ่อน น้อมถ่อมตน และสนุกสนาน ปรัชญาของเขามีความเป็นสากล และไม่ยึดหลักของศาสนาใด ความร่ำรวยที่เขานำเสนอไม่ใช่เพียงการมีเงินมากขึ้น แต่เป็นปรัชญาของการดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กับทุกสิ่งในชีวิตของเราได้

10."กฎ 21 ข้อที่มิอาจหักล้างได้ของความเป็นผู้นำ" โดย "จอห์น ซี แม็กซ์เวลล์" (The 21 Irrefutable Laws of Leadership -John C. Maxwell)

"หนังสือของจอห์น แม็กซ์เวลล์ เป็นหนังสือที่นำเสนอความเป็นผู้นำที่โดดเด่นที่สุดที่ผมเคยอ่านในช่วงระยะเวลา 2-3 ปี ผมอ่านหนังสือเกี่ยวกับความเป็นผู้นำมามากมายในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อนำมาใช้พัฒนาทักษะของผม แต่ไม่มีเล่มไหนเลย ที่สามารถนำเสนอเนื้อหาได้หลากหลายเหมือนหนังสือของจอห์น แม็กซ์เวลล์"

ใจความสำคัญของเนื้อหาคือกฎความเป็นผู้นำ 21 ข้อของแม็กซ์เวลล์ โดยแต่ละบทจะลงรายละเอียดของกฎแต่ละข้อ รวมทั้งนำเสนอตัวอย่างที่เกิดขึ้นในอดีตที่ช่วยตอกย้ำกฎเหล่านั้น แม็กซ์เวลล์รวบรวมข้อมูลที่หลากหลายได้อย่างวิเศษและนำเสนอแต่ใจความหลักที่สามารถช่วยให้ผู้นำประสบความสำเร็จ

ข้อเขียนนั้นเข้าใจง่ายและนำมาปรับใช้ได้กับสถานการณ์อันหลากหลาย ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับผู้นำที่กำลังมองหาวิธีที่ทำให้องค์กรมีการเปลี่ยนแปลงในทันที

"ผมอยากให้ผู้นำทั้งหลายอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างมาก ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่มต้นสายงานบริหารหรือทำมาแล้วไม่ต่ำกว่าหลายปี ผมคิดว่าเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้จะต้องสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นกับประสิทธิภาพการทำงานของคุณได้"

ถ้าเห็นว่าเล่มไหนน่าสนใจก็ลองไปหาอ่านดูนะครับ

เพราะหนังสือบางเล่มอาจเป็นทุนให้คุณไปพัฒนาตัวเองให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง


คอลัมน์ book is capital
โดย y_jarun@hotmail.com
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://WiseKnow.com
Tell a Friend
3 ดาราสาวชื่อดังยอมสลัดผ้าต้านมะเร็งเต้านม
รหัสสินค้า: 000024
รายละเอียด: ซินหัวเน็ต04/10/06 - ปลายเดือนกันยายนปีที่แล้ว เคยฮือฮามาแล้วกับภาพนู้ดของดาราสาว หลี่ปิงปิง คริสตี้ ชุง และอู๋จวินเหมย ที่ถ่ายขึ้นหน้าปกนิตยสาร TrendsHealth เพื่อรณรงค์ต้านมะเร็งเต้านม ผ่านมาหนึ่งปี นิตยสารฉบับเดิมจับ 3 ดาราสาว เจียงฉินฉิน อี๋เหนิงจิ้ง และอู๋จวินหยู มาสลัดผ้าขึ้นปกในคอนเซปเดิมอีกครั้ง ยิ่งครั้งนี้ ได้เจียงฉินฉิน ที่กำลังจะเป็นแม่คนมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้ยิ่งเป็นที่ฮือฮามากขึ้น แม้ว่าท้องเธอจะยื่นออกมาอย่างที่คนท้องควรจะเป็น แต่รูปร่างส่วนอื่นไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิมเลย ชาวอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ต่างชื่นชมว่า เจียงฉินฉินงามยังไงก็ยังงั้นไม่เปลี่ยนแปลง
 
  ส่วนกรณีที่มีคนซักถามมากว่า การที่ให้ดาราสาวมาเปลื้องผ้ารณรงค์ต้านมะเร็งเต้านมนั้น ดูจะเป็นเรื่องที่เกินจำเป็น และน่าจะมีจุดประสงค์เพื่อหวังยอดขายมากกว่า คุณหวัง ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของนิตยสาร TrendsHealth ให้สัมภาษณ์ว่า “ช่วงเดือนตุลาคมของทุกปีถือเป็นเดือนรณรงค์ป้องกันมะเร็งเต้านมโลก การที่นำดารามาเป็นพรีเซนเตอร์ให้ เพราะเราตระหนักว่า พวกเธอจะมีอิทธิพลต่อการประชาสัมพันธ์ในวงกว้างมากกว่า ส่วนที่ต้องถ่ายภาพนู้ดนั้น ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความงามของเรือนร่างหญิงสาว ซึ่งหน้าอกก็จัดเป็นส่วนสำคัญหนึ่งของร่างกายเช่นกัน”
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://WiseKnow.com
Tell a Friend
Competitive Intelligence : ศาสตร์และศิลป์แห่งการแข่งขัน
รหัสสินค้า: 000010
รายละเอียด: จับเข่าชนคนกลยุทธ์ : ผศ.ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค

“รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” นับเป็นวลีที่คุ้นหูคุ้นตาของนักบริหารทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง เพราะการแข่งขันทางธุรกิจต้องต่อสู้กันแบบตาต่อตา ฟันต่อฟันกับคู่แข่งขันรอบด้าน


หากกิจการของเราไม่ทราบข้อมูลการก้าวย่างของคู่แข่ง ย่อมไม่สามารถจะตอบโต้กับเกมการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และแน่นอนว่ากิจการของเราก็เสมือนอยู่ในอุโมงค์มืดๆที่ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น

การก้าวเดินก็สะเปะสะปะ จนกระทั่งยากที่จะเอาชัยในการต่อสู้ได้ และเผลอๆอาจจะเพลี่ยงพล้ำได้ง่ายด้วยครับ

ดังนั้นกิจการต่างๆ จึงได้มีการพัฒนาระบบการจัดหาและวิเคราะห์ข้อมูลของคู่แข่งขันโดยตรงมากมาย จนบางกรณีถึงกับต้องเรียกว่าเป็นการล้วงความลับกันเลยทีเดียว

คดีความกันโด่งดังทั่วโลก เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และไอทีของโลก ที่บริษัทแห่งหนึ่งว่าจ้างนักสืบให้ไปค้นหาข้อมูลจากขยะของผู้บริหารในบริษัทคู่แข่ง รวมถึงในสองสามปีที่ผ่านมา ก็เคยเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมคอนซูเมอร์โปรดักท์ ที่บริษัทยักษ์ใหญ่จ้างคนไปสืบหาความลับจากถังขยะของบริษัทคู่แข่งเช่นเดียวกัน เพื่อหาข้อมูลในผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ทำเอาช็อกกันไปทั้งโลกครับ

วิธีการแบบนี้ เรียกว่า Competitive Intelligence หรือ หน่วยข่าวกรองเชิงกลยุทธ์ เป็นการยืมเอาคำทางการทหารมาใช้ ในหลายกิจการถึงขั้นจัดตั้งเป็นหน่วยงานถาวรขึ้นมาเลย ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในฝ่ายการตลาด ในนามของ หน่วยงานวิจัยตลาด หรือ หน่วยงานข้อมูลการตลาด

บางองค์กรอาจเป็นหน่วยงานวางแผนก็ได้ ซึ่งจะรับหน้าที่จัดหาและวิเคราะห์ข้อมูลรูปแบบต่างๆให้กับผู้บริหารเพื่อทำการตัดสินใจในการแข่งขัน

โดยทั่วไปการทำงานของหน่วยงานนี้ (ในแง่ที่ถูกกฎหมายนะครับ) จะมุ่งเน้นข้อมูลที่สามารถหาได้ทั่วไปของคู่แข่ง ไม่ใช่เป็นการไปขโมยความลับมา ซึ่งข้อมูลที่เก็บมาวิเคราะห์นั้น มักเป็นข้อมูลที่มีอยู่ทั่วไปในอุตสาหกรรมหรือในสื่อสาธารณะอยู่แล้ว เพียงแต่มิได้ทำการวิเคราะห์หรือดึงมาพิจารณาอย่างเด่นชัดเท่านั้น

เช่น ผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานข่าวกรองเชิงยุทธ์ของบริษัทวีซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า หน้าที่ของเขาคือ การสแกนข้อมูลเกี่ยวกับการโฆษณา ข่าวคราวต่างๆ ที่ออกมาของคู่แข่ง ซึ่งเขามักจะนำข้อมูลทุกอย่างที่หาได้ มากระจายอยู่รอบตัว แล้วทำการวิเคราะห์ปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมด อันจะนำไปสู่การบอกเล่าหรือให้สัญญาณบางอย่างเกี่ยวกับกลยุทธ์ที่กำลังจะทำของคู่แข่งได้

อาทิเช่น การจัดหาบุคลากรทางด้านต่างๆ จะทำให้เห็นถึงทิศทางที่กิจการจะก้าวไป อาจเน้นบุคลากรทางด้านการตลาด ด้านลูกค้าสัมพันธ์ หรือ พนักงานติดต่อลูกค้าจำนวนมาก ก็อาจให้สัญญาณบางอย่างเกี่ยวกับการขยายตัวไปยังตลาดลูกค้ารายย่อยมากขึ้น

หรือ หากต้องการเฟ้นหาผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมใด ก็เป็นการบอกเป็นนัยๆว่า อาจจะมุ่งเน้นเจาะตลาดลูกค้าในธุรกิจดังกล่าว

หรือ ในกรณีของผู้บริหารทางด้านข้อมูลคู่แข่งของบริษัท โนวาติส บริษัทยายักษ์ใหญ่ ก็ยอมรับว่า การสแกนข้อมูลคู่แข่งขันจากแหล่งข้อมูลสาธารณะเหล่านี้ ก็ช่วยบอกทิศทางหลายๆอย่างเช่นกัน

ประสบการณ์ของท่านนี้ กล่าวว่า หากบริษัทคู่แข่งพยายามพูดถึงผลิตภัณฑ์หรือส่วนผสมตัวใดในสินค้าใหม่บ่อยๆ ให้ตั้งข้อสันนิษฐานได้ว่า ผลิตภัณฑ์หรือส่วนประกอบตัวนั้น มิใช่ “อาวุธลับ” ที่แท้จริงของคู่แข่ง เนื่องจากอาจต้องการบิดเบือนข้อมูลบางอย่าง หรือ ต้องการที่จะปิดบังความลับที่แท้จริงของตนเองเอาไว้ เป็นต้น

นอกจากนี้ ศิลปะของการทำงานของหน่วยข่าวกรอง ยังไม่ใช่แค่เพียงเก็บข้อมูลมาดูแต่เพียงเท่านั้น แต่ยังต้องพยายาม “จำลองสถานการณ์ว่าตนเองเป็นคู่แข่งขันตัวฉกาจของกิจการที่กำลังอยู่ในสภาพแวดล้อมขณะนี้” แล้วคิดว่าหากเป็นตนเอง คู่แข่งขันน่าจะมีวิธีการอย่างไร

ในยุคที่เทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลพัฒนาก้าวไกลอย่างมาก การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเสาะหาข้อมูล จึงกลายเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะในอินเทอร์เน็ตที่มีข้อมูลจำนวนมหาศาลไหลวนอยู่ตลอดเวลา และเทคโนโลยีการค้นหาข้อมูลที่ก้าวไกล ทำให้การตีกรอบของการค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคู่แข่งของเรา ทำได้ง่าย สะดวกและรวดเร็วขึ้นมาก

อาทิเช่น การนำแนวคิด “Internet X-Ray” หรือ การเอกซ์เรย์ข้อมูลในเน็ต โดยใช้พลังของเสิร์ชเอ็นจิ้นที่มีมหาศาลในการค้นหาข้อมูลเฉพาะๆที่อาจจะให้สัญญาณบางอย่างได้

ในหลายครั้ง ผู้บริหารของหน่วยงานข่าวกรองนี้ ใช้สโลแกน หรือ คำขวัญ ของบริษัทคู่แข่ง เข้าไปค้นหาข้อมูลในกูเกิล เช่น “We strive to lead innovation” และผลของการค้นหา จะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่กิจการคู่แข่งกำลังกระทำหรือจะทำ เช่นอาจกำลังรับผู้เชี่ยวชาญคนใหม่ หรือ กำลังติดต่อเสาะหาซัพพลายเออร์รายใหม่ซึ่งบอกถึงประเภทของธุรกิจใหม่ๆที่คู่แข่งกำลังมุ่งเน้นได้เช่นกันครับ

อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อโต้แย้งว่า หน้าที่การติดตามข้อมูลทางการแข่งขันดังกล่าว มิควรเป็นแค่หน้าที่ของผู้หนึ่งผู้ใดเท่านั้น ควรเป็นหน้าที่ของพนักงานทุกคนในกิจการ เพื่อทำให้ได้รับข้อมูลกว้างขวาง ชัดเจน ทันเวลา และมาจากมุมมองในด้านต่างๆ ที่หลากหลาย

กิจการควรพัฒนาระบบฐานข้อมูลข่าวกรองเพื่อให้พนักงานทุกคนสามารถเข้าไปสื่อสารและส่งข้อมูลที่ตนรับทราบไปยังผู้บริหารได้ เช่นอาจเป็นอินทราเน็ตกลาง

กิจการจึงควรเริ่มปลูกฝังความสำคัญของข้อมูล ที่มีต่อความสำเร็จและความอยู่รอดของกิจการ ให้กับบุคลากรทุกคนในองค์กรด้วย นอกจากนั้นการตัดสินใจทุกอย่างในการดำเนินงานต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เพียงพอ ถูกต้องและทันเวลา จึงจะทำให้การใช้ข่าวกรองข้อมูลต่างๆ มีประสิทธิภาพและสมเหตุสมผล และส่งผลต่อความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืนในอนาคตครับ
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://WiseKnow.com
Tell a Friend
Marketing Weapon : อยากมี 'แบรนด์'
รหัสสินค้า: 000016
รายละเอียด: ช่วงนี้ดิฉันกำลังใช้สมองอย่างหนักในการตั้งชื่อให้ลูก โดยเฉพาะเด็กยุคนี้น่าจะต้องการความมีเอกลักษณ์โดดเด่น ถ้าไปตั้งชื่อที่ได้ยินกันทั่วไปแกอาจจะงอนเราเอาได้ในอนาคต แถมชื่อยังควรมีที่มาที่ไป มีความหมายเชื่อมโยงกับเรื่องราว ใครถามสามารถเล่าได้เป็นฉากๆ ดูน่ารักน่าชังดี

เพื่อนดิฉันบอกว่า เพื่อนของเธออีกทีมีชื่อว่า ไข่ตุ๋น เพราะตอนแพ้ท้องคุณแม่โปรดปรานอาหารจานนี้เป็นพิเศษ สมัยเรียนดิฉันมีรุ่นพี่คนหนึ่งชื่อ หมูหวาน และมีเพื่อนชื่อ ปูนิ่ม ที่มาของชื่อคงเป็นประมาณเดียวกัน โชคดีที่แม่ดิฉันไม่ได้เอาหลักการนี้มาใช้ตั้งชื่อลูก เพราะแม่เล่าว่าตอนตั้งท้อง ชอบกินปลาไหลผัดเผ็ดมาก!

นักธุรกิจโดยเฉพาะผู้ประกอบการคงเคยผ่านประสบการณ์ทำนองเดียวกันเวลาต้องคิดชื่อบริษัทหรือชื่อผลิตภัณฑ์ การออกแบบองค์ประกอบตรายี่ห้อก็เพื่อส่งเสริมให้สินค้าเรามีความโดดเด่น แตกต่างออกไปจากตราสินค้าอื่นในท้องตลาด ส่วนประกอบที่สำคัญเพื่อแต่งตัวแต่งหน้าให้สินค้าเราได้แก่

ชื่อสินค้า : หลักการ คือ ต้องให้ง่ายต่อการอ่าน ออกเสียง เข้าใจ และจดจำ และควรเป็นชื่อที่กระชับได้ใจความสื่อสารไปถึงคุณลักษณะของสินค้าเรา ที่สำคัญอย่าลืมตรวจสอบด้วยว่าชื่อนี้ถูกจับจองไปแล้วหรือยัง สามารถทำได้ง่ายๆ ผ่านเวบไซต์ฝ่ายจดชื่อจดทะเบียนการค้า อย่างกรณีการตั้งชื่อบริษัท ตรวจสอบได้ที่ กรมทรัพย์สินทางปัญญา http://www.ipthailand.org ตัวอย่างชื่อตราสินค้าที่น่าสนใจดี ก็เช่น สายการบินวันทูโก สื่อสารถึงความง่ายความสะดวกในการใช้บริการแบบนับหนึ่ง-สอง พอถึงสามก็ออกตัวได้เลย หรือจะเป็นสายการบินราคาถูก Ted ที่เป็นเครือของสายการบิน United มีความเชื่อมโยงกับตราสินค้าหลัก ขณะเดียวกันชื่อ Ted ก็ดูลำลองเข้ากับบุคลิกสายการบิน Low-cost Airline ในตอนเปิดตัว Ted บริษัทมีการยิงสื่อนำก่อนเปิดตัว (Teaser) เป็นการสร้างกระแสความสนใจ โดยมีป้ายบิลบอร์ดพร้อมคำถาม “ใครคือ Ted” (Who’s Ted?) ติดกระจายไปทั่ว ถือเป็นการทำการตลาดแบบหึ่ง (Buzz Marketing) ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

โลโก้ : ตราสัญลักษณ์เป็นอีกองค์ประกอบที่สำคัญมากๆ เพราะบางครั้งคนจำชื่อไม่ได้แต่จำโลโก้ได้ เนื่องจากรูปภาพสร้างการประทับในความทรงจำเป็นความคุ้นเคยได้มากกว่าคำพูด อย่างเวลาเราดูหนังโฆษณาหลายครั้งเราจำชื่อยี่ห้อไม่ได้ แต่ไปจำเอาสีสันรูปแบบตราสัญลักษณ์ได้แทน เป็นต้น

องค์กรหลายแห่งถึงให้ความสำคัญกับการออกแบบโลโก้ ขนาดยอมควักกระเป๋าจ่ายกันเป็นล้าน แม้ว่าอันที่จริงอาจไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงกันถึงขนาดนั้น ดิฉันเคยเขียนถึงไปแล้วกรณีโลโก้ไนกี้ (Nike) ที่เป็นเครื่องหมายเรียก Swoosh คล้ายเครื่องหมาย “ถูก” อันนี้ต้นทุน 35 เหรียญสหรัฐเอง ประเด็นสำคัญคือ นักการตลาดผู้ให้โจทย์กับผู้ออกแบบต้องชัดเจนในสิ่งที่ต้องการสื่อสาร อย่าง Swoosh นี่คือสัญลักษณ์ปีกของเทพีแห่งชัยชนะของกรีกที่มีชื่อว่า Nike ค่ะ

การปรับโลโก้ใหม่ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีในการสร้างสีสัน ปรับภาพลักษณ์องค์กรให้ดูทันสมัย ไม่โบราณ อย่างการปรับตราสัญลักษณ์ของธนาคารกสิกรไทย รูปรวงข้าวพร้อมวงพระอาทิตย์ และการใช้สัญลักษณ์ตัว K เป็นลายเขียนพู่กันจีน ดูโดดเด่น เป็นที่น่าจดจำ นอกจากนั้นการเลือกใช้และปรับโทนสียังช่วยสร้างมิติความรู้สึกใหม่ๆ อย่างการปรับสีม่วงของธนาคารไทยพาณิชย์ ทำให้ดูทันสมัยมากขึ้น โดยที่มาสีมาจาก ผ้าม่วง สะท้อนถึงความเป็นธนาคารที่อยู่มานาน มีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ประเทศ

สโลแกน : คำกับภาพบางทีบางคนก็ตีความกันไม่ออก จำเป็นต้องมีสโลแกนมากำกับช่วยให้แน่ใจว่าผู้บริโภครับข้อความตรงกับที่ต้องการ สมัยสอบเข้า ม. 1 ที่สตรีวิทย์ ดิฉันจำฝังใจว่ามีคำถามหนึ่งถามว่า จังหวัดอะไรมีสโลแกนว่า “เมืองร้อยเกาะ เงาะอร่อย หอยใหญ่ ไข่แดง แหล่งธรรมะ” โชคดีจำได้เพราะสโลแกนจังหวัดนี้มีความน่าสนใจ ไม่เยิ่นเย้อ ได้ใจความ เห็นภาพ แถมได้อารมณ์สนุกสนานตามไปด้วย เฉลย: จังหวัดสุราษฎร์ธานี ค่ะ ปัจจุบันหลายจังหวัดพยายามคิดสโลแกนแต่ไม่เป็นที่จดจำเพราะไม่มีจุดแตกต่าง แถมยังพยายามสรรหาคำเพราะๆ แบบต้องตีลังกาคิดมาใช้ แบบนี้ไม่บรรลุวัตถุประสงค์สโลแกนที่ดี

การนำชื่อ ตราสัญลักษณ์ และสโลแกนไปใช้ ควรมีกฎระบุให้ชัดเจน ตอนดิฉันทำงานที่บริษัท Shell เขามีคู่มือเล่มโตระบุถึงวิธีการนำองค์ประกอบตราสินค้าเหล่านี้ไปใช้ เวลาให้ซัพพลายเออร์ไปผลิตเป็นสื่อหรือผลิตเสื้อให้เด็กปั๊มใส่ เฉดสีต้องตรงเป๊ะไม่ผิดเพี้ยน สัญลักษณ์หอยต้องไม่บิดเบี้ยว พูดถึงสัญลักษณ์นี้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการปรับรูปลักษณ์เพื่อให้มีความทันสมัยขึ้น จากของเดิมเป็นรูปคล้ายภาพวาดหอยเชลล์จริงๆ มาจนปัจจุบันที่มีความเป็นกราฟฟิกมากกว่า พี่ที่ทำงานร่วมกันท่านหนึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้แบบดิฉันขอคารวะ แกสามารถหรี่ตาจ้องภาพหอยที่ซัพพลายเออร์ผลิตต้นแบบมาแล้วบอกได้ทันทีว่า เอียงไปกี่องศา หรือเบี้ยวซ้าย-ขวาไปกี่มิลลิเมตร (โอ้โห...)

นอกจากนั้นการออกแบบแบรนด์ในยุคปัจจุบันน่าจะคำนึงถึงโอกาสในอนาคตเผื่อโกอินเตอร์ โดยให้ชื่อมีความเป็นสากลมากพอ อย่างกรณี กระทิงแดง แรงข้ามทวีป ไปเมืองนอกเปลี่ยนเป็นชื่อภาษาอังกฤษว่า Red Bull การแปลอย่างตรงตัว แต่ได้ความหมายดี เป็นที่จดจำง่าย แต่ทั้งนี้ต้องดูกลุ่มเป้าหมายประกอบไปด้วย ไม่ใช่ขายของตลาดต่างจังหวัดแต่ตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษหรูหราไม่คุ้นหู บางกรณีที่เป็นแบรนด์เมืองนอก ภาษาไม่คุ้นกันทั่วไป อย่างฝรั่งเศส อิตาลี นักการตลาดใช้วิธีพยายามกำกับโดยชื่อไทยด้วย

อย่างการลงประชาสัมพันธ์ในนิตยสารผู้หญิง แทนที่จะเขียนภาษาอังกฤษในข่าว ก็เปลี่ยนเป็นเขียนตามเสียงเรียก ช่วยให้ลูกค้ารู้สึกไม่เปิ่นเวลาเรียกชื่อ ดิฉันเคยถามถึงชื่อกระเป๋าราคาแพง Herm?s ว่าออกเสียงยังไงกันแน่ ด้วยความกลัวหน้าแตก บ้างก็ว่า “แอเมส” บ้างก็ว่า “เฮอเมส” แต่เห็นเพื่อนที่เรียนจบจากฝรั่งเศสบอกว่าของแท้ต้องให้มีเสียงขลุกขลักในลำคอตรงรอยต่อระหว่าง แอกับเมสด้วย ตอนนี้เลยใช้วิธีพูดเบาเสียงให้ค่อยลงเวลาเอ่ยถึงชื่อแบรนด์นี้ (ฮ่าฮ่า)


ดร. กฤตินี ณัฏฐวุฒิสิทธิ์ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://WiseKnow.com
Tell a Friend
12 แนวคิดแปลกๆที่ Work
รหัสสินค้า: 000020
รายละเอียด: ผมได้รับการเรียกร้องให้เขียนสรุปแนวคิดแปลกที่ Work (Weird Ideas That Work) ที่ผมเขียนในหนังสือเล่นนี้ในปี 2002

เหมือนที่ผมเคยพูดไว้ก่อนหน้า ผมไม่ต้องการให้คุณคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องแต่อย่างน้อยผมก็ต้องการให้ผู้คนที่ได้อ่านมันคิด
ผมหยิบแนวคิดที่ทำให้คนมองสิ่งต่างๆในมุมมองที่แตกต่างออกไป และไม่ยึดติดกับความคิดในอดีต นอกจากนี้ผมยังคงเน้นเสมอว่าความหลากหลายในความคิดทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์

สรุปข้อควรทราบ

อย่างแรก ผมไม่จำเป็นต้องเชื่อแนวคิดแปลกๆเหล่านี้ ยกเว้นหมายเลขเจ็ด แต่ผมมีตัวอย่างของทีมงานในบริษัทต่างๆที่นำแนวคิดแต่ละข้อเหล่านี้ไปใช้แล้วประสบผลสำเร็จจริง

ข้อสอง ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นได้จากการที่องค์กรนำแนวคิดที่แตกต่างหลากหลายเข้ามาสู่องค์กร ทำให้เรามองเห็นสิ่งเก่าๆในมุมมองใหม่ๆ และหลุดพ้นจากกรอบความคิดเก่าๆ แนวคิดเหล่านี้อาจจะมีประโยชน์กับคุณหรือบางที แนวคิดเหล่านี้จากจะนำไปใช้ในองค์กรของคุณไม่ได้ก็ได้ คำแนะนำของผมคือมองแนวคิดเหล่านี้เป็นเหมือนคำแนะนำที่ช่วยบอกทางคุณ (เหมือนเมนูอาหาร คุณไม่จำเป็นต้องสั่งอาหารทุกรายการในเมนู) คุณไม่จำเป็นต้องนำทุกแนวคิดไปปฏิบัติ เพราะถ้าคุณทำทุกแนวคิดไปปฏิบัติจริงพร้อมกันมันอาจจะเป็นฝันร้าย
ต่อไปเป็นรายการแนวคิดแปลกที่ Work (ผมพูดเสมอว่ามันมีอยู่ 11.5 แนวคิด แต่จริงๆแล้วมันมีอยู่ 12 แนวคิด)

1. จ้างคนที่เรียนรู้ได้ช้า (คนเรียนรู้ได้ช้ามักตั้งคำถามที่คนอื่นไม่คิดจะถาม)

1 1/2. จ้างคนที่ทำให้คุณรู้สึกไม่สบายใจ และบางทีคุณอาจจะไม่ชอบเขา

2. จ้างคนที่บางทีคุณอาจจะไม่ได้ต้องการเขา

3. ใช้การสัมภาษณ์งานเพื่อที่จะมองหาแนวคิดใหม่ๆ ไม่ใช่การคัดเลือกพนักงาน

4. สนับสนุนพนักงานให้ เพิกเฉยและท้าทาย หัวหน้าและเพื่อนร่วมงาน

5. มองหาคนบางคนที่มีความสุข แบะทำให้เขาออกไปลุย

6. ให้รางวัลความสำเร็จและความล้มเหลว ลงโทษการไม่ลงมือทำอะไรเลย

7. ตัดสินใจจะทำอะไรบางอย่างที่อาจจะมีโอกาสล้มเหลวก็ได้ แต่คุณก็ยังบอกกับตัวเองและทุกๆคนว่ามันต้องสำเร็จแน่นอน

8. คิดถึงสิ่งที่ไม่น่าจะทำได้ และวางแผนที่จะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ

9. หลีกเลี่ยง ลูกค้าที่น่าเบื่อ หรือทุกๆคนที่ต้องการจะพูดถึงแต่เรื่องเงิน

10. อย่าพยายามที่จะเรียนรู้อะไรจากคนที่ทำสิ่งต่างๆเพื่อรักษาหน้าให้คุณ

11. ลืมอดีต โดยเฉพาะความสำเร็จของบริษัทของคุณ

http://bobsutton.typepad.com/my_weblog/2006/08/twelve_weird_id.html
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://WiseKnow.com
Tell a Friend
เปิดโฉมหน้า 'มนุษย์เงินเดือน' ในทศวรรษที่ 21
รหัสสินค้า: 000029
รายละเอียด: จับตามนุษย์เงินเดือนในทศวรรษที่ 21 สู่ยุค เอ็ม พาวเวอร์ (M-Powerment ) สารพัดความอึด ไอคิวดี อีคิวสูง ประสาทแข็ง ทนทุกสภาวะ ก้าวทันโลก สวมวิญญาณมนุษย์ดิจิทัล และต้องสร้างแบรนด์ และ มูลค่าเพิ่มให้กับตัวเอง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ได้ทำการสำรวจถึงแนวโน้มของธุรกิจและโฉมหน้าของมนุษย์เงินเดือนในทศวรรษที่ 21 ซึ่งได้ทำการสำรวจร่วมกับผู้บริหารในแผนกพัฒนาทรัพยากรบุคคล (HR) ของ 5 องค์กรขนาดใหญ่ ประกอบด้วยกลุ่มสื่อสาร โทรคมนาคม กลุ่มพลังงานน้ำมันต่างชาติ บริษัทยาและเคมีข้ามชาติ ไอทีคอมพิวเตอร์ กลุ่มธุรกิจโรงพยายาลเอกชน กลุ่มบริษัทที่ปรึกษาต่างชาติ กลุ่มธุรกิจบริการและที่ปรึกษา และกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์

เหตุผลของการจัดทำการสำรวจนี้ เพื่อต้องการทราบถึงสภาวะการจ้างงาน และแนวโน้มการพัฒนาบุคลากรในองค์กรเหล่านั้นและการวางทิศทางของบริษัท โดยผลสำรวจนี้ยังได้นำตัวเลขของสภาพัฒน์และศึกษาจากบริษัทที่ปรึกษาที่มีการทำเซอร์เวย์ทั่วโลกในย่านเอเชียเพื่อดูทิศทางชีวิตของคนในองค์กร

เงินเดือนปรับขึ้นเฉลี่ย 5-6%

บทสรุปที่ได้จากการทำสำรวจครั้งนี้ ชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์ของเศรษฐกิจที่มีผลต่อภาคธุรกิจโดยระบุว่า สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นเลวร้าย แม้ว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP จะลดลงไปอยู่ที่ 4% แต่ยังคงมีการขยายตัวในเกณฑ์ที่ดี โดยในภาคธุรกิจยังมีการขยายตัวที่ดี ผลสำรวจระบุว่า หลายๆ องค์กรจะยังมีการปรับอัตราเงินเดือนขึ้นในปีนี้เฉลี่ย 5-6% และเตรียมแผนจ่ายโบนัสในอัตราเฉลี่ย 1-3 เดือน

มนุษย์เงินเดือนยุค M-Powerment

ผลสำรวจยังชี้ชัดว่า โฉมหน้าของมนุษย์เงินเดือนในยุคนี้ ต้องเป็นคนที่มีทั้งไอคิวและอีคิวสูง ประสาทแข็ง รับแรงกดดันและเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงได้ทุกรูปแบบ วุฒิภาวะทางอารมณ์สูงรับได้กับทุกสถานการณ์ เป็นบุคลากรที่เต็มเปี่ยมไปด้วยการทำงานแบบมืออาชีพผ่านพ้นจากมัลติสกิลมาแล้ว โดยนอกจากจะเป็นผู้รู้จริงในสายงานแล้ว ยังต้องพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นทำเป็นไม่ใช่รอนายสั่ง

" "เจ้านาย" จะมีความคาดหวังสูง ต้องคิดได้และตัดสินใจเองได้ เป็นยุค "M Powerment" ซึ่งต้องสร้าง "แบรนด์" และ "มูลค่าเพิ่ม"ให้กับตัวเองมากยิ่งขึ้น "

ขณะที่องค์กรยุคใหม่ต้องเน้นการฝึกบุคลากรให้มีความกล้าในการตัดสินใจ ส่งผลให้มนุษย์เงินเดือนยุคใหม่นี้ ต้องเต็มไปด้วยความรู้รอบตัว ทันข่าว ทันเหตุการณ์ ฉับไว มีภาวะผู้นำสูง ยืดหยุ่นสูง และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ฉับไว และต้องสวมวิญญาณมนุษย์ดิจิทัล เป็น อี-แมน และ อี-วูแมน มีเครือข่ายจากการที่ต้องทำงานร่วมกับคนอื่นมากขึ้น ซึ่งความสำเร็จจากงานในยุคใหม่ต้องมาจากการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย เป็นทีม

จับตา 5 กลุ่มธุรกิจ ตัวแปรมนุษย์เงินเดือน

นอกจากนี้ยังระบุว่า ภาคธุรกิจที่จะมีการเปลี่ยนแปลงเร็ว ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจไอที วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การแพทย์ และการเกษตร โดยเฉพาะในเรื่องเทคโนโลยีชีวภาพ จะเป็นเครื่องมือใหม่ของการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนทั่วโลก ส่วนในเรื่องอาหารและการเกษตร ที่จะรวมถึงเรื่องการตัดต่อพันธุกรรม ซึ่งในเมืองไทยที่วางแผนสู่การเป็นครัวโลก การแข่งขันด้านการผลิตการเกษตร เขานำไบโอเทคมาใช้แล้ว แต่ประเทศไทย ถ้าไม่ใช่นักวิชาการในสาขานี้ แทบจะไม่มีใครรู้เรื่องไบโอเทคเลย รวมถึงกลุ่มการแพทย์ จะมีการเปลี่ยนแปลงสูงมาก อันเนื่องจากความก้าวหน้าในการพัฒนาเนื้อเยื่อ และเซลซิม

ส่วนในภาคการบริการจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ อี-บิซิเนส (E-Business) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการทางธุรกิจอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี อาทิเช่น กลุ่มผู้ให้บริการธนาคาร ธุรกิจโรงแรม ซึ่งจะเปลี่ยนไปในรูปของ อี -บิซิเนส (E-Business) ซึ่งเป็นการให้บริการผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมากขึ้น

ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอนอันเนื่องจากปัจจัยด้านราคาน้ำมัน และความพยายามในการใช้พลังงานทดแทน ซึ่งจะส่งผลให้อุตสาหกรรมยานยนต์จะเปลี่ยนโฉมหน้า ขณะที่ แรงงานคน ก็จะกลายเป็นแรงงานไฮเทค ในอนาคตอย่างแน่นอน ซึ่งทิศทางและแนวโน้มนี้จะส่งผลอย่างรวดเร็ว ภายใน 2-3 ปีนี้อย่างแน่นอน

ผลการสำรวจผู้บริหารในธุรกิจยานยนต์ปีนี้ ยังชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ปีนี้ไม่ฟู่ฟ่านัก แถมภาคธุรกิจส่วนใหญ่จะยังคงใช้นโยบายการขยายกิจการแบบระมัดระวัง โดยเม็ดเงินจะถูกนำไปพัฒนาด้านเทคโนโลยี และ อาร์แอนด์ดี และการพัฒนาคนมาก และเป็นยุคที่ บริษัทที่ปรึกษาจะถูกจ้างไปทำเพื่อสร้างขีดความสามารถในเชิงการแข่งขันสูงมากนับจากนี้ไป

มนุษย์เงินเดือนยุคใหม่ต้องมองตัวเองเหมือนกับแบรนด์ๆ หนึ่ง ต้องสร้างความแตกต่าง และวางโพสิชั่นนิงตัวเองว่าจะเป็นสินค้าแบบไฮเอนด์ หรือเป็นแมส และต้องมีของแถมให้กับนายจ้างเสมอ สรุปมนุษย์เงินเดือน ประสาทแข็ง มองโลกในแง่ดี และต้องรักษาสุขภาพจิตของตัวเองให้ดี
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://WiseKnow.com
Tell a Friend
'แฟรนไชส์ไฮเทค' ตำราทำเงินเล่มล่าสุด
รหัสสินค้า: 000022
รายละเอียด: หากพูดถึงแฟรนไชส์ในธุรกิจไอทีแล้ว อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ถือเป็นหนึ่งแฟรนไชส์ฮิตที่เรานึกถึง วันนี้กำลังจะมีอีกหนึ่งแฟรนไชส์ที่กำลังเป็นที่สนใจไม่แพ้กัน นั่นคือ แฟรนไชส์รับซ่อมมือถือ มือสอง ภายใต้การกำกับดูแลของโรงเรียนแสงทองโทรทัศน์ แฟรนไชส์ทั้งสองประเภทนี้ ถูกจับตามองมาก ว่าจะกลายเป็นอีกหนึ่งตำราทำเงินที่ "ขายดี"....

"โรงเรียนของเราถือเป็นแหล่งผลิตบุคลากรในสายวิชาชีพช่างอยู่แล้ว เราได้รับมาตรฐานจากกรมฝีมือแรงงาน รวมถึงจากกระทรวงศึกษาธิการ มาตรฐานตรงนี้ คือใบประกาศความเป็นมืออาชีพของเรา และจะเป็นจุดแข็งที่สำคัญสำหรับแฟรนไชส์ พาวเวอร์ คลีนิก ศูนย์บริการซื้อ-ขาย ซ่อมโทรศัพท์มือถือ มือสอง ในเครือโรงเรียนแสงทองโทรทัศน์"

นี่เป็นคำประกาศกร้าวของ "ธนาชัย อึ้งสมรรถโกษา" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์บริการแสงทอง จำกัด ผู้บริหารแฟรนไชส์ "พาวเวอร์ คลีนิก" (Power Clinic) ศูนย์บริการซ่อม-ซื้อ-ขาย โทรศัพท์มือถือมือสอง ธุรกิจในเครือโรงเรียนแสงทองโทรทัศน์

เขาเล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ ทางโรงเรียนได้ศึกษาแนวทางที่จะเปิดแฟรนไชส์ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า มีการทำวิจัยศึกษาข้อดี ข้อเสียของธุรกิจปรากฏว่า แฟรนไชส์ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้ายังไม่สามารถตอบโจทย์ของโรงเรียนได้ดีนัก แม้ฐานความเป็นมืออาชีพจะอยู่ที่จุดนี้ก็ตาม

"จริงๆ ปีที่แล้ว เราเล็งที่จะเปิดแฟรนไชส์ร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่พอลองทำวิจัยแล้ว มันไม่คุ้ม เพราะลงทุนเยอะ รายได้ และธุรกิจต่อเนื่อง ดูแล้วไม่น่าจะคุ้มทุน บังเอิญว่าช่วงนั้นทางโรงเรียนแสงทองก็เปิดหลักสูตรด้านซ่อมมือถืออยู่แล้ว ได้เข้ามาศึกษาแวดวงมือถือ เราก็มองว่าถ้าทำแฟรนไชส์ที่เกี่ยวกับการซ่อมมือถือตลาดน่าจะตอบรับได้ดีมากกว่า ที่สำคัญตลาดมือถือ โดยเฉพาะมือสองเป็นตลาดที่ใหญ่ และมีมาร์จินที่สูงกว่าตลาดมือถือ มือหนึ่งอยู่มาก"

ธนาชัย บอกว่า หากมองถึงการลงทุนแล้ว ร้านซ่อมโทรศัพท์มือถือจะใช้เงินลงทุนที่ต่ำกว่าร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า เพราะไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก เพียงแค่ไม่กี่ตารางเมตรก็สามารถเปิดธุรกิจได้

"ที่เราเลือกจะทำแฟรนไชส์ร้านซื้อขาย พร้อมซ่อมมือถือมือสอง เพราะว่ามันใช้เงินลงทุนต่ำกว่าร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่สำคัญไม่เปลืองเนื้อที่ด้วย คือเราไม่จำเป็นต้องไปเช่าพื้นที่ทั้งตึก มีพื้นที่นิดหน่อยก็สามารถตั้งเป็นบูธ หรือเป็นคีออส ได้แล้ว เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ซ่อมก็มีไม่กี่ชิ้น เพราะมือถือมันเครื่องเล็กนิดเดียว"

เขายกตัวอย่าง หนึ่งในรูปแบบแฟรนไชส์ประเภท "คีออส" บริการซ่อม-ซื้อ-ขายโทรศัพท์มือถือมือสอง จะใช้ขนาดพื้นที่เพียง 2 ตารางเมตร ใช้เงินลงทุน 99,000 บาท สามารถให้บริการหน้าร้านแก่ลูกค้าได้อย่างครบวงจรใกล้เคียงกับรูปแบบช็อป และคอร์เนอร์ ได้แก่ การให้บริการซื้อ-ขายมือถือมือสองเต็มรูปแบบ

ขณะที่งานซ่อมสามารถรับงานซ่อมจากลูกค้าได้ทุกประเภทแต่จะซ่อม และแก้ไขเฉพาะเครื่องที่เสียด้านซอฟต์แวร์ เช่น การตรวจจับไวรัส การแก้ไขปัญหาไวรัส และการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นต่างๆ ซึ่งลูกค้าสามารถรอรับได้เลย และในกรณีที่เครื่องเสียด้านฮาร์ดแวร์ ทางบริษัทฯ จัดให้มีบริการรับเครื่องซ่อมจาก “คีออส” ไปซ่อมที่ศูนย์ซ่อมของบริษัทฯ

"เราจะใช้ทีมงานช่างผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการฝึกฝนอย่างดีจากโรงเรียนแสงทองโทรทัศน์ และจัดส่งเครื่องที่ซ่อมเสร็จสมบูรณ์กลับคืนให้แก่ “คีออส” ภายในระยะเวลา 1-3 วัน ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของอาการเสีย ส่งผลให้ผู้ลงทุนสามารถลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการจ้างช่างซ่อมประจำร้าน ทั้งยังลดความเสี่ยงในการลงทุนเรื่องการสำรองอะไหล่สำหรับการซ่อมด้านฮาร์ดแวร์ แต่ยังคงมีรายได้ในส่วนของงานซ่อมจากส่วนแบ่งค่าซ่อมในอัตราใกล้เคียงกับการจ้างช่างซ่อมที่ร้านเอง"

แฟรนไชส์ พาวเวอร์ คลีนิกมีรูปแบบการลงทุน 3 รูปแบบ คือ แบบคีออส ราคา 99,000 บาท ประกอบด้วย ร้านสำเร็จรูปขนาด 2 ตารางเมตร พร้อมคอมพิวเตอร์ และพรินเตอร์ 1 ชุด รวมถึงอุปกรณ์ส่งเสริมการขาย ฯลฯ

แบบคอร์เนอร์ ราคา 129,000 บาท ประกอบด้วยร้านสำเร็จรูปขนาด 2 ตารางเมตร พร้อมอุปกรณ์ซ่อมมือถือชุดมาตรฐาน 1 ชุด, คอมพิวเตอร์ และพรินเตอร์ 1 ชุด รวมถึงอุปกรณ์ส่งเสริมการขาย ฯลฯ

แบบช็อป ราคา 149,000 บาท ประกอบด้วยร้านสำเร็จรูปขนาด 4 ตารางเมตร พร้อมอุปกรณ์ซ่อมมือถือชุดมาตรฐาน 1 ชุด, คอมพิวเตอร์ และพรินเตอร์ 1 ชุด รวมถึงอุปกรณ์ส่งเสริมการขาย ฯลฯ

ธนาชัย เล่าว่า ก่อนหน้าที่คิดจะเปิดแฟรนไชน์พาวเวอร์ คลีนิก ได้มีการไปทดลองตลาด โดยเช่าพื้นที่ตามห้างดังย่านฝั่งธนฯในโซนไอที เพื่อดูกระแสตอบรับ ซึ่งได้รับผลตอบกลับมาดีมาก เขาตั้งข้อสังเกตว่า นอกจากตลาดมือถือจะเป็นตลาดที่ใหญ่อยู่แล้ว ยังมาจากความ "เชื่อมั่น" และ "มาตรฐาน" ในการซ่อม ที่คุ้นชินกับฝีมือของบุคลากรจากโรงเรียนแสงทองโทรทัศน์

"แม้ว่าปัจจุบัน จะมีร้านซ่อมมือถืออยู่มากมายหลายร้าน แต่ผมเชื่อว่าจุดแข็งที่เราจะสู้ร้านเหล่านั้นได้ คือความมั่นใจของลูกค้าถึงมาตรฐานในการซ่อม ผมเชื่อว่าร้านซ่อมที่ดีมีเยอะ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า เราไม่รู้ว่าร้านไหนซ่อมได้มีมาตรฐานมากน้อยแค่ไหน ถือว่า พาวเวอร์ คลีนิกเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของลูกค้า เรามีมาตรฐานในการผลิตบุคลากร มีการประกันหลังซ่อม 90 วัน และแบรนด์หนุนเบื้องหลังที่แข็งแกร่งอย่าง โรงเรียนแสงทองโทรทัศน์"

ผู้บริหารแฟรนไชส์ พาวเวอร์ คลีนิก บอกว่า ทางแฟรนไชส์มองอัตราการเติบโตมากกว่า 1,000 สาขา ทั้งยังมีแผนนำระบบไอทีเข้าไปบริหารจัดการ หากตัวแฟรนไชส์ได้รับความนิยม

"ทำเลที่ตั้งของร้าน หากเปิดซ่อมอย่างเดียว เราประเมินว่าเฉลี่ยต่อเดือนจะมีคนเข้ามาซ่อมเครื่องประมาณ 200 เครื่อง ราคาซ่อมเฉลี่ยเครื่องละ 100-200 บาท ร้านก็จะมีรายได้ต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 20,000-40,000 บาท เราจะเตรียมในเรื่องของรูปแบบร้านให้เป็นมาตรฐานเลย มีเครื่องไม้ เครื่องมือที่ใช้ในการซ่อม ฝึกอบรมให้ 2 เดือน ก็สามารถไปประกอบอาชีพได้เลย พร้อมทั้งในอนาคตเราจะให้คำปรึกษาเทคนิคใหม่ๆ เกี่ยวกับงานซ่อม พร้อมทั้งดูแลการตลาดให้ตลอด"

ธนาชัย บอกว่า ขณะนี้มีผู้สนใจติดต่อที่จะทำแฟรนไชส์พาวเวอร์ คลีนิก ถึง 300 ราย ได้รับการอนุมัติไปแล้ว 20 ราย ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างขั้นตอนการเจรจา

"ในครึ่งปีหลัง เราเตรียมงบไว้เป็นส่วนๆ ส่วนที่ใช้เยอะ คือ การเตรียมทีมงานที่จะมาดูแลแฟรนไชส์ ไม่ว่าจะเป็นทีมฝึกอบรม ทีมที่ดูแลเรื่องเทคนิค เราวางงบส่วนนี้ไว้เป็นหลักล้านบาท อีกส่วนที่เราต้องลงทุน คือ เรื่องของการทำการตลาด ประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้คนรู้จัก ทั้งฝั่งผู้ลงทุน และผู้บริโภค จากนี้ไปจนถึงสิ้นปีน่าจะใช้งบไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท"

ธนาชัย ว่า ภายในไตรมาสที่ 4 น่าจะมีจำนวนแฟรนไชส์พาวเวอร์ คลีนิก ไม่ต่ำกว่า 30 สาขา และปีหน้าอีกไม่ต่ำกว่า 100 สาขา

"ผมว่า ปีหน้าแฟรนไชส์จะเริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้น ส่วนสภาพเศรษฐกิจขณะนี้ ที่หลายคนอาจหวั่นใจว่าจะกระทบกับธุรกิจ ผมกลับมองว่า มันเป็นจังหวะที่ดีของเรามากกว่า เพราะงานซ่อม มักจะได้รับความนิยมในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี เพราะถ้าเศรษฐกิจดี คนก็คงอยากไปซื้อเครื่องใหม่มาใช้มากกว่า"

นี่เป็นอีกหนึ่งแฟรนไชส์ในประเภทธุรกิจไอที ที่เกิดขึ้นล่าสุด ...

ย้อนกลับมาดูอีกหนึ่งแฟรนไชส์ไอที ที่ได้รับความนิยมมาได้ระยะหนึ่ง เป็นหนึ่งในแฟรนไชส์ที่มีคนพูดถึงมากทั้งในแง่ของแฟรนไชส์ที่ทำกำไร และแฟรนไชส์ที่เสี่ยงต่อการขาดทุน

"เอ พี ไอ เนท" เป็นแฟรนไชส์ "ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่" ที่หากจะบอกว่าใหญ่ที่สุดในไทยก็คงไม่ผิดนัก ปัจจุบันมีจำนวนแฟรนไชส์เข้าใกล้ 50 สาขาขึ้นไปทุกที

"อภิเทพ แซ่โค้ว" กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอ พี ไอ เนท ผู้นำเอารูปแบบร้านเน็ตคาเฟ่จากออสเตรเลียมาประยุกต์ กับเน็ตคาเฟ่แบบไทยๆ ว่า เป้าหมายของธุรกิจไม่ได้ต้องการเป็นบริษัทที่ใหญ่โต หรือเป็นบริษัท จำกัด มหาชน ที่มีรายชื่ออยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แต่ต้องการเป็นบริษัทที่สร้างโอกาสให้คนที่สนใจจะหากิจการเป็นของตัวเอง จากเงินลงทุนก้อนหนึ่ง และประสบความสำเร็จ

กว่า 7 ปีที่ผ่านมา วันนี้ "เอ พี ไอ เนท" ถือว่าสามารถสร้างชื่อได้ฮิตติดตลาดในฐานะของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต คาเฟ่ชั้นนำของเมืองไทย ที่มีแฟรนไชส์ที่ครอบคลุมไปทั่วประเทศ

"จุดเด่นของร้านเน็ตคาเฟ่ นอกจากสถานที่ การตกแต่งร้านแล้ว ผมว่าจุดแข็งที่สำคัญของแฟรนไชส์ประเภทนี้ คือ ความเร็วในการให้บริการซอฟต์แวร์ประเภทต่างๆ ภายในร้าน โดยเฉพาะโปรแกรมด้านความบันเทิง เกมออนไลน์ต่างๆ ก็มีความสำคัญ การอัพเกรดเครื่องให้มีการประมวลผลที่เร็ว ย่อมทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจที่จะเข้ามาใช้บริการ นั่นหมายความว่าเราต้องมีทีมงานที่เข้าไปดูแลแแฟรนไชส์ของเราอย่างใกล้ชิด" อภิเทพ เล่า

วันนี้ เอ พี ไอ เนท มีจำนวนแฟรนไชส์ทั้งหมด 40 สาขา โดยภายในสิ้นปีนี้จะขยายเพิ่มอีกเพียง 5 สาขา จากเดิมที่คาดว่าจะเพิ่มสาขาให้ได้ภายในปีนี้ 50-60 สาขา แต่เพราะด้วยสภาพเศรษฐกิจชะลอตัว ปัจจัยการเมืองไม่นิ่งพอ ทำให้มีผลต่อการตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์ลดลง

ทั้งนี้ ปัจจุบัน บริษัทมีรายได้หมุนเวียนจากค่าแฟรนไชส์ต่อปีราว 60-70 ล้านบาท

"เราต้องการปรับเปลี่ยนรูปโฉมของร้านเน็ตคาเฟ่ ให้เป็นแนวคิดของไอที สเตชั่น เป็นสถานีไอทีที่ให้บริการทุกอย่างด้านไอที โดยอนาคตจะมีการปรับรูปแบบให้เป็นคอมมูนิตี้ เป็นชุมชนคนไอที สามารถเข้ามาใช้บริการทำธุรกรรมออนไลน์ เป็นศูนย์กลางการซื้อขายอี-คอมเมิร์ซได้ แต่คงต้องใช้เวลาอีกระยะในการปรับเปลี่ยน เพราะแฟรนไชส์เป็นเรื่องของการลงทุน ซึ่งด้วยปัจจัยลบต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจึงต้องค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม"

อภิเทพ บอกว่า จุดเด่นของแฟรนไชส์ เอ พี ไอ เน็ท คือ รูปแบบ "วัน สต็อป เซอร์วิส" ที่จะเริ่มตั้งแต่การสร้างแบรนด์เฉพาะตัว จัดระบบบริหารงานอย่างเป็นขั้นตอน มีการทำวิจัย และพัฒนาการให้บริการลูกค้า การให้คำแนะนำ และเป็นที่ปรึกษา ตลอดจนถึงการจัดหาพนักงาน และดีไซน์ยูนิฟอร์มให้พนักงานบริการภายในร้าน

โดยผู้ซื้อแฟรนไชส์ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีความรู้อะไรมาเลย เพียงมีเงินลงทุนตามระดับที่กำหนดก็เป็นเจ้าของธุรกิจได้ไม่ยาก

เอ พี ไอ เนท ยังได้กำหนดระดับความเหมาะสมของผู้ลงทุน เริ่มตั้งแต่ "กลุ่มเอ" ใช้เงินลงทุนประมาณ 200,000-300,000 บาท ให้บริการได้ตั้งแต่ 5-15 เครื่อง เหมาะสำหรับผู้ที่มีธุรกิจอยู่แล้ว อาทิเช่น ร้านกาแฟ หรือ ร้านหนังสือที่ต้องการให้บริการอินเทอร์เน็ตเพิ่มเติม

ส่วน "กลุ่มบี" ใช้งบลงทุนในระดับ 1.5-2 ล้าน บนพื้นที่อาคาร 1 คูหา และเป็นกลุ่มที่ได้รับความสนใจจากลูกค้ามากที่สุดถึง 50% ขณะที่ "กลุ่มซี" ให้บริการได้ประมาณ 30-50 เครื่อง ใช้งบลงทุนประมาณ 2-3 ล้านบาท และ "กลุ่มดี" ใช้งบลงทุนค่อนข้างสูงประมาณ 3-4 ล้านบาท ให้บริการได้ตั้งแต่ 50-100 เครื่อง

เอ พี ไอ เนท จะเข้ามาช่วยดูแลตั้งแต่การหาสถานที่ ตลอดจนความรู้ในการจัดการ การวางระบบซอฟต์แวร์ และเครือข่าย การบริหารงาน จนถึงแบรนดิ้ง ทั้งยังได้กะเกณฑ์ระยะเวลาในการคืนทุนประมาณ 1-1.5 ปี ภายใต้ระยะเวลาการทำสัญญาต่อเนื่อง 5 ปี

"เอพีไอเนทถือว่าเป็นธุรกิจที่โตมาจากอุดมการณ์ส่วนตัว ผมอยากทำไอที สเตชั่น ที่เป็นจุดรวมศูนย์ เพื่อตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานให้ได้ทุกอย่าง สำหรับคนใช้อินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูล เล่นเกมออนไลน์ หรือออฟไลน์ คุยกับเพื่อนผ่านคอมพิวเตอร์ และอีกมากมายที่จะทำได้ ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะการใช้งานเพื่อความบันเทิงเท่านั้น โดยในปีนี้เราได้เตรียมที่อัพเกรดคอนเทนท์ที่จะให้บริการภายใต้แบรนด์ของเรา โดยการผสมผสานระหว่างความบันเทิง การศึกษา และสุขภาพ เข้าด้วยกัน เพื่อให้ลูกค้าที่มาใช้บริการได้รับมากกว่าแค่บริการอินเทอร์เน็ตธรรมดาๆ" อภิเทพ กล่าว


เอกรัตน์ สาธุธรรม
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://WiseKnow.com
Tell a Friend
ทำอย่างไรให้เป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์
รหัสสินค้า: 000037
รายละเอียด: 1. ลืมๆคำวิจารณ์ของคนอื่นซะบ้าง

2. ไม่จำเป็นต้องสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่จงเปลี่ยนแปลงโลกแม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆก็ตาม

3. ลงแรง ลงเวลา ความตั้งใจและมานะลงมือทำเป็นสิ่งเดียวที่แยกผู้ประสบความสำเร็จออกจากผู้ล้มเหลว

4. วางแผนลงรายละเอียดระยะยาวให้น้อยลง ลงมือทำให้มากขึ้น

5. จงเป็นเพื่อนสนิทกับความล้มเหลว

6. เชื่อเถอะว่าทุกคนเกิดมามีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัวกันทุกคน

7. อย่าได้พยายามจะเป็นจุดเด่นในคนหมู่มาก แต่จงหลีกหนีการทำตัวเหมือนคนหมู่มากแทน

8. ถ้ารู้จักที่จะยอมรับความล้มเหลว คุณก็จะไม่เจ็บ

9. คิดถึงเงินและผลตอบแทนให้น้อยๆ ทำสิ่งที่ใจอยากทำให้มากๆ

10. จงเป็นมนุษย์เจ้าปัญหาและ ตั้งคำถามให้มากๆ
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://www.tarad.com/iknow
Tell a Friend
วิจัยธุรกิจ - สรุปภาวะธุรกิจอพาร์ตเม้นท์ให้เช่าในเขตกรุงเทพฯ ชั้นใน
รหัสสินค้า: 000018
รายละเอียด: อพาร์ตเม้นท์ให้เช่าสำหรับชาวต่างชาติยังคงมีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง แม้ต้องแข่งขันกับคอนโดมิเนียมให้เช่ามากขึ้น
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ในขณะที่โครงการคอนโดมิเนียมต่างๆ เริ่มทยอยก่อสร้างแล้วเสร็จ เริ่มมีผู้ที่ซื้อไว้เพื่อการลงทุน นำยูนิตออกมาปล่อยเช่ามากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ดี แม้ยูนิตที่ปล่อยเช่าส่วนใหญ่จะเน้นกลุ่มเป้าหมายชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานและพำนักอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นหลัก ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เช่าเดียวกันกับในตลาดอพาร์ตเม้นท์ แต่พบว่า ธุรกิจอพาร์ตเม้นท์เองยังไม่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นกับคอนโดมิเนียมให้เช่ามากนัก ตามการรายงานจากบริษัทผู้ให้บริการและบริหารการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ โจนส์ แลง ลาซาลล์

นายแดน ตันติสุนทร หัวหน้าฝ่ายวิจัย โจนส์ แลง ลาซาลล์ กล่าวว่า “ธุรกิจอพาร์ตเม้นท์ให้เช่าในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในยังคงมีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราการเข้าใช้ห้องพักเฉลี่ยสูงกว่า 90% ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการที่ยังคงมีอยู่ในระดับสูงจากกลุ่มผู้เช่าชาวต่างชาติ ซึ่งยังคงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

จากสถติตัวเลขเกี่ยวกับจำนวนใบอนุญาตให้ชาวต่างชาติทำงานในกรุงเทพฯ พบว่า จำนวนชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักทำงานในกรุงเทพฯ มีการขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยจำนวนใบอนุญาตเพิ่มขึ้นจาก 47,107 ใบ ณ สิ้นปี 2547 เป็น 54,607 ใบ ณ สิ้นปี 2548 และในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ มีจำนวนเพิ่มขึ้นไปอีก 5% ไปอยู่ที่ 57,343 ใบ

“จำนวนชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น ได้ช่วยเอื้อให้ธุรกิจอาพาร์ตเม้นท์ให้เช่ายังคงสามารถรักษาผลประกอบการที่ดีเอาไว้ได้ แม้จะมีการแข่งขันกับคอนโดมิเนียมปล่อยเช่ามากขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มที่การแข่งขันจะเพิ่มสูงขึ้นไปอีก เนื่องจากในช่วงไม่อีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะมีโครงการคอนโดมิเนียมที่ถึงกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จเพิ่มมากขึ้นอีก”

รายงานการวิจัยจากโจนส์ แลง ลาซาลล์ ระบุว่า ตลอดปี 2549 นี้ กรุงเทพฯ ชั้นในจะมีคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จเพิ่มขึ้นใหม่ 34 โครงการ คิดเป็นจำนวนยูนิตรวม 7,600 ยูนิต “แม้จะเป็นการยากที่จะประมาณว่า จำนวนยูนิตที่ผู้ซื้อซื้อเพื่ออยู่เองกับจำนวนยูนิตที่ผู้ซื้อซื้อไว้เพื่อปล่อยเช่ามีสัดส่วนอยู่ที่เท่าใด แต่เราคาดว่า จำนวนคอนโดมิเนียมที่มีการนำออกมาปล่อยเช่าจะอยู่ที่ประมาณ 25% ของจำนวนยูนิตในโครงการที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว” นายแดนกล่าว

“อย่างไรก็ดี คาดว่า การแข่งขันกับคอนโดมิเนียมให้เช่าจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอพาร์ตเม้นท์ให้เช่ามากนัก เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์ทั้งสองประเภทยังมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ อพาร์ตเม้นท์ได้รับการก่อสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์สำหรับให้เช่าพักอาศัยโดยเฉพาะ ดังนั้น จึงมีคุณสมบัติหลายๆ ประการที่ได้รับการพัฒนาขึ้นให้ตรงกับกลุ่มผู้เช่าเป้าหมาย อาทิ แนวคิด การออกแบบ ขนาดห้องและการตกแต่ง รวมไปถึงการบริหารจัดการผู้เช่า” นายแดนกล่าว


สรุปภาวะธุรกิจอพาร์ตเม้นท์ให้เช่าในเขตกรุงเทพฯ ชั้นใน

อุปทานที่สร้างเสร็จในช่วงครึ่งปีแรก 80 ยูนิต
โครงการที่มีการปิดตัวลงเพื่อปรับปรุง 170 ยูนิต
จำนวนอพาร์ตเม้นท์ที่มีอยู่ในตลาด (เฉพาะที่สร้างเสร็จแล้ว) 10,910 ยูนิต
โครงการที่จะสร้างเสร็จเพิ่ม 850 ยูนิต
• โครงการที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 820
• โครงการที่ยังคงหยุดค้างการก่อสร้าง 30 ยูนิต
ปริมาณการเข้าใช้ห้องพัก 93.8%

อุปทาน
ในช่วงครึ่งปีแรก มีโครงการอพาร์ตเม้นท์สร้างเสร็จเพิ่มขึ้น 3 โครงการ คิดเป็นยูนิตรวม 82 ยูนิต ในจำนวนนี้ มีสองโครงการที่ตั้งอยู่ในเขตศูนย์กลางธุรกิจ หรือซีบีดี ได้แก่ บ้านพิพัฒน์ (28 ยูนิต) และโครงการ Convento Boutique (21 ยูนิต) และอีกโครงการตั้งอยู่ในย่านสุขุมวิท คือ The Pentacles (33 ยูนิต)

ทั้งนี้ หลายโครงการที่เดิมมีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงครึ่งปีแรก ได้เลื่อนกำหนดจะสร้างเสร็จมาเป็นครึ่งปีหลัง นอกจากนี้ มีอพาร์ตเม้นท์ 6 อาคารรวม 170 ยูนิต ที่ปิดเพื่อปรับปรุงในช่วงครึ่งแรกของปี ดังนั้น ยอดรวมของจำนวนอพาร์ตเม้นท์ในกรุงเทพฯ ชั้นในจึงมีจำนวนลดลงจาก 10,980 ยูนิต ณ สิ้นปี 2548 เหลือ 10,910 ยูนิต ณ เดือนกรกฎาคม 2549

ส่วนในช่วงปีหลัง จะมีอพาร์ตเม้นท์สร้างเสร็จเพิ่มอีก 470 ยูนิต โดยส่วนใหญ่อยู่ในโครงการที่ตั้งอยู่ในทำเลย่านสุขุมวิท ซึ่งยังคงเป็นทำเลที่เป็นที่นิยมมากที่สุดสำหรับผู้เช่าชาวต่างชาติ และมีแนวโน้มจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต เพราะสามารถเดินทางไปยังท่าอากาศยานแห่งใหม่ได้สะดวก อีกทั้งยังมีโครงการขยายเส้นทางรถไฟฟ้าใต้ดินไปยังโซนตะวันออกของกรุงเทพฯ

อุปสงค์
แม้ความต้องการสำหรับอพาร์ตเม้นท์ระดับหรูในย่านซีบีดีและสุขุมวิทจะมีอยู่สูง แต่ในช่วงครึ้งปีแรกที่ผ่านมา พบว่า มียอดการเช่าเพิ่มเพียงประมาณ 50 ยูนิต ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากการที่ไม่มีจำนวนยูนิตเหลือมากนักในตลาด ดังจะเห็นได้จากยอดการเช่าห้องพักเฉลี่ยที่สูงขึ้นจาก 92.9% ณ สิ้นปี 2548 เป็น 93.8% ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยโครงการที่เป็นที่ต้องการของผู้เช่ามากที่สุดเป็นโครงการที่สร้างเสร็จใหม่ๆ ซึ่งแม้จะมีค่าเช่าสูงกว่า แต่มีการออกแบบและรูปแบบ การใช้งานที่มีดีกว่า อัตราค่าเช่าเฉลี่ยโดยรวมมีระดับค่อนข้างคงที่ โดยมีอัตราเฉลี่ยที่ 290 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน

แนวโน้ม
ในช่วงครึ่งปีหลัง แม้คาดว่าจะมีจำนวนยูนิตสร้างเสร็จเพิ่มอีกค่อนข้างมาก แต่คาดว่าจะมียูนิตจำนวนมากด้วยเช่นกัน ที่จะปิดตัวลงเพื่อปรับปรุง ดังนั้น จากภาวะที่อุปทานมีจำกัด เชื่อว่าอัตราค่าเช่าจะปรับตัวขึ้นได้

คาดว่าความต้องการในตลาดอพาร์ตเม้นท์จะยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง เนื่องจากมีแนวโน้มว่า จำนวนชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ จะยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น

โครงการที่มีสภาพเก่า จะได้รับแรงกดดันให้มีการบูรณะปรับปรุง เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ ไม่เฉพาะกับอพาร์ตเม้นท์ด้วยกันเอง แต่ยังรวมถึงการแข่งขันกับเซอร์วิสอพาร์ตเม้นท์และคอนโดมิเนียมให้เช่าที่กำลังขยายจำนวนเพิ่มขึ้น
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://WiseKnow.com
Tell a Friend
ดาวน์โหลดหนังสืออ่านฟรีด้วยกูเกิลบุ๊กเสิร์ช
รหัสสินค้า: 000009
รายละเอียด: โดย ผู้จัดการออนไลน์ 1 กันยายน 2549 12:55 น.


    กูเกิลอัดฟีเจอร์ใหม่ให้กับบริการค้นหาหนังสือ "Google Book Search" โดยในเวอร์ชันใหม่นี้ ผู้ใช้จะสามารถดาวน์โหลดนิทาน นิยายมาอ่านได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังสามารถสั่งพิมพ์ได้ด้วย
 
  บริการค้นหาหนังสือของกูเกิลภายใต้ชื่อ Google Book Search พัฒนาขึ้นไปอีกขึ้น ต่อไปผู้ใช้จะสามารถพิมพ์วรรณกรรมคลาสสิคที่ไม่ติดปัญหาด้านลิขสิทธิ์มาอ่านได้โดยไม่ผิดกฎหมายในรูปแบบของไฟล์ PDF ซึ่งในจุดนี้ถือเป็นบริการใหม่ที่เพิ่มเติมขึ้นมา เนื่องจากก่อนหน้านี้ ผู้ใช้บริการค้นหาหนังสือของกูเกิลจะอ่านได้จากหน้าจอเท่านั้น
 
  รายชื่อวรรณกรรมที่สามารถดาวน์โหลดมาอ่านได้จากกูเกิลพรินท์ได้แก่ Ferriar's The Bibliomania, A futurist from 1881's 1931: A Glance at the Twentieth Century, Aesop's Fables, Shakespeare's Hamlet, Abbott's Flatland, Hugo's Marion De Lorme, Dunant's Eine Erinnerung an Solferino, Bol?var's Proclamas และ Dante's Inferno (อ้างอิงจากกูเกิล)
 
  บริการค้นหาหนังสือของกูเกิลได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยชื่อดังและห้องสมุดจำนวนมาก เช่น มหาวิทยาลัยออกฟอร์ด, ฮาวาร์ด, สแตนฟอร์ด, มิชิแกน, ห้องสมุดสาธารณะนิวยอร์ก ฯลฯ ที่ยอมให้อาสาสมัครจากกูเกิลเข้าไปสแกนหนังสือได้ ซึ่งตามนโยบายของกูเกิล หนังสือที่ทำการสแกนนั้นจะเป็นหนังสือที่ไม่ติดปัญหาด้านลิขสิทธิ์แล้วเป็นหลัก เนื่องจากก่อนหน้านี้ กูเกิลถูกสำนักพิมพ์จำนวนมากฟ้องร้องในประเด็นเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ พร้อมเรียกค่าเสียหายเป็นเงินมหาศาล
 
  ในทางตรงกันข้าม สำนักพิมพ์โนเนมหลายแห่งก็อาศัยกูเกิลเป็นที่ประชาสัมพันธ์ผลงานเขียนของนักเขียนในค่าย ซึ่งผู้บริโภคสามารถดาวน์โหลดงานเขียนไปอ่าน-พิมพ์ได้
 
  กูเกิลเปลี่ยนชื่อจากบริการ Google Print มาเป็น Google Book Search เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2004 ผู้ใช้สามารถเข้าไปยังลิงค์ของกูเกิล พรินท์ได้ที่ print.google.com โดยระบบจะรีไดเร็คหน้าเว็บเพจไปที่หน้าของ books.google.com โดยอัตโนมัติ
 
  ก่อนหน้านี้ กูเกิลถูกค่ายสำนักพิมพ์ และสมาคมนักหนังสือพิมพ์ของสหรัฐอเมริกาต่อต้านโครงการสแกนหนังสือใส่เว็บไซต์กูเกิลอย่างหนัก เนื่องจากเสิร์ชเอนจินชื่อดังไม่สามารถให้คำตอบต่อกรณีการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์สิ่งพิมพ์เหล่านั้นจากบนเว็บไซต์ได้ อีกทั้งยังให้เหตุผลว่าโครงการดังกล่าวทำให้สำนักพิมพ์ประสบปัญหาขาดรายได้จากการจำหน่ายหนังสือด้วย
 
  Company Related Links :
  books.google.com
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://WiseKnow.com
Tell a Friend
เมื่อไหร่คุณควรเริ่ม
รหัสสินค้า: 000039
รายละเอียด: • เวลาทีดีที่สุดที่คุณควรเริ่มต้น คือเมื่อคุณมีเงินมากพอในธนาคารในยามที่เงินไม่พอ

• เวลาทีดีที่สุดที่คุณควรเริ่มต้น คือ คู่แข่งล้าหลังคุณในด้าน technology ความคิด และการตอบรับของตลาด

• เวลาทีดีที่สุดที่คุณควรเริ่มต้น คือ เมื่อคู่แข่งไม่ได้ล้าหลังคุณจนเกินไป เพราะถ้ามันเป็นเช่นนั้นคุณอาจต้องใช้เวลานานมากกว่าจะทำให้ตลาดยอมรับ

• เวลาทีดีที่สุดที่คุณควรเริ่มต้น คือ เมื่อ เรื่องราวต่างๆในบ้านของคุณลงตัวดี ทำให้คุณมีเวลาทุ่มเทให้กับงานอย่างเต็มที่

• เวลาทีดีที่สุดที่คุณควรเริ่มต้น คือ เมื่อคุณไม่มีหนี้

• เวลาทีดีที่สุดที่คุณควรเริ่มต้น คือ เมื่อยังไม่มีใครทำในสิ่งที่คุณคิด

• เวลาทีดีที่สุดที่คุณควรเริ่มต้น คือ ถ้าคุณได้จดสิทธิบัตร

• เวลาทีดีที่สุดที่คุณควรเริ่มต้น คือ เมื่อคุณระดมทุนได้สำเร็จ

• เวลาทีดีที่สุดที่คุณควรเริ่มต้น คือ เมื่อนโยบายของรัฐบาลทางด้านสิ่งแวดล้อมไม่เข้มงวด

• เวลาทีดีที่สุดที่คุณควรเริ่มต้น คือ เมื่อคุณเรียนจบ

• เวลาทีดีที่สุดที่คุณควรเริ่มต้น คือ เมื่อคุณมั่นใจว่าสิ่งที่คุณจะทำมัน Work แน่นอน

• เวลาทีดีที่สุดที่คุณควรเริ่มต้น คือ เมื่อคุณได้จ้างนักการตลาดมือดีเข้ามาในแผนกใหม่นี้

• เวลาทีดีที่สุดที่คุณควรเริ่มต้น คือ เมื่อปีที่แล้ว โอกาสดีๆได้ผ่านไปแล้วนี่ มันสายไปแล้วเพื่อน

คุณคงเดาได้ว่าผมจะบอกว่าโอกาสที่ดีที่สุดที่จะเริ่ม คือ เมื่อปีที่แล้ว ดังนั้นโอกาสดีรองลงมาที่จะเริ่มอะไรใหม่ๆ คือ ปัจจุบัน
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://WiseKnow.com
Tell a Friend
1. โอนเงินผ่าน ATM และหน้าเคาน์เตอร์ธนาคารต่างๆ


ท่านสามารถชำระค่าบริการต่างๆ ผ่านเครื่อง ATM ของทุกธนาคารใกล้บ้านท่านตลอด 24 ชั่วโมงและที่เคาน์เตอร์ธนาคาร กสิกรไทย กรุงศรีอยุธยา, กรุงเทพฯ,  ได้อย่างง่ายดาย ทั่วประเทศ ณ. สาขาใกล้บ้านท่าน

วิธีการชําระเงินผ่านทางธนาคาร
ธนาคารชื่อบัญชีประเภทบัญชีสาขาเลขที่บัญชี
ธนาคารกสิกรไทยธนาคารกสิกรไทย
พุทธิวัฒน์ ธนาพงศ์พีระออมทรัพย์รัชดาภิเษก-ห้วยขวาง089-2-24471-7
ธนาคารกรุงศรีอยุธยาธนาคารกรุงศรีอยุธยา
*ออมทรัพย์ลุมพินี256-1-23087-6
ธนาคารกรุงเทพธนาคารกรุงเทพ
*สะสมทรัพย์สำนักงานใหญ่ สีลม101-7-16050-6
ไอโนว์ คอร์ปอเรชั่น
77/588 ถนนสายไหม 34 แขวงสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร ไทย
โทรศัพท์: 089-0490798 แฟกซ์: 02-9915171 มือถือ: 08-90490798
เว็บไซต์: www.wiseknow.com
อีเมล์ติดต่อกับร้านค้า
หัวเรื่อง : *
ชื่อของคุณ : *
อีเมล์ของคุณ : *
รายละเอียด : *
 
Page Views Shop: