รายละเอียดของร้านค้า ข่าวสารของร้านค้า รายการสินค้า วิธีการชําระเงิน ติดต่อเรา
ภาษาไทย | English

โพสพ เน็ทเวิร์ค เป็นผู้จัดจำหน่าย 'อมตะ ออไรซา' (Amata Oryza) น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวชนิดแคปซูล ( Rice Bran And Germ Oil Capsule ) มีสารประกอบของ Gamma-Oryzanol, Phospholipids, Tocopherol, Tocotrienol, Ceramide, B-Complex, และ Melatonin

ขณะนี้ทาง โพสพ เน็ทเวิร์ค กำลังต้องการผู้สนใจจำนวนมากเข้าร่วมทำธุรกิจเพื่อสร้างโอกาสอันยิ่งใหญ่ในการมีรายได้มหาศาลอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน รีบตัดสินใจทันทีหากไม่อยากพลาดโอกาสทองอันสำคัญ !!

 

สนใจผลิตภัณฑ์คุณภาพเยี่ยมหรือโอกาสทางธุรกิจอันยิ่งใหญ่

ติดต่อสอบถามได้ที่

คุณ ศรินรัตน์ (เมย์)  อธิอัครวัฒน์

โทรศัพท์มือถือ : 08-7694 8881

 

 

เว็บลิ้งค์

      WebRank => ช่วยปรับแต่งเว็บไซต์คุณให้ติดอันดับGoogle !!
 
  ไอโนว์ => คลังข้อมูลข่าวสารแห่งแรกของไทย
 
 
 
 
 
 
ประวัติการก่อตั้ง บริษัท อมตะอินเตอร์เนชั่นแนล เน็ตเวิร์ค จำกัด
 
เมื่อ พ.ศ.2542 บริษัท อมตะอินเตอร์เทรดดิ้ง จำกัด ก่อตั่งขึ้นด้วยกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ได้แก่ แพทย์ เภสัชกร และนักวิทยาศาสตร์ ร่วมกับบุคลากร ทางเศรษฐศาสตร์ ได้เห็นความสำคัญของข้าวไทย โดยเฉพาะจมูกข้าว และรำข้าว ซึ่งมีการศึกษาจำนวนมากในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี ว่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย ของคนเราทั้งในเชิงป้องกันและรักษา พร้อมกันนั้นก็ยังเล็งห็นว่า ข้าวเป็นตัวแทนของ ประเทศไทย เป็นสินค้าเศรษฐกิจ ดังนั้นกลุ่มบุคลากรดังกล่าวจึงเริ่มทำการศึกษา และวิจัย จนในที่สุด ได้ผลิตผลออกมา คือ น้ำมันสกัดรำข้าวและจมูกข้าว ชนิดแคปซูล และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากน้ำมันสกัดจมูกข้าวและรำข้าวขึ้น มีการนำมาให้ผู้บริโภคใช้ผลิตภัณฑ์และอาหารเสริมดังกล่าว พบว่าได้ผลดียิ่ง จึงทำให้เกิดความคิดเห็นว่า น่าจะให้ประชาชนทั่วไป มีโอกาสใช้ผลิตภัณฑ์และอาหารเสริมดังกล่าว ขณะเดียวกันก็เกิดรายได้ให้กับตนเองด้วย จึงก่อเกิดมาเป็น บริษัท อมตะอินเตอร์เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งตั้งปณิธานไว้ว่า นอกจากผลิตผลจากน้ำมันจมูกข้าวและรำข้าว ที่จะให้ประชาชนชาวไทยได้รับประโยชน์ ทั้งทางด้านบริโภค ซึ่งนำผลดีมาให้แก่สุขภาพอนามัย และยังได้ประโยชน์ทางด้านรายได้ แล้ว บริษัท อมตะอินเตอร์เทรดดิ้ง จำกัด จะพยายามศึกษาวิจัย เพื่อให้ประชาชนชาวไทย ได้รับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีประโยชน์ต่อ สุขภาพและอนามัยอีกต่อๆ ไป
 
 

คุณหมอสมฤดี คือ พ.ญ.สมฤดี เอื้อสุดกิจ 

ประวัติส่วนตัว 
  - เกิดเมื่อ 18 มิ.ย. 2499
  - จบการศึกษาจากคณะแพทย์ศาสตร์ ( ศิริราช ) เมื่อปี พ.ศ. 2524
  - อาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์ ( รามาธิบดี ) มหาวิทยาลัยมหิดล
  - ผ่านการอบรมและผ่านงานในประเทศอังกฤษ
  - ประกาศนียบัตรโรคผิวหนังจากสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ และอบรมเพิ่มเติมทางด้านโรคผิวหนังที่โรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลรามาธิบดี
  - เปิดคลินิคนฤวัตน์การแพทย์เพื่อรักษาโรคทั่วไปโดยไม่คิดค่าตรวจรักษาพยาบาล คุณหมอเป็นผู้ค้นคว้าและวิจัยน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว และได้ทดลองใช้กับตัวเอง
ผลจากการทานผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องมา 7 ปี คุณหมอมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง แม้ว่าอายุ 50 ปีแล้ว แต่ใบหน้าและสภาพร่างกายยังดูอ่อนวัย และคุณหมอสามารถลดน้ำหนักจาก 70 กก. เหลือ 45 กก. โดยใช้เวลาเพียง 4 เดือน 
น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวนี้ได้รับหนังสือรับรอง มาตรฐาน อ.ย. หนังสือรับรองจากศูนย์วิจัยมะเร็งแห่งชาติ , หนังสือรับรองสินค้าคุณภาพจากต่างประเทศ, และใบรับรองฮาลาล

เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว คุณหมอสมฤดี เอื้อสุดกิจซึ่งเป็นอาจารย์ของนักศึกษาแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะแพทย์ได้ร่วมกันค้นคว้าวิจัยน้ำมันรำข้าวจมูกข้าว ซึ่งมีสารอาหารที่มีประโยชน์มากมายต่อร่างกายมนุษย์ เพื่อใช้ควบคู่ไปกับการรักษาคนไข้โรคร้ายต่าง ๆ เนื่องจากการรักษาบางอย่างทำให้ร่างกายผู้ป่วยอ่อนแอ ไม่สามารถทนต่อการรักษาได้ อาจเสียชีวิตก่อนการรักษาเป็นผลสำเร็จเช่นการใช้รังสีที่รุนแรง และการฉีดสารคีโม เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง การผ่าตัดผู้ป่วยโรคหัวใจ และโรคอื่น ๆจำเป็นต้องให้อาหารเสริมที่บำรุงร่างกายผู้ป่วยโดยเร่งด่วนที่สุด เพื่อการรักษาอย่างทันท่วงทีและคุณหมอได้ใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวจมูกข้าวควบคู่กับการรักษาคนไข้มากว่า 6 ปี ได้ผลดีเกินกว่า 90% นอกจากให้ผลดีในการรักษาแล้ว ยังสามารถป้องกันโรคร้ายอื่น ๆ และสามารถฟื้นฟูสภาพร่างกายได้ทั้งระบบ ผลิตภัณฑ์นี้คือ...น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวชนิดแคปซูล อมตะออไรซา…

ต่อไปนี้เป็นการถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยน้ำมันรำข้าวจมูกข้าวอมตะออไรซาคุณบรรจง เอี่ยมตาล ป่วยด้วยโรคร้าย มะเร็งเม็ดเลือดขาว ขั้นสุดท้ายที่แพทย์บอกว่ารักษาไม่หาย และเหลือเวลาอยู่อีกเพียง 3 เดือน ขอให้คนไข้และญาติเตรียมใจไว้….
คุณบรรจงเล่าว่า เธอทุกข์ทรมานและเจ็บปวดกับโรคนี้มาก พิษร้ายของมะเร็งทำให้เป็นไข้หนาวสั่น เหงื่อออก ตัวร้อน ไข้ขึ้นสูงตลอดเวลา รับประทานอะไรไปก็อาเจียนจนหมด ร่างกายซูบผอม ไม่มีแรงทำอะไร นอนซมรอความตายอยู่เพียงลำพัง…เจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจเพราะรู้ว่าจะต้องจากครอบครัวและคนที่รักที่สุดในอีกไม่กี่วัน….จะมีใครรู้ถึงความทุกข์ทรมานเช่นนี้…
แต่แล้วเรื่องปาฎิหารริย์ก็เกิดขึ้นเมื่อมีผู้แนะนำให้รู้จักคุณหมอ แพทย์หญิงสมฤดี เอื้อสุดกิจ ประธานบริษัท อมตะ และได้คุณหมอบอกว่าน้ำมันรำข้าวจมูกข้าวมีสารช่วยยับยั้งและต่อต้านมะเร็ง และช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายได้ทั้งระบบ จึงทดลองทานดูวันละ 6 แคปซูล เมื่อทานได้ 4 ขวด ( 1 ขวดมี 60 แคปซูล ) อาการต่าง ๆ เริ่มดีขึ้น ๆ เรื่อย ๆ อาการเจ็บปวดหายวันหายคืนเป็นปลิดทิ้ง เธอคิดว่าโชคดีเหลือเกินที่ได้น้ำมันรำข้าวจมูกข้าวอมตะออไรซามาช่วยชีวิตไว้จึงมีกำลังใจ และดีใจที่สุด…เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ จึงอยากจะให้กำลังใจกับผู้ป่วยทุกท่าน อย่าเพิ่งท้อแท้กับชีวิตเพราะยังมีผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดที่รอการพิสูจน์….จากท่าน


( หมายเหตุ 1. ระยะเวลาในการเห็นผลของแต่ละท่านไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของแต่ละโรค แต่โดยทั่วไปสามารถเห็นผลได้ภายใน 2 เดือน
2. เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่คัดลอกมาจากวารสารของคุณหมอแพทย์หญิง สมฤดี เอื้อสุดกิจ ซึ่งเป็นอาจารย์ของนักศึกษาแพทย์ ร.พ.รามาธิบดี และประธานบริษัท อมตะออไรซา )



 

นวัตกรรมใหม่เพื่อสุขภาพและผิวพรรณด้วยน้ำมันจมูกข้าว ผลิตภัณฑ์มาตรฐาน World Class ที่ได้การรับรองมาตรฐานการผลิต GAP และ GMP จากองค์การอนามัยโลก ผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยล่าสุดของโลก เลขที่อย.11-1-32732-1-0082 และได้ใบสำคัญต่างๆ ได้แก่ ใบทะเบียนการค้า(สคบ.) ใบรับรองฮาลาล หนังสือรับรองจากศูนย์วิจัยมะเร็งแห่งชาติ ใบจดทะเบียนธุรกิจการค้า ใบสิทธิบัตรปัญญาประดิษฐ์ หนังสือรับรองการผลิตสินค้าจากกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นผลงานจากหมอศิริราช พญ.สมฤดี เอื้อสุดกิจ


น้ำมันจมูกข้าวมีสารอาหารต่างๆที่จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดมะเร็ง ป้องกันแสง UV ช่วยเสริมสร้างในด้านความจำ ลดความเครียด ช่วยทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น เปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล ชุ่มชื้น ปราศจากริ้วรอยเหี่ยวย่น

มีสารที่ช่วยลดระดับไขมันคอเลสเตอรอล ในเส้นเลือด ช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ โรคตับ โรคไต โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงและช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

ช่วยรักษาอาการผิดปกติของ ชาย หญิง วัยเจริญพันธุ์ และสตรีวัยทอง ลดภาวะท้องผูก ลดภาวะเสี่ยงต่อการเป็นริดสีดวงทวารและมะเร็งลำไส้ใหญ่ และยังช่วยให้นอนหลับสบาย

มีโอเมก้า 3 ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันภาวะเสื่อมของสมอง และความจำ

มีโอเมก้า 6 ซึ่งช่วยให้ผิวหนังสดใสและช่วยระบบสืบพันธุ์ให้ทำงานปกติ

และยังมีวิตามิน เอ,บีรวม, เบต้าแคโรทีน แคลเซียม เหล็ก เซเลเนียม สังกะสี แมงกานีส และสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอื่นๆ ซึ่งมีอยู่ในน้ำมันจมูกข้าวชนิดแคปซูล

 

PoSop Corporation

โพสพ เน็ทเวิร์ค เป็นผู้จัดจำหน่าย 'อมตะ ออไรซา' (Amata Oryza) น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวชนิดแคปซูล ( Rice Bran And Germ Oil Capsule ) มีสารประกอบของ Gamma-Oryzanol, Phospholipids, Tocopherol, Tocotrienol, Ceramide, B-Complex, และ Melatonin

ขณะนี้ทาง โพสพ เน็ทเวิร์ค กำลังต้องการผู้สนใจจำนวนมากเข้าร่วมทำธุรกิจเพื่อสร้างโอกาสอันยิ่งใหญ่ในการมีรายได้มหาศาลอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน รีบตัดสินใจทันทีหากไม่อยากพลาดโอกาสทองอันสำคัญ !!

 

สนใจผลิตภัณฑ์คุณภาพเยี่ยมหรือโอกาสทางธุรกิจอันยิ่งใหญ่

ติดต่อสอบถามได้ที่

คุณ ศรินรัตน์ (เมย์)  อธิอัครวัฒน์

โทรศัพท์มือถือ : 08-7694 8881

หากท่านมีความต้องการเข้ามาร่วมธุรกิจกับโพสพ เน็ทเวิร์ค หรือสนใจทาน อมตะ ออไรซา น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวชนิดแคปซูล กรุณาแจ้งความประสงค์ของท่าน ในแท็บ "ติดต่อเรา" เพียงท่านส่งอีเมล โดยกรอกรายละเอียดให้ครบถ้วน พร้อมทั้งหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้ เราจะติดต่อกลับไปหาท่านโดยทันที

เว็บลิงค์

      ไอโนว์ => คลังข้อมูลข่าวสารแห่งแรกของไทย
 
 
   WebRank => ช่วยปรับแต่งเว็บไซต์คุณให้ติดอันดับGoogle !!
 
 
น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวชนิดแคปซูล 'อมตะ ออไรซา'
รหัสสินค้า: 000001
ราคาปกติ 900.00 บาท  
ราคาลด 600.00 บาท

ประหยัด 300.00 บาท
รายละเอียด: "Amata Oryza" Rice Bran and Germ Oil Capsule

ขนาดบรรจุ 60 แคปซูลในแต่ละขวด

ส่วนประกอบที่สำคัญ :
ใน 1 แคปซูล ประกอบด้วย น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว 500 มก.(68.31%) ให้กรดโอเลอิก 205 มก., แกมมาออรีซานอล 707 มก., วิตามินอี 0.68 มก. ในรูปโทโคพีรอล และ โทโคไทรอีนอล

วิธีใช้ รับประทานวันละ 2 แคปซูล

สุขภาพที่ดีต้องเริ่มจากภายใน น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว ชนิดแคปซูล 'อมตะ' ออไรซา ของ แพทย์หญิงสมฤดี เอื้อสุดกิจ [ร.พ.ศิริราช, อ.คณะแพทย์(รามาธิบดี) มหาลัยมหิดล]

น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว เป็นน้ำมันที่ได้จากกระบวนการพิเศษในการสกัดเอาสารสำคัญที่มีประโยชน์นานาชนิด ซึ่งมีอยู่ในเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว (Seed Membrane Layer) และจมูกข้าว (Rice Germ) จึงอุดมด้วยสารสำคัญทางธรรมชาติ และมีคุณค่าสูงต่อร่างกายหลายชนิด เช่น

• มีสารแกมม่า-ออไรซานอล Gamma-Oryzanol ช่วยลดระดับไขมัน คอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์( Triglyceride ) ในเส้นเลือด ทำให้ลดการตีบตันของหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียนของโลหิตและยังมีฤทธิ์ในการลดความเครียด ทำให้อวัยวะ สำคัญต่างๆ เช่น ตับ ไต หัวใจ สมอง ตับอ่อน และอื่นๆ มีเลือดไปเลี้ยงมากขึ้นและที่เสื่อมสภาพก็กลับฟื้นตัว และทำงานได้อีกครั้ง ช่วยลดอัตราการ เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ, โรคตับ, โรคไต, โรคเบาหวาน, โรคความดันโลหิตสูง และโรคความจำเสื่อม เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ(Oxidation) และยังป้องกันแสงยูวีได้

• มีสารฟอสโฟไลปิด (Phospholipids) เช่น เลซิติน (Lecithin) เซฟฟฟาลิน (Cephalin) ไลโซเลซิติน (Lysolecithin) ซึ่ง มีส่วนสำคัญในการนำไปสร้างและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเซลล์ประสาทสมอง และช่วยป้องกันเซลล์ประสาทจากสารที่เป็นพิษและอนุมูลอิสระต่างๆ ช่วยลดการเครียด และช่วยเสริมสร้างในด้านความจำ

• ช่วยลดระดับของ แอล ดี แอล (LDL) คอเลสเตอรอล ซึ่งก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย

• ช่วยเพิ่มระดับของ เอช ดี แอล (HDL) คอเลสเตอรอล ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย

• ช่วยลดระดับไขมันไตรกรีเซอไรด์ ( Triglyceride ) ในเส้นเลือด

• มีผลให้ความดันโลหิตลดลงและช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

• มีกรดไขมันไลโนเลนิค ( Linolenic acid ) หรือโอเมก้า 3 (Omega 3) ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันภาวะ เสื่อมของสมองและความจำ ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็น โดยมีอยู่ประมาณ 33 %

• มีกรดไขมันไลโนเลอิค ( Linoleic acid ) หรือโอเมก้า 6 (Omega 6)ช่วยให้ผิวหนังสดใสและช่วยระบบสืบพันธุ์ให้ทำงานเป็นปกติ ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็น โดยมีอยู่ประมาณ 33 %

• ช่วยรักษาอาการผิดปกติของ ชาย หญิง วัยเจริญพันธุ์ และสตรีวัยทอง

• มีโทคอล (Tocols) วิตามินอีธรรมชาติ ในรูปของโทโคเฟอรอล ( Tocopherol ) และโทโคไทรอีนอล ( Tocotrienol )มีประโยชน์ในการสร้างและซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ของร่างกายและยังช่วยยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระ(Oxidation) ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง

• มีสารเซราไมด์ ( Ceramide ) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของชั้นใต้ผิวหนัง ช่วยทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น การเสริมเซราไมด์ให้เพียงพอทั้งโดยการรับประทานหรือการให้ทางผิวหนังในรูปการทาครีมหรือโลชั่น จะช่วยรักษาผิวพรรณให้ สดชื่นเปล่งปลั่ง ปราศจากริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร นอกจากนี้เซราไมด์ยังมีคุณสมบัติเป็นไวท์เทนเนอร์ (Whitener) ซึ่งสามารถยับยั้งการสังเคราะห์เมลานิน (Melanin) อันเป็นสาเหตุให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำบนผิวพรรณได้ดี และยังเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ (Moisturizer) ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวอีกด้วย ช่วยบำรุงผิวพรรณให้นุ่มนวลอ่อนเยาว์ ลบเลือนริ้วรอย ด่างดำ เหี่ยวย่น ฝ้าและกระ

• มีวิตามินบี-คอมเพล็ก (B-Complex) ซึ่งช่วยให้การทำงานของระบบประสาทดีขึ้น

• ลดภาวะท้องผูก เนื่องจากทำให้อุจจาระอ่อนตัวและเคลื่อนตัวผ่านลำไส้ใหญ่ได้ง่ายขึ้น ช่วยลดภาวะเสี่ยงต่อการเป็นริดสีดวงทวารและมะเร็งลำไส้ใหญ่

• มีสารเมลาโทนีน (Melatonin ) ช่วยให้นอนหลับสบาย
น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว
"อมตะ ออไรซา มีคุณค่ามหาศาลสำหรับคุณ"

• ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอร์ไรด์ สามารถลดระดับของ แอล ดี แอล (LDL)
• คอเลสเตอรอลซึ่งก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย
• เพิ่มปริมาณของ เอชดีแอล (HDL) คอเลสเตอรอลซึ่งให้ประโยชน์ต่อร่างกาย
• ลดการตีบตันของหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต
• มีผลให้ความดันโลหิตลดลง และลดระดับน้ำตาลในเลือด
• ลดภาวะเสี่ยงในการเป็นโรคอัมพาตและโรคความจำเสื่อม
• ช่วยลดความเครียด
• ช่วยรักษาอาการผิดปกติของชาย-หญิง วัยเจริญพันธุ์ และสตรีวัยทอง
• เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง
• ป้องกันแสงยูวีและต้านการอักเสบ บรรเทาอาการแสบร้อนที่ผิวหนัง เนื่องจากแสงแดด
• เพิ่มความชุ่มชื่น บำรุงผิวพรรณ ลบเลือนริ้วรอยด่างดำ เหี่ยวย่น ฝ้า และกระ
อมตะ ออไรซา
มหัศจรรย์แห่ง "น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว"
น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว เป็นน้ำมันที่ได้จากกระบวนการพิเศษในการสกัดเอาสารสำคัญที่มีประโยชน์นานาชนิด ซึ่งมีอยู่ในเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว (Seed Membrane Layer) และจมูกข้าว (Rice Germ) จึงอุดมด้วยสารสำคัญทางธรรมชาติ และมีคุณค่าสูงต่อร่างกายหลายชนิด เช่น

• กลุ่มสารฟอสโฟไลฟิด (Phospholipids) เช่น เลซิติน (Lecithin) เซฟฟาลิน (Cephalin) ไลโซเลซิติน (Lysolecithin) ซึ่งมีความสำคัญในการนำไปสร้าง และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเซลล์ประสาทสมอง และช่วยป้องกันเซลล์ประสาท จากสารที่เป็นพิษและอนุมูลอิสระต่างๆ ช่วยลดความเครียด และช่วยเสริมสร้างในด้านความจำ

• กลุ่มเซราไมด์ (Ceramide) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของชั้นใต้ผิวหนัง ช่วยทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น การเสริมสร้างเซราไมด์ให้เพียงพอ ทั้งโดยการรับประทานหรือการให้ทางผิวหนังในรูปการทาครีม หรือโลชั่น จะช่วยรักษาผิวพรรณให้สดใสเปล่งปลั่ง ปราศจากริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนเวลาอันควร นอกจากนี้เซราไมด์ยังมีคุณสมบัติเป็นไวท์เทนเนอร์ (Whitener) ซึ่งสามารถยับยั้งการสังเคราะห์เมลานิน อันเป็นสาเหตุให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำบนผิวพรรณได้ดี และยังเป็นมอยเจอไรเซอร์ (Moisturizer) ให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวอีกด้วย

• กลุ่มคอลโทคอล (Tocols) วิตามินอีธรรมชาติ ในรูปของโทโคเฟอรอล (Tocopherol) และโทโคไทรอีนอล (Tocotrienol) มีประโยชน์ต่อร่างกายในการสร้าง และซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ของร่างกายและยังช่วยทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างๆ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง

• กลุ่มกรดไขมันไลโนเลอิค (Linoleic Acid) หรือโอเมก้า 6 และกรดไลโนเลอิค (Linoleic Acid) หรือโอเมก้า 3 ที่เป็นกรดไขมันจำเป็น โดยมีอยู่ประมาณ 33%

• กลุ่มวิตามิน B - Complex ซึ่งช่วยให้การทำงานของระบบประสาทดีขึ้น

• กลุ่มแกมมา - ออไรซานอล มีฤทธิ์ในการลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ทำให้ลดการตีบตันของหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต และยังมีฤทธิ์ในการลดความเครียด และรักษาอาการผิดปกติของสตรีวัยทอง นอกจากนี้ยังเป็นสารอนุมูลอิสระ และยังป้องกันแสงยูวีได้ เมื่อใช้กินหรือใช้ทา ทำให้ผิวหนังชุ่มชื่นและต้านการอักเสบ สารชนิดนี้มีความปลอดภัยสูงมาก


สนใจผลิตภัณฑ์คุณภาพเยี่ยมหรือโอกาสทางธุรกิจอันยิ่งใหญ่

ติดต่อสอบถามได้ที่

คุณ ศรินรัตน์ (เมย์) อธิอัครวัฒน์

โทรศัพท์มือถือ : 08-7694 8881
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://www.tarad.com/inknowvate/webboard.php?id=472569&cat_w=4678&lang=th
Tell a Friend
สุขภาพดีไม่มีสูตร
รหัสสินค้า: 000002
รายละเอียด:
การดูแลสุขภาพ ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่มีหลักการพื้นฐานสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ลองสำรวจตัวเองว่า วันนี้คุณเอาใจใส่สุขภาพแค่ไหน และนี่คือตัวอย่างของคนรักสุขภาพ

ขึ้นชื่อว่า วิถีในการดูแลสุขภาพนั้น แต่ละคน แต่ละวัยก็มีมุมมองที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว มีเพียงแต่กฎเกณฑ์พื้นฐานหลากหลายแนวทางที่หลายคนอาจจะทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง

และนี่คือ ตัวอย่างบุคคลสุขภาพดีจากหลายวัยตั้งแต่ 30, 40 และ 50 ที่มีแนวคิดน่าสนใจในการดูแลสุขภาพ โดยมีทั้งความเหมือนและความต่างในขณะเดียวกัน หรืออาจจะแตกต่างกันเพียงประสบการณ์ชีวิตที่รอวันเพิ่มพูนมากขึ้นตามกาลเวลา.... เท่านั้นเอง

‘สุข’ ที่จะเป็นตัวเอง

‘รอยยิ้มกว้างและแววตากระตือรือร้น’ คงเป็นสิ่งที่กลายมาเป็นบุคลิกอันโดดเด่นและทำให้ผู้คนประทับใจหากมีโอกาสได้พูดคุยกับ ธเนศ จิระเสวกดิลก Marketing Director และหนึ่งในหุ้นส่วน Divana Spa ที่นอกเหนือไปจากการมีสุขภาพแข็งแรง และใบหน้าที่แลดูอ่อนกว่าวัย 35 ปีแล้ว ทั้งหมดมีที่มาจากคติประจำใจของเขาก็คือ

‘Happy to be yourself’

“หมายถึงมีความสุขกับการที่เป็นตัวเอง เรารู้ข้อดี ข้ออ่อนของเรา ซึ่งทุกคนก็มีเหมือนกัน เพียงแต่เราจะทำยังไงให้สุขภาพใจและกายสมบูรณ์แข็งแรง ซึ่งผมคิดว่า เป็นตัวเราที่เรียบง่าย มีความสมดุล เข้ากับชีวิตประจำวันและไม่ทำอะไรที่สุดโต่งเกินไป” อดีตสจ๊วตที่ผันตัวเองมาเป็นเจ้าของธุรกิจสปาอธิบายถึงแนวคิดในการดำเนินชีวิต

“ยกตัวอย่างเรื่องการกิน ผมเลือกกินมากขึ้นจากการเรียนรู้ว่าอะไรควรกิน ไม่ควรกิน อย่างตอนเย็นผมเลี่ยงอาหารไขมันสูง เวลาหิวก็กินผลไม้ แต่ผมก็จะไม่เคร่งครัด จนกินอะไรไม่ได้เลย เพียงแต่คิดและมีสติก่อนกินเท่านั้นเอง”

ส่วนชีวิตประจำวันของผู้บริหารหนุ่มคนนี้ เขาดูแลตัวเองตั้งแต่ตื่นนอน ดื่มน้ำอย่างน้อยครึ่งลิตร เพื่อช่วยระบบขับถ่าย กินอาหารสุขภาพ แบ่งเวลาว่างอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ออกกำลังกายให้ครบทุกส่วนของร่างกาย

นอกจากดูแลร่างกายแล้ว เขายังดูแลจิตใจด้วยการเสริมสร้างความคิดเชิงบวก อันเกิดมาจากสิ่งแวดล้อมในครอบครัว และการได้ทำงานที่ตนเองรัก “ผมโชคดีได้ทำงานที่ตัวเองชอบและรัก ทำให้เรามีความสุขตลอดเวลา อีกอย่างที่สำคัญคือ ทุกครั้งที่เกิดปัญหา ผมจะพยายามมองอีกด้านว่าปัญหาที่เกิดขึ้น มันช่วยอะไรเราได้บ้าง แล้วก็มองว่ามันจะทำให้เราเก่งขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง แทนที่จะมานั่งคิดว่าเราไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ก็คิดว่ามันไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ถ้าอย่างนั้นลองแก้มันดูสักตั้ง ถ้าเราทำได้มันก็เป็นแง่บวก ถ้าไม่ได้ก็ไม่มีอะไรเสีย

หรือถ้ามีคนทำอะไรไม่ดีกับผม ผมก็จะมองว่า ทำไมเขาถึงทำ ลองคิดแทนเขา แล้วพยายามมองในมุมที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเอง เพราะคนเราอยู่ได้ด้วยกำลังใจ ด้วยพลังชีวิต ซึ่งทำให้เรามีความสุขกับโลกที่เศร้า เราก็ยังอยู่ได้”

ส่วนยามว่างนั้น เขาก็หาความสุขให้กับตัวเองด้วยการพาตัวเองไปอยู่ในสังคมที่มีความสุข อยู่ในหมู่คนดี คนที่เขาชื่นชอบ

“เวลาว่างผมก็จะหาไลฟ์สไตล์อื่นๆ ที่ผมทำแล้วมีความสุข เช่น อ่านหนังสือ เดินทาง เพื่อเป็นอาหารสมอง ไปเที่ยวกลางคืนก็มีบ้าง ผมคิดว่าถ้าคนเรามีสติ รู้จักคิด อยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ ผมจะไม่ตัดขาดกับสังคม แต่จะแบ่งเวลาแต่ละส่วนไปทำกิจกรรมต่างๆ มากกว่า ผมเชื่อว่าชีวิตคนเราต้องเปิดโลกทัศน์ มีสังคม เพียงแต่ต้องรู้ว่าจะปรับตัวยังไงให้เข้ากับสังคม และก็พยายามไปอยู่ในสังคมที่ ‘ใช่’ สำหรับเรา”

‘พลังแห่งความสุข’ ที่เปล่งประกายออกมาตลอดการพูดคุยจึงเป็นสิ่งที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีถึงแนวความคิดเชิงบวกของเขา

ความสุข = ความทุกข์

ในวัย 42 ปี พาฝัน ศุภวานิช บรรณาธิการและหนึ่งในผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์วงกลม ยังคงแลดูสดใสและยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา ภายใต้ร่างอวบนิดๆ ที่เจ้าตัวพอใจ สะท้อนให้เห็นถึงแนวความคิดที่ว่า เวลาที่คนเรามีความสุขใจ ความสุขกายก็จะตามมาเอง

“เราเริ่มสนใจสุขภาพมาได้เกือบสิบปีแล้ว เพราะอยู่ในแวดวงของคนรักสุขภาพ รอบตัวเราจะมีแต่คนที่กินข้าวกล้อง ปฏิบัติธรรม เล่นโยคะ เราก็พาตัวเองเข้าไปทดลอง อันไหนที่ทำแล้วชอบ เราก็ทำ ทำแล้วรู้สึกดีขึ้น มันก็เลยเป็นไปเอง” พาฝัน เล่าถึงที่มาในการหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพจริงจัง พร้อมยกตัวอย่างประกอบว่า

“เมื่อก่อนเราจะเป็นคนท้องผูก ก็เริ่มจากการหันมาดื่มน้ำเยอะๆ แล้วก็ทานข้าวกล้อง ก็หายท้องผูก แต่ก็มีบางอย่างเหมือนกันที่ลองแล้วไม่ชอบอย่าง เต้นแอโรบิก หรือ Body Combat ช่วงนี้ก็วิ่งในสวนสาธารณะ จะชอบออกกำลังกายแบบไม่ต้องใช้เครื่องมือ ทำที่ไหนก็ได้ อย่างว่ายน้ำ วิ่ง เดิน เราจะไม่ชอบไปออกกำลังกายกับเครื่อง เพราะรู้สึกเหมือนการทำร้ายร่างกายตัวเองเหงื่อไหล แล้วยังต้องมาอยู่กับที่อีก”

ปัจจุบันพาฝันแบ่งเวลาช่วงเย็นวิ่งครั้งละ 5 กิโลเมตร อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง รวมถึงการเดินอย่างสม่ำเสมอในชีวิตประจำวัน

“เราจะชอบการเดินมาก เพราะว่าได้อยู่กับตัวเอง เราคิดว่าจะเร็วหรือช้าก็ถึงเหมือนกัน เราเป็นคนชอบพึ่งตัวเองมากกว่าพึ่งเทคโนโลยี แล้วการเดินก็เป็นการเจริญสติรูปแบบหนึ่ง พอเดินไปเรื่อยๆ เราก็จะรู้สึกว่า ลมหายใจกับธรรมชาติเป็นหนึ่งเดียวกัน ในชีวิตประจำวันเราจะพยายามเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ปกติไม่ได้ขับรถไปทำงานอยู่แล้ว เวลาไปไหนใกล้ๆ ก็จะเดิน อย่างบ้านอยู่ชั้น 5 ก็จะเดินลง เพราะเราเชื่อว่าร่างกายมันมีฟังก์ชันของตัวเองอยู่แล้ว ขามีไว้เดินก็ต้องใช้ มือหิ้วของได้ก็หิ้ว”

นอกเหนือไปจากนี้ สิ่งที่เธอให้ความสำคัญมากคือ การดูแลเรื่องอาหาร โดยเน้นการบริโภคอาหารจำพวกผัก ปลา กุ้ง และปลาหมึกบ้างเล็กน้อย ไม่กินเนื้อ หมู และไก่ ลดขนมและของหวานลง รวมถึงไม่กินอาหารที่ขายข้างทางหรืออาหารที่ผ่านกระบวนการผลิตจนดูไม่ออกว่าทำมาจากอาหารชนิดใด

อาหารประจำวันของเธอในแต่ละวัน จึงเริ่มจากการดื่มนมหนึ่งแก้ว โยเกิร์ตใส่ธัญพืช และผลไม้สำหรับมื้อเช้า ช่วงกลางวันก็จะเน้นข้าวกล้องหรือสลัดสลับกันไป ส่วนมื้อเย็น อาจกินบ้าง ไม่กินบ้าง รวมถึงสิ่งที่สำคัญอีกอย่างที่เธอให้ความใส่ใจคือ การดูแลจิตใจ

“ดูแลร่างกายแล้ว ก็ต้องดูแลจิตใจให้เป็นปกติ อย่าให้เสียสมดุล เวลาสุขก็อย่าปล่อยให้ใจพองฟูมาก เวลาทุกข์ ก็จะไม่ทุกข์มาก บางคนเครียดไม่ปล่อยวางความทุกข์ หน้าตาก็หมองคล้ำ ซึ่งเราคิดว่า ถ้าคนเราปกติกับความสุขได้ เราก็ปกติกับความทุกข์ได้เช่นกัน”

หลักการในการดูแลใจของเธอ ก็คือ การนั่งวิปัสสนาอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง ซึ่งทำให้คนใจร้อนอย่างเธอใจเย็นขึ้น

“การนั่งวิปัสสนาทำให้รู้เท่าทันตัวเอง เวลาที่โกรธ ก็รู้ว่ากำลังจะโกรธก็ปล่อยวางลง มีสติว่องไวขึ้น รู้จักการวางใจให้ถูกทาง อาจจะเพราะว่า ตอนนี้อายุสี่สิบ ชีวิตก็เลยเข้าที่เข้าทาง”

แต่พาฝันก็ไม่ได้เคร่งครัดกับการดูแลสุขภาพมากมาย เธอยังมีวิธีเพิ่มสีสันและความสนุกสนานให้กับชีวิตด้วยการออกไปสังสรรค์กับเพื่อนสนิททุกวันศุกร์

“นานๆ ทีพี่ก็ไปเที่ยวกลางคืนบ้าง ดื่มแอลกอฮอล์นิดหน่อย แต่พอดื่มแล้วเราก็ทำดีท็อกซ์ ด้วยการสวนด้วยน้ำกาแฟ แต่จะไม่ค่อยดีท็อกซ์แบบอื่น เพราะเชื่อว่าอาหารที่ทานอยู่ ก็ดีอยู่แล้ว ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองจะต้องผอมลง”

พาฝันสรุปหลักการง่ายๆ ที่เธอใช้มาตลอดระยะเวลา 5 - 6 ปี คือ ระมัดระวังในการใช้ชีวิตมากขึ้น มีความประณีตในการเลือกอาหาร และดูแลจิตใจมากขึ้น รวมไปถึงเคล็ดลับที่ทำให้เธอมีความสุขทุกวันนี้ก็คือ การช่วยเหลือคนอื่น

“ในวันหยุด ถ้าว่างเราก็จะไปทำงานอาสาสมัคร หรือถ้าอยู่บ้านว่างๆ ก็จะรื้อของไปบริจาค อย่างเสื้อผ้าหรือหนังสือ พี่คิดว่าเคล็ดลับความสุขอย่างหนึ่งของคนเรา อยู่ที่การทำความดีให้คนอื่น แบบที่เขาเรียกว่า จิตอาสา มันเป็นยาคุ้มกันจิตใจเรา ซึ่งไม่จำเป็นว่าคนมีความทุกข์จะทำไม่ได้นะ คนมีความทุกข์ก็ทำได้ ซึ่งจริงๆ แล้วเขาอาจจะได้เห็นความลำบากของคนอื่น แล้วรู้สึกว่าตัวเองโชคดีก็ได้" พาฝันกล่าวและทิ้งท้ายว่า

"การได้อยู่ท่ามกลางกัลยาณมิตรที่ดี อยู่ใกล้คนที่คิดดี ทำดี ก็จะทำให้เราได้รับแรงสั่นสะเทือนจากคนดีรอบข้างตัวเรา”

สถาปัตยกรรมแห่งสุขภาพ

“ผมคิดว่าการสร้างตึกกับการสร้างชีวิตก็เหมือนกัน การสร้างตึก คุณต้องใส่แต่สิ่งดีๆ ทั้งกระบวนการคิด และประโยชน์ใช้สอยให้ดีที่สุด ร่างกายก็เหมือนกัน คุณก็ต้องให้สิ่งที่ดีที่สุดกับเขา”

คำกล่าวที่บอกถึงตัวตนได้เป็นอย่างดีของ สุรศักดิ์ จิระศรีปัญญา อดีตสถาปนิกวัย 53 ปี ผู้ยังคงกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ ปัจจุบันเขารับตำแหน่ง กรรมการบริหาร บ.แปลนคอนซัลแตนท์ส จำกัด และยามว่างเป็นครูสอนโยคะที่อาศรมแสงอรุณ ซึ่งเขาเป็นผู้ริเริ่มเมื่อ 9 ปีที่แล้ว หลังรีไทร์ตัวเองจากงานประจำ

จากอดีตที่เคยใช้ชีวิตอย่างสมบุกสมบัน ทั้งดื่มเหล้า สูบบุหรี่ และเจ็บป่วยบ่อยครั้ง ทุกวันนี้สุรศักดิ์ตื่นตีสี่ครึ่ง ออกกำลังกาย กินอาหารเพื่อสุขภาพ ศึกษาทั้งธรรมะ และดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง

“ผมจะดูแลสุขภาพตามหลักความเหมาะสม 6 ประการ ทั้งเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย การล้างพิษ การหายใจ การผ่อนคลาย การสร้างความคิดเชิงบวก ซึ่งเป็นหลักที่ผมปฏิบัติเอง และสอนพนักงานในบริษัท”

เริ่มจาก อาหาร สุรศักดิ์อธิบายว่า เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเราเปลี่ยนอาหารมาเป็นร่างกายเรา ควรจะเริ่มจากการลดอาหารที่ก่อให้เกิดโรคมากที่สุดก่อน ซึ่งประกอบด้วย

"อย่างแรกเลยคือ น้ำตาล เวลาที่กินน้ำตาลมากๆ มันจะทำให้เราว้าวุ่น ถ้ากินแล้วไม่ได้ใช้ก็เป็นไขมันสะสม น้ำตาลทำให้เซลล์มีการปนเปื้อน เหมือนยาพิษดีๆ นี่เอง

ไขมันอิ่มตัว มีทั้งไขมันสัตว์และไขมันพืช เมื่อก่อนเราตื่นตัวเรื่องโรคหัวใจ เราก็เลี่ยงไม่กินไขมันสัตว์ มากินไขมันพืช ไม่รู้ตัวเลยว่า เราเลี่ยงโรคหัวใจมาเจอมะเร็งแทน เพราะน้ำมันพืชหลายอย่างไม่เหมาะกับการทอดอาหาร

นม ก็ต้องเลี่ยง ไม่มีสัตว์ชนิดไหน ดื่มนมตลอดชีวิต นอกจากมนุษย์ เด็กที่ดื่มนมวัวจะเติบโตเร็วมาก เพราะมีฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตของวัว ถ้านำนมวัวมาเลี้ยงเด็ก เด็กก็จะตื่นตัวมากเกินไป

มาร์การีน มีอยู่ในขนมทุกอย่าง มาร์การีนก็คือ น้ำมันที่ผ่านกระบวนการไฮโดรเจนเปรียบเสมือนน้ำมันที่ทอดซ้ำ กระตุ้นให้เกิดอนุมูลอิสระซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย”

อาหารที่สุรศักดิ์บริโภคทุกวัน จึงเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ มื้อเช้าเป็นผัก ผลไม้ ธัญพืช และน้ำมัน นำมาปั่นรวมกัน (เนื่องจากวิตามินบางชนิดต้องอาศัยน้ำมันช่วยดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย) ข้าวที่มีธัญพืชหลากหลายชนิดผสมกันในมื้ออื่นๆ ที่เหลือ โดยไม่เน้นกับข้าวและไม่กินจุกจิกระหว่างวัน

ส่วน การออกกำลังกาย แบ่งออกเป็น 3 อย่าง คือ ความแข็งแรง หมายถึง การออกแรงผลัก ดึง โดยใช้กล้ามเนื้อใหญ่ เช่น หน้าอก ต้นขา อาจใช้วิธียกน้ำหนัก ความอดทน เน้นการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กๆ ซ้ำๆ เช่น การวิ่ง ช่วยดูแลปอด หัวใจ และหลอดเลือด และความยืดหยุ่น เป็นเรื่องของการปรับความสมดุลและการผ่อนคลาย

การออกกำลังกายทั้ง 3 ประเภทที่สุรศักดิ์ทำควบคู่กันไปทุกวันคือ วิ่ง ยกเวท และโยคะ

“ถ้าเราออกกำลังกาย โดยไม่รู้ว่าอะไรจำเป็นสำหรับเรา เราก็จะทำแต่เฉพาะที่ชอบ ถ้าคุณเป็นผู้หญิงหลังวัยทอง คุณก็จะต้องสร้างมวลกระดูกก่อนเป็นอย่างแรก จึงควรจะยกน้ำหนัก เพราะการออกกำลังกายประเภทนี้ ช่วยทำให้แคลเซียมที่กินเข้าไปดูดซึมได้ คนทั่วไปที่กินแคลเซียม โดยไม่ออกกำลังกายประเภทนี้ แคลเซียมก็จะไปเกาะอยู่ตามข้อ เกิดเป็นโรคขึ้นมาอีก แต่ถ้าเป็นผู้ชายที่เสี่ยงต่อโรคหัวใจ ก็ควรจะวิ่ง เพื่อดูแลหลอดเลือดแทน”

การผ่อนคลาย ก็มี 3 ระดับคือ ระบบโครงสร้างร่างกาย กล้ามเนื้อ ระบบประสาท ทั้งประสาทส่วนกลางและประสาทอัตโนมัติ และระดับจิตใต้สำนึก ซึ่งมีเทคนิคมากมายของโยคะที่ช่วยเรื่องการผ่อนคลาย อาทิเช่น การทำท่าอาสนะ ช่วยยืดกล้ามเนื้อ การหายใจ ลึก ยาว สบาย ก็เป็นการผ่อนคลายระบบประสาท รวมถึงการลดความตึงเครียดทั้งหลายด้วยการปล่อยวาง ไม่ตกเป็นทาสของสิ่งเร้าที่มากระตุ้น ก็เป็นการผ่อนคลายระดับลึก

การล้างพิษ เริ่มจากเส้นทางที่พาสารพิษเข้าสู่ร่างกายคือ โพรงจมูก ทางเดินอาหารมาสู่กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ เวลาที่ล้างพิษก็จะล้างโพรงจมูก ซึ่งปนเปื้อนสารพิษที่เรานำเข้าสู่ร่างกายด้วยการผ่านน้ำเข้าทางคอและออกทางจมูกซึ่งเป็นวิธีการที่สุรศักดิ์ใช้เป็นประจำ การล้างพิษทางเดินอาหารก็คือ การดื่มน้ำอุ่นจัดๆ ตอนเช้า หลังจากตื่นนอนแล้วให้ดื่มน้ำทันทีไม่ต่ำกว่า 2 แก้ว ถ้าดื่มประมาณ 4-5 แก้วก็จะไล่ของเสียออกทางทวารหนัก และการล้างลำไส้ใหญ่ก็คือ การดีท็อกซ์ด้วยกาแฟที่เป็นที่รู้จักดี

การหายใจ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ในแง่ของการเสริมสร้าง พัฒนาศักยภาพในการหายใจ ด้วยการฝึกหายใจเข้าท้องป่อง หายใจออกท้องยุบ เพื่อขยายปอดให้ได้มากที่สุด และการผ่อนคลาย คือ การหายใจยาว เบาๆ และลึก เพื่อผ่อนคลายระบบประสาทอัตโนมัติ อันเป็นการหายใจที่ใช้แรงน้อยและช้ามาก

และอย่างสุดท้ายคือ การสะสม ความคิดเชิงบวก ซึ่งจะทำให้คนเรามีความสามารถที่จะมีความสุขได้ สุรศักดิ์ให้คำแนะนำว่า ควรจะเริ่มต้นจากความเข้าใจและความรู้สึกว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่ปัจจุบันนั้นเป็นความทุกข์ เป็นสิ่งไม่ดี จึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเราได้ แล้วหันมาเปลี่ยนวิถีชีวิตให้ช้าลง ก็คือไม่ให้ปล่อยความคิดว้าวุ่นไปตามสิ่งต่างๆ ที่มากระทบ

ปัจจัยทั้ง 6 ข้อนี้นำไปสู่สิ่งที่สุรศักดิ์เรียกว่า การพัฒนาความสามารถที่จะมีความสุข ซึ่งเขาได้ให้คำอธิบายว่า

“คนทั่วไปมักจะแยกสิ่งที่เร้าให้มีความสุขกับความสามารถที่จะมีความสุขออกจากกันไม่ได้ ถ้าเปรียบเทียบดู จะเห็นว่า ความสามารถที่จะมีความสุขของคนเราจะลดลงตามวัย และประสบการณ์ที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งๆ ที่เราสามารถกลับไปมีความสุขแบบซื่อๆ แต่ตั้งอยู่บนปัญญาที่เข้าใจพื้นฐานแห่งความเป็นจริงได้ หลายครั้งที่คนเราพยายามทำซ้ำในสิ่งที่เราเคยทำ เช่น เคยดูหนังเรื่องนี้แล้วมีความสุข แต่พอไปดูซ้ำๆ ความสุขเริ่มลดน้อยลง เกิดความเบื่อจากการทำซ้ำ นั่นหมายความว่าความสามารถในการมีความสุขของเรา ต้องเปลี่ยนไปตามสิ่งเร้า ไม่อย่างนั้นความเบื่อหน่ายก็จะเกิดขึ้น”

ยิ่งรับรู้จากตา หู จมูก ลิ้น และกาย มากเท่าไหร่ ความสุขก็ยิ่งลดลง เพราะความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ใจ การพัฒนาความสามารถที่จะมีความสุข จึงต้องพัฒนาที่ใจ ไม่ใช่ที่การรับรู้ทางส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพราะใจที่มีความสุขจะทำให้คนเราพึ่งพาสิ่งเร้าน้อยลง นำไปสู่ความต้องการวัตถุน้อยลง การบริโภคน้อยลง แต่มีความสุขเพิ่มขึ้น ส่วนวิถีในทางปฏิบัตินั้น เขาให้แนวคิดว่า

“เราจะต้องกลับไปสู่สิ่งแวดล้อมที่มันไม่เร้ามาก ทุกวันนี้เราอยู่ในเมือง ก็จะถูกกระตุ้นด้วยแสงสีต่างๆ แล้วเราก็ไม่มีความประณีตพอที่จะสัมผัสความสุขข้างในได้ จึงต้องเริ่มโดยอาศัยบรรยากาศและการฝึกฝน ก็จะเกิดความสุขทางใจที่เรียกว่าความสงบ ความเข้าใจโลก เข้าใจชีวิตตามความเป็นจริง ไม่หวั่นไหวไปกับความเปลี่ยนแปลง

ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ เราต้องมีร่างกายที่แข็งแรงเพื่อฝึกใจ ต้องมีใจที่มั่นคงและผ่อนคลายเพื่อที่จะฝึกปัญญา ร่างกายจึงเป็นพื้นฐานเพื่อการพัฒนาไปสู่สิ่งดีๆ เราจึงควรดูแลร่างกายให้มันใช้ได้ตามที่ธรรมชาติออกแบบมา เพื่อพาวันเวลาและร่างกายของเราผ่านไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต”

บทสรุปของการดูแลสุขภาพใจ-กายนั้น อาจไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว แต่ท้ายที่สุดความหมายของชีวิต คงมิได้ขึ้นอยู่กับจำนวนวันเวลาที่เราใช้ไปในขณะที่มีชีวิต แต่อยู่ที่ความหมายในการใช้ชีวิตและการดูแลสิ่งที่มีอยู่กับตัวเราให้ดีที่สุด


เรื่อง : วิภานี กาญจนาภิญโญกุล
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://www.tarad.com/posop
Tell a Friend
'ชีวจิต' ชุมชนสุขภาพ
รหัสสินค้า: 000003
รายละเอียด:
แม้การดูแลสุขภาพแบบชีวจิตจะเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่บางคนอาจไม่เข้าใจ การปฏิบัติตามแนวทางนี้ นี่คือเรื่องราวของชุมชนคนรักสุขภาพ ที่ได้มาแลกเปลี่ยนความรู้ และให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

ในยุคสมัยนี้การรวมกลุ่มตามรสนิยมหรือความสนใจ มีจำนวนมากขึ้น และเพิ่มความเหนียวแน่นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นชมรมคนรักการถ่ายภาพ หรือชมรมนักตกปลา แต่ถ้าเป็นเรื่องสุขภาพ หลายคนก็ต้องนึกถึงกลุ่มคนชีวจิต

กว่า 20 ปีที่ อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง เผยแพร่แนวทางการดูแลสุขภาพอย่างชีวจิต ประสบการณ์การเยียวยาตัวเองจากโรคมะเร็ง และปีนี้ย่างเข้าปีที่ 9 ที่ได้มีนิตยสารชีวจิตและคอร์สสุขภาพชีวจิตเป็นศูนย์กลางเครือข่ายสุขภาพ

ถ้าจำกันได้ประมาณ 9 ปีที่แล้ว หลังจากอาจารย์สาทิส พูดถึงเรื่องแนวทางการดูแลสุขภาพแบบชีวจิต มีผลทำให้เกิดกระแสชีวจิตฟีเวอร์ เกิดปรากฏการณ์การแห่ซื้อน้ำอาร์ซีกันยกใหญ่

ทุกวันนี้กระแสชีวจิตไม่ดังโฉ่งฉ่างอย่างวันนั้น แต่เครือข่ายคนที่ดูแลสุขภาพแบบชีวจิตมีอยู่จำนวนไม่น้อย รวมไปถึงผู้คนก็ยังไปเข้าคอร์สสุขภาพชีวจิตอย่างไม่ขาดสาย จนกระทั่งวันนี้มีกว่า 50 รุ่น

ในหลักสูตรนั้นมีอะไรน่าสนใจ และพวกเขาต้องปฏิบัติตัวอย่างไรบ้าง

1.

เมื่อพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะ 1B เมื่อต้นปีที่แล้ว กัลยา สิงห์โท ข้าราชการครูจากโรงเรียนสรรพวิทยา วัย 40 ปีจากจังหวัดตาก ใจเสียและกลัวตายอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน เพราะเป็นห่วงลูก เธอดำเนินการรักษากับแพทย์แผนปัจจุบัน ผ่าตัดเพื่อเลาะก้อนเนื้อบริเวณดังกล่าวออกไป ตามด้วยการทำเคมีบำบัด (คีโม) เพื่อสกัดการลุกลามแล้ว

หลังจากแผลผ่าตัดทุเลา เธอจองคอร์สสุขภาพชีวจิตทันที แล้วมานะบากบั่นนั่งรถทัวร์จากจังหวัดตากมาเข้าร่วมการอบรมที่สวนสามพราน จังหวัดนครปฐม

กัลยา ทบทวนถึงเหตุที่นำไปสู่การเจ็บป่วยว่า ไม่ได้เอาใจใส่เรื่องอาหารการกินมากนัก แต่ที่สำคัญคือ ความเครียดและมีเวลาพักผ่อนน้อย

"โรงเรียนที่สอนอยู่ไกลจากบ้านมาก แต่ก็ต้องเทียวไป เทียวกลับ เพราะมีลูก แล้วไม่อยากห่างกัน โรงเรียนที่สอนเป็นโรงเรียนเล็ก บุคลากรน้อยงานยุ่งมาก ทั้งงานสอนและหน่วยงานต้นสังกัดก็ประเมินถี่มาก ทำให้เครียดมาก" กัลยา เล่าถึงวิถีชีวิตที่ต้องออกจากบ้านเช้ามืดและกลับถึงบ้านตอนที่มืดมิดแล้ว และระหว่างวัน ก็เต็มไปด้วยเรื่องเครียดๆ

เมื่อผ่าตัดรักษาแล้ว เธอเลือกใช้การดูแลสุขภาพตามแนวชีวจิต เนื่องจากทั้งสอดคล้องกับภูมิปัญญาพื้นบ้านเรื่องอาหารเป็นยา และผู้เป็นต้นตำรับเองก็ปฏิบัติตนเพื่อเยียวยาตัวเองเช่นกัน

เธอไม่ทานเนื้อสัตว์ ของดอง ของหวาน ของเค็มและของมัน กินแต่ข้าวกล้อง ไม่กินข้าวขาว ตามที่อ่านจากหนังสือที่อาจารย์สาทิสเขียนหลายเล่ม และติดตามจากนิตยสารชีวจิต กระนั้นยังมีหลายเรื่องที่เป็นปัญหาค้างคาใจ รู้สึกว่า ที่รู้นั้นยังไม่กระจ่าง

"อยากรู้ว่าการปฏิบัติจริงๆ นั้นเป็นอย่างไร มีเรื่องสงสัยหลายอย่าง อย่างการทำน้ำอาร์ซี ส่วนประกอบบางอย่างไม่รู้จักมาก่อน ทั้งข้าวบาร์เลย์และข้าวเปลือกแข็ง จึงอยากมาเห็นว่าเป็นอย่างไร แล้วการทำน้ำอาร์ซี จริงๆ แล้วทำอย่างไร แล้วก็อยากมารำกระบองกับต้นตำรับ เคยอ่านจากหนังสือแต่ไม่กล้าทำเพราะกลัวว่า ถ้าทำไม่ถูก แล้วมันจะเคล็ดไปกันใหญ่"

หลักสูตรที่กัลยาเข้าร่วมมีระยะเวลาอบรม 3 วัน ตารางเวลาต่างๆ กำหนดให้ผู้เข้าอบรมได้สัมผัสกับรูปแบบการดำเนินชีวิตอย่างชีวจิต ตื่นแต่เช้า ออกกำลังกาย ทานอาหารชีวจิต ทำดีท็อกซ์ ฝึกการผ่อนคลายจากความเครียด ได้นอนหลับอย่างมีคุณภาพ

และในระหว่างนั้นอาจารย์สาทิสก็จะบรรยายและตอบคำถามเกี่ยวกับหลักการปฏิบัติตนอย่างชีวจิต เหตุผลและที่มาที่ไปของกิจกรรมแต่ละอย่าง

"มาที่นี่สองคืนไม่ฝันเลย ทำตามวิธีที่อาจาย์แนะนำ คือ ทำสมาธิก่อนนอน หลับไปพร้อมกับสมาธิใช้การนับหนึ่งสองสาม... ไปเรื่อยๆ เหมือนนับแกะ ก่อนหน้านี้จะนอนหลับแบบฝันบ้าง ก่อนนอนจะคิดโน่น กังวลนี่" กัลยา เล่าถึงเรื่องที่เหมือนจะง่ายๆ แต่ก็ไม่เคยรู้ และไม่เคยทำมาก่อน และเมื่อได้ลองแล้วก็รู้สึกสบายมากขึ้น

เรื่องการกินการอยู่เป็นเรื่องที่เธออยากเรียนรู้ เพื่อจะนำกลับไปใช้เป็นกรอบการดำเนินชีวิตต่อไป ระหว่างการเข้าคอร์สสุขภาพ เธอได้กำลังใจมากมายจากเพื่อนๆ

"ก่อนหน้านี้รู้สึกสับสนและว้าเหว่ที่ตัวเองเป็นมะเร็ง เราไม่มีที่พึ่ง มีธรรมะเป็นที่พึ่งทางใจอย่างเดียว ตอนนี้ก็ได้หลักทั้งใจทั้งกาย ก็คือ เรื่องชีวจิต ที่ว้าเหว่เพราะรู้สึกว่าโรคนี้มันรักษายาก ญาติพี่น้องก็เป็นมะเร็งตายกันมาก คิดถึงลูก แล้วก็หดหู่ โลกมันเศร้าหมองไปหมดเลย ตอนนี้ดีขึ้น คนให้กำลังใจเยอะมาก"

2.

ธีระกร ชุติกุลรังษี และ เจษณี ชาญวิทยากุล คู่สามีภรรยาวัยกระเตาะก็มาเข้าคอร์สสุขภาพชีวจิตด้วย ทั้งคู่ดูแลสุขภาพอย่างดี อ่านจากหนังสือต่างๆ และทดลองปฏิบัติ เมื่อได้ผลดีก็ปฏิบัติต่อ

ธีระกร เล่าให้ฟังว่า ตัวเองต้องตื่นแต่เช้าและเร่งออกไปทำงาน มีเวลาเข้าห้องน้ำไม่มาก ผลก็คือไม่ค่อยได้ขับถ่าย จนบางครั้งจำไม่ได้ว่า นานกี่วันแล้วที่ไม่ได้ทำธุระส่วนตัวนั้น

"ช่วงเทศกาลกินเจ ก็กินเจตามภรรยา ก่อนจะได้บุญปรากฏว่า ช่วงนั้นท้องไม่ผูกเลย รู้สึกสบายตัวมาก แล้วก็เข็ดที่จะใช้ชีวิตหรือกินแบบเดิมๆ ก็ลองหาแนวทางปฏิบัติตัวอยู่ อ่านจากชีวจิตที่ภรรยาวางไว้ตามที่ต่างๆ ในบ้าน ก็ลองทำตาม ไม่ทานเนื้อสัตว์บางอย่าง เลือกทานเฉพาะผักปลอดสารพิษ ทำอาหารทานเองมากขึ้น ทานข้าวนอกบ้านน้อยลง"

เจษณี เล่าถึงตัวเองว่า ตอนอายุ 20 ต้นๆ ต้องเข้าผ่าตัดเพื่อรักษาโรค เพราะหมอบอกว่ามีอาการผิดปกติที่มดลูก เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ รักษาแล้วแต่ก็มีโอกาสเป็นอีก ก่อนหน้านี้ป่วยบ่อยปีหนึ่งเข้าโรงพยาบาล 3 - 4 รอบ เป็นไข้เลือดออกบ้าง ไข้หวัดบ้าง พอเริ่มดูแลเรื่องอาหารก็เห็นผลว่าไปโรงพยาบาลน้อยลง จึงสนใจที่จะศึกษาแนวทางปฏิบัติให้รู้จริง เพื่อนำกลับไปทดลองปฏิบัติ

"อ่านชีวจิตมานานแล้ว อยากเข้ามารู้หลักการจริงๆ ที่ผ่านมา อาหารไม่เน้นเนื้อสัตว์ แต่ทานพวกปลาได้ ทานถั่วชดเชยโปรตีน เราก็ไม่แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็เลยอยากรู้หลักการเพื่อนำมาประยุกต์ใช้"

ส่วน ชุติมล และชลดา ขวัญบุศบงศ์ หรือแก้วตาและดวงใจฝาแฝดสาววัย 18 ปี ทั้งคู่บินตรงมาจากออสเตรเลียตามคำสั่งของแม่ ให้มาเข้าคอร์สชีวจิต ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกเป็นค่ายสุขภาพสปาร์ตัน บ้านชีวจิต อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นแบบแอดวานซ์แล้ว เน้นปฏิบัติและเน้นเรื่องสมาธิเป็นสำคัญ

แก้วตากับดวงใจมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานมาก ทำให้แม่เป็นห่วง โดยเฉพาะเมื่อทั้งคู่ต้องไปเรียนหนังสือต่างประเทศ ต้องจัดการเรื่องการกินอยู่ด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่จึงลงเอยแบบง่ายๆ คือ แฮมเบอร์เกอร์ และเมื่ออยู่ไกลสายตาแม่ ทั้งสองคนจึงดื่มน้ำอัดลมได้อย่างไม่ต้องเกรงใจใคร

"แม่บอกว่า อยากให้อยู่ด้วยกันนานๆ แม่คนเดียวที่เลี้ยงตากับใจ ตัวเขาเองพยายามดูแลสุขภาพตัวเองมากๆ ทั้งเรื่องอาหารและการออกกำลังกาย เพราะกลัวว่าถ้าเขาตายแล้ว ไม่มีใครเลี้ยงเรา ตอนนี้สุขภาพเขาดีแล้ว ก็เลยกลัวว่าตากับใจจะตาย" แก้วตากับดวงใจ ช่วยกันเล่าถึงเหตุผลที่ยอมเข้าคอร์สชีวจิต

แก้วตากับดวงใจเล่าว่า ตอนแรกไม่มีความรู้เกี่ยวกับชีวจิตเลย คิดว่าเป็นเรื่องของคนแก่ คงจะมีแต่คนแก่ๆ แต่เมื่อได้เข้ามาร่วมกิจกรรม ทั้งคู่พบว่าคนที่มาเข้าร่วมก็มีหลากหลาย บางคนเป็นคนป่วย บางคนก็สุขภาพดี และก็พบว่าทั้งคู่ไม่ได้อายุน้อยที่สุดในคอร์สอย่างที่คิด แต่ในครั้งนั้นมีเด็กอายุ 8 ขวบร่วมอยู่ด้วย

"เราจินตนาการไปอีกแบบหนึ่งค่ะ คิดว่าจะมีแต่คนแก่ๆ มานั่งรวมกัน แล้วคุยกันแต่ปัญหา แล้วก็กินแต่ผัก มันคงไม่มีอะไรสนุก แต่พอมาแล้ว ก็ซึ้งแล้วค่ะ ได้ความรู้โดยเฉพาะเรื่องอาหารว่าควรจะกินอยู่อย่างไรไม่ให้ป่วย เราก็ได้หลักคิดว่า เราต้องป้องกันก่อนที่จะเป็น คือไม่รอให้เป็นก่อน แล้วค่อยไปรักษา เพราะจากที่เรานั่งฟังตอนที่แลกเปลี่ยนกัน ก็พบว่า คนที่ป่วยเป็นมะเร็ง เขาก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะเป็น"

นอกจากตารางเวลาและกิจกรรมแบบชีวจิตแล้ว แก้วตาและดวงใจยังได้เรียนรู้จากวงเทเบิลทอล์กที่แต่ละคนจะผลัดเปลี่ยนกันพูด เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องสุขภาพ ทำให้หลายคนได้ข้อคิด

"ฟังแล้วก็กลัวนะ กลัวเป็นมะเร็ง เพราะรู้สึกว่า มันเป็นกันได้ง่ายๆ นะเนี่ย อย่างคนที่มาเข้าร่วมอบรม บางคนก็ดูแลสุขภาพมากๆ ทั้งเรื่องอาหารการกินและออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ยังเป็น ก็มานึกถึงตัวเองว่ากินทุกอย่างที่มันเสี่ยงๆ ก็สัญญากับตัวเองแล้วว่าจะเลิก เห็นอนาคตตัวเองนะ กลัวที่ต้องไปให้คีโม ฟังเขาเล่าก็น่าทรมาน คือเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองตอนนี้ง่ายกว่า" คู่แฝดสาว บอกอย่างนั้น

3.

คอร์สสุขภาพชีวจิต ระบุจุดประสงค์ไว้ว่า ไม่ได้จัดขึ้นมาเพื่อรักษาโรค แต่เพื่อให้คนได้เรียนรู้การดูแลสุขภาพเบื้องต้นด้วยวิถีชีวจิต ทั้งเรื่องทฤษฎีและได้ทดลองปฏิบัติ

วันแรกของการอบรมจะเน้นให้ผู้อบรมได้สัมผัสแนวทางดำเนินชีวิตอย่างชีวจิตเสียก่อน ทั้งเรื่องอาหารการกิน และการดีท็อกซ์ เมื่อผู้เข้าอบรมสบายตัวขึ้น จึงเพิ่งการบรรยายให้ข้อมูลเชิงทฤษฎี

อาจารย์สาทิส เล่าถึงจุดเริ่มต้นของคอร์สชีวจิตว่า หลักการใหญ่ๆ ของชีวจิต คือ เรื่องสุขภาพทั้งกายและใจ ชีว แปลว่าร่างกาย จิต ก็คือ จิตใจ สุขภาพดีก็ต้องทั้งกายและใจ และสุขภาพดีแบบชีวจิตนั้น ต้องรวมทั้งหมดของชีวิต

ก่อนจะปฏิบัติได้ ก็ต้องมีความรู้ ทั้งด้านการแพทย์และการบำบัดบางอย่าง ทั้งแบบการแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์ทางเลือก รวมถึงการบำบัดต่างๆ

อาจารย์สาทิสเริ่มจากการตั้งชมรม คนที่เข้าร่วมเป็นคนที่สนิทชิดเชื้อรู้จักกัน โดยให้เขาเริ่มปฏิบัติก่อน เพราะชีวจิตไม่ใช่เรื่องอยู่ๆ ให้กินยาตัวนี้ดี วิตามินตัวนี้ดี แต่ต้องเริ่มที่การปฏิบัติ

"เราก็ตั้งสูตรว่าสุขภาพดีอยู่ที่ Immun System เรียกภาษาไทยว่า ภูมิชีวิต ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับเรื่องยา แต่เป็นเรื่องปฏิบัติตัว การออกกำลังกายก็ใช่ การนอนก็ใช่ อาหารก็ใช่ ก็มีสูตรย่อยๆ ว่า 5 เล็ก คือ กิน นอน ทำงาน พักผ่อน ออกกำลังกาย เป็นพื้นฐานที่สำคัญของภูมิชีวิต" อาจาย์สาทิส บอกอย่างนั้น

Immun System ที่อาจารย์สาทิสให้ความหมายและความสำคัญไว้ ก็คือเป็นระบบป้องกันของร่างกาย ไม่ให้สารเคมีหรือสิ่งมีชีวิตซึ่งมีอันตรายและอยู่นอกร่างกายเข้ามาในร่างกายได้ ทำลายหรือไล่สิ่งที่มีอันตรายต่อร่างกายให้หมดไป

นอกเหนือจากเรื่องสุขภาพ ก็คือเรื่องวิถีชีวิต ชีวิตประจำวัน ก็มี 5 ใหญ่ ชีวิตที่เป็นไปตามธรรมชาติ เรียบง่าย พอดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รักใคร่กัน ชีวิตที่ต้องการความเป็นเลิศของสุขภาพกาย ถ้าคนสุขภาพใจ กายดี สังคมก็แข็งแรงด้วย

อาจารย์สาทิส เล่าว่า คนที่มาเข้าคอร์สสุขภาพชีวจิตแบ่งเป็นกลุ่มได้ว่า มีกลุ่มที่สุขภาพไม่ค่อยดี มีปัญหา กลุ่มเจ็บป่วยก็ต้องมีขั้นตอน หนักที่สุดที่มาก็มะเร็ง นอกนั้นก็เป็นภูมิแพ้ การจะมารักษาในคอร์สนั้น เป็นไปไม่ได้ ระยะเวลา 3 - 4 วัน แต่กระนั้นก็ตาม ถ้ามีพื้นฐานเรื่องสุขภาพก็สามารถสอนได้อย่างละเอียด แล้วมีกิจกรรมให้ปฏิบัติด้วยตัวเอง

ถ้ามีพื้นฐานในการสร้างสุขภาพที่ดีขึ้น จะป่วยหรือไม่ป่วย ก็นำไปปฏิบัติได้ผลในเรื่องสุขภาพ แต่เรื่องการรักษาพยาบาลก็ยาก อย่างน้อยที่สุดเราก็แนะนำการปฏิบัติตัว เพื่อช่วยให้โรคภัยไข้เจ็บดีขึ้น ถ้าต้องการถึงขั้นรักษา คงต้องไปคุยกันที่โรงพยาบาล"

ต้นตำรับชีวจิต เล่าถึงกลุ่มผู้เข้าอบรม กลุ่มแรกๆ เป็นมะเร็งทั้งนั้น ช่วงแรกๆ อาจยากลำบากในการทำกิจกรรม เพราะสุขภาพไม่ดีหรือเจ็บป่วยเพราะพฤติกรรมเขาผิด การกินผิด ชีวิตประจำวันผิด การเข้านอน การออกกำลังกายผิดหมด ก็ต้องมาแก้ตรงนี้ ต้องทำให้ถูก ซึ่งเป็นเรื่องยาก

"เรื่องของกินห้ามยาก บอกอย่าไปกินเลยของหวาน ของมัน ปาท่องโก๋ กาแฟถ้วยเดียว เขาไม่เชื่อหรอก ต่อให้มีผลทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ ก็ต้องให้เขามาลองปฏิบัติดู พอปฏิบัติดู ก็ไม่ต้องพูดแล้ว" อาจารย์สาทิส บอกว่าหลักชีวจิตต้องฝึกปฏิบัติ การอ่านอย่างเดียวไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้

ล้อมกรอบ

อยู่อย่างชีวจิต

สูตรย่อยๆ ว่า 5 เล็ก คือ กิน นอน ทำงาน พักผ่อน ออกกำลังกาย เป็นพื้นฐานที่สำคัญของภูมิชีวิต ยกตัวอย่าง เช่น การกินและการนอน

การกิน

ชีวจิตเป็นวิถีการดำรงชีวิตและการบริโภคที่เน้นความเป็นธรรมชาติ เน้นบริโภคพืชผัก ธัญพืชไม่ขัดสี ผักผลไม้สดตามฤดูกาล ไม่ผ่านการปรุงแต่งพืชหัวไม่ปอกเปลือก ดื่มน้ำสะอาดและชาสมุนไพรหรือน้ำผลไม้ งดเนื้อสัตว์ทุกชนิด ยกเว้นปลาและอาหารทะเลบริโภคได้เป็นครั้งคราว งดน้ำตาลฟอกขาว กะทิ นม และไข่

อาหารชีวจิต มีการแบ่งสัดส่วนของอาหารกลุ่มต่างๆ คือ

อาหารประเภทข้าว - แป้งไม่ขัดสี ร้อยละ 50 ในกลุ่มนี้นอกจากจะให้คาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นสารอาหารหลักแล้ว ยังให้ใยอาหาร วิตามินและแร่ธาตุมากกว่าการกินข้าวขัดสี

กลุ่มผัก มีการแนะนำให้กินผักในสัดส่วนร้อยละ 25 และเป็นผักสดกับผักสุกอย่างละครึ่ง

กลุ่มถั่ว ซึ่งให้โปรตีนเป็นหลัก ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วลิสง และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้อาหารในกลุ่มนี้แนะนำให้บริโภคในสัดส่วนร้อยละ 15

อาหารโปรตีนได้เสริมจากปลาและอาหารทะเล สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เป็นการเสริมคุณภาพโปรตีนที่ได้จากพืช และเป็นแหล่งไอโอดีนด้วย

อาหารอื่นๆ เช่น ผลไม้ เมล็ดพืช เช่น เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง งา แนะนำให้บริโภคร้อยละ 10 อาหารที่แนะนำให้งด ได้แก่ เนื้อสัตว์ (ยกเว้นปลา และอาหารทะเล) ไข่ นม เนย กะทิ ธัญพืชและแป้งขัดขาวทุกชนิดรวมถึงขนมหวานต่างๆ

การนอน

หลายสูตรสุขภาพที่แนะนำให้นอน 7 - 8 ชั่วโมง แต่ชีวจิตบอกว่า 5 ชั่วโมงคุณภาพก็เพียงพอแล้ว เพียงพอที่จะทำโกร๊ธ ฮอร์โมน (Growth Hormone) ทำงานเต็มที่ และช่วยเพิ่มภูมิชีวิต

วิธีหลับอย่างมีคุณภาพของอาจารย์สาทิส คือ การหลับไปพร้อมกับสมาธิ หลักการคือให้ตัดเรื่องที่กังวลใจทิ้งไปเสีย ตั้งสมาธิตามที่ถนัดกำหนดลมหายใจเข้าออกหรือนับไปเรื่อยๆ วิธีนี้จะทำให้เรื่องที่เคยเป็นกังวลอยู่ไม่ตามไปหลอกหลอนในความคิดความรู้สึก จะไม่ฝัน ตื่นขึ้นมาก็สดชื่น พร้อมเสมอกับวันใหม่ เมื่อจะนอนก็ขอให้ได้นอนจริงๆ เท่านั้นเอง


เรื่อง : รมณ รวยแสน
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://www.tarad.com/posop
Tell a Friend
ยีนบำบัด เทคโนโลยีรักษามะเร็ง
รหัสสินค้า: 000004
รายละเอียด:
สมัยก่อนเชื่อกันว่ามะเร็งเป็นโรคที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ เพียงแต่มีการสันนิษฐานกันว่าอาจจะเกิดขึ้นจากเนื้องอกแล้วมีการกลายเป็นเนื้อร้ายในภายหลัง หรือบางครั้งอาจจะเกิดจากการบาดเจ็บหรือเป็นแผลเรื้อรังรักษาไม่หายก็อาจจะทำให้กลายเป็นมะเร็งได้ แต่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ไขปริศนาของโรคมะเร็งได้แล้วว่า เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน

ก่อนอื่นหมออยากให้ทำความเข้าใจกันสักนิดหนึ่งว่า ร่างกายของมนุษย์ที่เห็นเป็นตัวตนนี้เกิดจากเซลล์จำนวนมากมาย ภายในเซลล์จะมี "ยีน" หรือข้อมูลพันธุกรรมที่เก็บคำสั่งผลิตโปรตีน สารสำคัญต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์

แต่ถ้ายีน หรือคลังคำสั่งข้อมูลสำคัญนี้อาจเกิดความผิดปกติ หรือที่เรียกว่ากลายพันธุ์ เนื่องมาจากมีส่วนประกอบของยีนบางส่วนขาดหายไป หรือเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หรือยีนมีการสร้างโปรตีนซึ่งเป็นผลิตผลที่เกิดจากการทำงานของยีนนั้นมากกว่าปกติ

ในปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้ตรวจหายีนที่มีความผิดปกติในเซลล์มะเร็งชนิดต่างๆ ได้หลายชนิดแล้ว เช่น การตรวจหาโปรตีนที่ยีนนั้นๆ ผลิตออกมา เรียกเทคนิคนี้ว่า Immunohistochemical study หรือ IHC วิธีการตรวจนี้จะพบว่าถ้ายีนใดมีความผิดปกติ ยีนนั้นจะสร้างโปรตีนมากกว่าปกติ เรียกว่า Overexpression

อีกวิธีหนึ่งคือการตรวจ DNA ซึ่งทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่มีความสำคัญและแม่นยำซึ่งทำให้สามารถทราบถึงลักษณะของความผิดปกติของยีน และบางครั้งสามารถบอกถึงการตอบสนองต่อการรักษาได้อีกด้วย เราเรียกเทคนิคนั้นว่า Molecularbiological study วิธีนี้สามารถตรวจยีนได้ละเอียดถึงระดับโครงสร้างโมเลกุลและส่วนประกอบของยีน

จากการศึกษาค้นคว้าวิจัยและเก็บข้อมูลพบว่า ในโรคมะเร็งต่างชนิดกันบางครั้งตรวจพบยีนที่มีความผิดปกติชนิดเดียวกัน แต่ในผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งชนิดเดียวกันอาจจะมียีนที่มีความผิดปกติแตกต่างกัน

ยกตัวอย่างเช่น ในผู้ป่วยมะเร็งปอดและมะเร็งที่ศีรษะและลำคอ (เช่นมะเร็งโพรงหลังจมูก มะเร็งหลอดอาหาร เป็นต้น) ซึ่งเป็นมะเร็งต่างชนิดกัน จะมียีนที่มีความผิดปกติที่ชื่อว่า EGFR แต่ถ้าทำการศึกษาอย่างละเอียดก็จะพบอีกว่าในโรคมะเร็งแต่ละชนิดและในผู้ป่วยแต่ละรายมีลักษณะของการผิดปกติและกลายพันธุ์ที่แตกต่างกัน

หรือในโรคมะเร็งเต้านม ผู้ป่วยบางรายมียีนที่ชื่อว่า HER2 มีการสร้างโปรตีนมากกว่าปกติ เรียกว่า HER2 Positive ซึ่งผู้ป่วยในกลุ่มนี้โรคจะมีความรุนแรง และไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบธรรมดา แต่ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมบางคนมียีน HER2 ปกติหรือ HER2 Negative ซึ่งมีความจำเป็นต่อการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา Herceptin

การตรวจหายีนที่มีความผิดปกติก่อนทำการรักษานั้นมีความสำคัญและมีความจำเป็นมากๆ เพราะยังไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แม้ถึงกระนั้นก็ตามเนื่องจากผู้ป่วยแต่ละรายจะมีความผิดปกติของยีนที่แตกต่างกัน การรักษาด้วยยาใหม่ๆ ที่เรียกกันว่า Targeted Therapy หรือ ยีนบำบัด เป็นการรักษาที่ตรงเป้าหมาย

ยาต่างๆ มีกลไกการออกฤทธิ์ที่เฉพาะเจาะจงต่อยีนที่มีความผิดปกติจำเพาะ ถ้าผู้ป่วยได้รับยาโดยที่ยีนนั้นๆ ไม่มีความผิดปกติ ก็จะทำให้การรักษาไม่ได้ผลเพราะไม่มีเป้าหมาย เป็นการสูญเสียทั้งทรัพย์สินเงินทอง สูญเสียยาที่เกิดจากความพยายามและตั้งใจในการศึกษาค้นคว้าวิจัย สูญเสียเวลาและที่สำคัญที่สุดคือโอกาสอันมีค่าของผู้ป่วย

ถึงแม้ว่าการตรวจหาความผิดปกติของยีนอาจจะทำได้ด้วยความยากลำบากและต้องใช้เวลา แต่การลงทุนสำหรับสิ่งนี้ก็คุ้มค่ากับผลตอบแทนที่ได้กลับมาคือผลการรักษาที่บางครั้งสามารถพลิกวิกฤติ และสร้างชีวิตใหม่ สร้างอนาคต และสร้างความหวังให้กับผู้ป่วยได้อย่างมากมายมหาศาลเลยทีเดียว
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://www.tarad.com/posop
Tell a Friend
กินอย่างไรให้ปลอดโรคอายุยืนยาว
รหัสสินค้า: 000005
รายละเอียด:
อยากมีชีวิตยืนยาวไม่ใช่เรื่องยาก ในงานแนะนำหนังสือชุด “กินอยู่อย่างไรให้ปลอดภัยโรค” ยังจัดสนทนาหัวข้อ “120 ปี ชะลอชรา...ตำราหมอเฉก” โดยผู้เขียนวัย 82 ปี นพ.เฉก ธนะสิริ ที่มาแฉไลฟ์สไตล์ได้อย่างออกรส เรียกเสียงหัวเราะในกลุ่มผู้ฟังส่วนใหญ่ วัยผมสีดอกเลา!! ณ อาคารนานมีบุ๊คส์ เมื่อเร็วๆนี้

นพ.เฉก ผู้ไม่เคยลาป่วย ไม่กินยาบำรุงและอาหารเสริมทุกชนิด ไม่มีโรค ประจำตัว เกริ่นถึงเรื่องการออก กำลังกายก่อนเป็นลำดับแรก ทั้งการว่ายน้ำ เดิน วิ่ง ขี่จักรยาน โยคะ สมาธิ ต่อเนื่องมาตั้งแต่เกษียณบางคนที่อายุมากอาจไม่ เคยออกกำลังกาย แต่หากเริ่มเสียแต่วันนี้ คงต้องใช้เวลา อย่าหักโหม ขอให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน เพื่อให้ร่างกายสูดออกซิเจนเข้าไป ถ่ายคาร์บอนไดออกไซด์หรืออนุมูลอิสระออกมา การเคลื่อนไหวร่างกายบ่อยๆ ทำให้ได้พลังชีวิต เวลาเหนื่อยหอบแฮ่ก กล้ามเนื้อหัวใจจะบีบปั๊มแข็งแรงมาก ควรให้พอดีกับอายุ แล้วจะดีต่อการสูบฉีดของหลอดเลือดที่มีความยาวทั้งเส้นเลือดเล็กกับเส้นเลือดใหญ่ ในร่างกายเทียบแล้วเท่า กับความยาววนรอบโลก 2 รอบ!! อันเป็นตัวส่งสารอาหารไปสู่เซลล์ต่างๆ แล้วเซลล์ที่สูงสุดคือเซลล์สมอง ถ้าไม่ออก กำลังกาย การสูบฉีดเลือดก็ไป ไม่ถึงสมอง

ส่วนการรับประทานอาหาร โดยส่วนตัวจะเน้นผลไม้ไทยเท่านั้น เพราะสด และมีวิตามิน แร่ธาตุมากมาย เพียงเท่านี้ก็ครบสารอาหาร 5 หมู่ และขอเน้นว่า ระหว่างการรับประทานอาหารไม่ควรดื่มน้ำ เพราะจะไปละลายน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ควรรอสักพักจากนั้นก็ดื่มน้ำเปล่าที่สะอาดให้ บ่อยและมากที่สุด เพื่อล้างพิษในร่างกาย สัตว์โลกมี 2 ประเภท คือสัตว์กินเนื้อที่ไม่มีกราม แต่มีเขี้ยว ลักษณะการดื่มน้ำจะใช้ลิ้นเลีย และเวลาออกลูกคราวละเป็นครอก ส่วนสัตว์กินพืช จะมีกรามแต่ไม่มีเขี้ยว ดื่มน้ำเป็นอึกใหญ่ มีลูกครั้งละเป็นตัว ฉะนั้นเราเป็นสัตว์กินพืชจึงต้องเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ควรกินในสิ่งที่เกินจำเป็น ประเภทโปรตีนก็รับประทานไข่ ปลาทู รักษาน้ำหนักและส่วนสูงให้สมดุลกัน

สุดท้ายว่าด้วยเรื่องจิตนิ่งเป็นจิตที่มีพลัง รักษาศีล 5 หมั่นปฏิบัติให้ดีที่สุด และไม่ว่าอายุเท่าไหร่ก็ควรปฏิบัติธรรม นั่งวิปัสสนากรรมฐาน แล้วจะเป็นประโยชน์ต่อครอบครัว ต่อสังคม ต่อประเทศชาติและต่อโลก ในทางพุทธศาสนาเรื่องกฎแห่งกรรมเป็นสิ่งสำคัญมาก ขอให้ออกกำลังกายสำคัญ อาหารสำคัญและความดีสำคัญ คนดีมีคุณธรรมเท่านั้นที่จะมีอายุยืนยาวครับ.

ข้อมูลจาก ไทยรัฐ

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://www.tarad.com/posop
Tell a Friend
มุมมองคลื่นใหม่-รักษา'ทางใจ'สำคัญเท่ากับทางกาย
รหัสสินค้า: 000006
รายละเอียด: "ในต่างประเทศไม่ได้มีวัดเหมือนบ้านเรา แต่เขามีจิตแพทย์เป็นเพื่อนคอยให้คำปรึกษา แต่ในสังคมไทยจิตแพทย์กลับกลายเป็นหมอที่ทุกคนไม่ต้องการเข้าใกล้มากที่สุด เพราะวันไหนบอกว่าไปหาจิตแพทย์ คนก็จะคิดว่าไอ้นี่มันบ้า อยากเปลี่ยนมุมมอง อยากให้ทุกคนรู้สึกว่าจิตแพทย์เป็นเพื่อน มองเราเป็นหมอรักษาเขาได้ โดยไม่จำเป็นต้องบ้า”

เมื่อเอ่ยถึง "จิตแพทย์" หรือหมอรักษาโรคจิต ในสังคมไทยแล้ว คงไม่ค่อยมีใครอยากเข้าหา คงเป็นเพราะผู้คนส่วนใหญ่ยังยึดติดกับความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า คนที่เข้าพบจิตแพทย์ต้องเป็น "คนบ้า" และด้วยเหตุนี้เองที่จุดประกายให้สาวน้อยหน้าใส "เอิ้น-พิยะดา หาชัยภูมิ" หรือจะเรียกขานอย่างเป็นทางการว่า พ.ญ.พิยะดา มีความปรารถนาอย่างยิ่งที่อยากให้คนทั่วไปมีมุมมองต่อคำว่า จิตแพทย์ แล้วแทนที่ความรู้สึกใหม่ด้วยคำว่า "เพื่อน"

นอกเหนือจากการก้าวเข้ามาสู่อาชีพ "คุณหมอ" ที่เพิ่งจบการศึกษามาหมาดๆ แล้ว สาวน้อยคนนี้ยังยึดอาชีพนักแต่งเพลงหารายได้เสริมตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นนักเรียนแพทย์อีกด้วย ซึ่งมีหลายเพลงที่ฮิตติดหู เช่น คำถาม, รักเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ, อยากบอกว่ารัก และรักคือรัก เป็นต้น ด้วยความสามารถและแนวคิดแบบคนรุ่นใหม่ "คม ชัด ลึก" จึงขอจับเข่าคุยกับคุณหมอคนเก่งกันหน่อย

อยากให้มอง"จิตแพทย์”เป็นเพื่อน

หมอเอิ้นในเสื้อชุดกาวด์นัดพูดคุยกับเราในช่วงเย็นที่ออฟฟิศของค่ายเพลงลักษ์มิวสิค ย่านทาวน์อินทาวน์ ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า เพิ่งเลิกงาน โดยตอนนี้จะช่วยราชการชั่วคราวที่โรงพยาบาลศรีธัญญาจนถึงเดือนมิถุนายน และกำลังมุ่งมั่นต่อยอดเรียนรู้ทางด้านจิตเวช เพื่อเป็นจิตแพทย์เต็มตัวในอีก 3 ปีข้างหน้า สำหรับการทำหน้าที่ศึกษาปัญหาด้านจิตเวชทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น โรคจิตเภท โรคซึมเศร้า การฆ่าตัวตาย

เธอมองว่า เท่าที่เห็นตอนนี้คนไทยเครียดมากขึ้น สังคมมีความหวาดระแวง เปลี่ยนจากความศรัทธาเป็นไม่ศรัทธา คือ เดิมคนจะหันหน้าเข้าหาวัดเพื่อทำจิตใจให้สงบ แต่ยุคนี้คนห่างวัดมากขึ้น คนเมืองมีโอกาสไปวัดน้อยลง หรือเมื่อเข้าไปแล้วยังคิดระแวงว่า จะได้บุญหรือไม่ และพระที่กราบไหว้อยู่เคร่งในศาสนาหรือเปล่า ส่งผลให้คนไม่รู้ว่าเมื่อเกิดความทุกข์ แล้วจะหาทางออกอย่างไร ปัญหาจึงเกิดขึ้นหลายอย่าง การทำงานแย่ลง ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็แย่ เมื่อพ่อมีปัญหา แม่มีปัญหา ส่งผลให้ลูกมีปัญหาด้วย

"ในต่างประเทศอาจไม่ได้มีวัดเหมือนบ้านเรา แต่เขามีจิตแพทย์เป็นเพื่อนให้คำปรึกษา แต่ในสังคมไทยจิตแพทย์กลับกลายเป็นหมอที่ทุกคนไม่ต้องการเข้าใกล้มากที่สุด เพราะว่าวันไหนบอกว่าไปหาจิตแพทย์ คนก็จะคิดว่าไอ้นี่มันบ้า เอิ้นจึงอยากเปลี่ยนมุมมองนี้ อยากให้ทุกคนรู้สึกว่าเราเป็นเพื่อน ให้ทุกคนมองเราเป็นหมอรักษาเขาได้ โดยไม่จำเป็นต้องบ้า”

เจ้าตัวขยายความว่า ปัจจุบันคนไทยเป็นบ้ากันมากขึ้น เพราะเก็บกด รู้ว่าตัวเองมีปัญหาแต่พยายามเก็บเอาไว้ อย่างคนที่อยู่ในโรงพยาบาลเรียกว่าเป็นโรคจิต แต่สำหรับคนที่อยู่ภายนอกเรียกว่า โรคประสาท ซึ่งเจ้าโรคประสาทนี้ต่อไปจะพัฒนาเป็นโรคจิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม แม้สังคมไทยทุกวันนี้จะเครียดมากขึ้น แต่ทุกปัญหามีทางออก โดยเฉพาะด้านสังคม ครอบครัว โดยทางออกที่ดีที่สุดคือ การหันมาสนใจสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว รักคนในครอบครัว แบ่งเบาความทุกข์กันภายในบ้าน

เธอเชื่อว่า สถาบันครอบครัวคือสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งปัจจุบันมีความพยายามที่จะปลูกฝังและสร้างสายใยภายในครอบครัวผ่านโครงการต่างๆ เพื่อให้เกิดความรักความผูกพัน ขณะที่ผู้คนในสมัยก่อนถูกจับให้แต่งงานแบบคลุมถุงชน หรือแต่งงานเพราะความเหมาะสม ทำให้เกิดปัญหาความไม่เข้าใจกัน หรือบางคู่ก็ไม่ได้รักกันด้วยซ้ำ จึงอาจเป็นปัญหาลูกโซ่ที่ถ่ายทอดมาคนอีกรุ่นหนึ่ง ต่างกับยุคสมัยนี้ ที่ผู้หญิงได้รับการสั่งสอน มีความรู้มากขึ้น สามารถเลือกที่จะวางแผนในการใช้ชีวิตครอบครัวได้ และผู้ชายก็ทำอะไรต่างๆ ร่วมกันกับผู้หญิงมากขึ้นเมื่อมีครอบครัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้คนรักกัน แม้จะเริ่มจากกลุ่มเล็กๆ แต่เมื่อขยายใหญ่ขึ้นต่อไปคนก็จะรักกันมากขึ้น

ยอมรับตัวเอง-หาข้อดีของปัญหา

เมื่อถามถึงชีวิตและครอบครัวของเธอ หมอเอิ้นบอกทันทีว่า รู้สึกโชคดีเหลือเกินที่เกิดมาในต่างจังหวัด ใกล้ชิดกับวัดมาตั้งแต่เด็กๆ โดยไปวัดเกือบทุกวันเสาร์และอาทิตย์ อีกทั้งบรรยากาศ สภาพแวดล้อมในชนบท ทำให้มีความศรัทธาในพุทธศาสนา ซึ่งเธอยังเคยไปบวชศึกษาพระธรรมอย่างจริงจังเป็นเวลา 1 สัปดาห์เต็ม และพบว่า นี่เป็นหนทางบำบัดจิตใจที่แท้จริง เพราะการที่คนเราจะมีความสุขหรือไม่นั้น อยู่ที่ใจของตัวเราเองทั้งสิ้น

“ทุกครั้งที่มีปัญหาเอิ้นจะหาข้อดีของปัญหา เพราะเชื่อว่าทุกเรื่องไม่มีอะไรที่แย่ไปหมดทุกอย่าง คือเมื่อเกิดเรื่องแย่ๆ ขึ้นแล้วก็จะต้องมีสิ่งดีๆ ขึ้นมา อย่างเมื่อตอนที่คุณพ่อเสีย ก็จะคิดเสียว่านี่คือโอกาสดีที่เอิ้นจะได้เป็นผู้ใหญ่ ซึ่งฟังดูแล้วเหมือนกับว่าดีใจหรือที่พ่อจากไป แต่ก็คิดว่าดีกว่าไปจมอยู่กับความสูญเสียและเก็บมาเป็นปมด้อยของตัวเอง ก็จะทำให้ชีวิตเราไม่ก้าวหน้า”

นอกจากนี้ เมื่อเพื่อน หรือคนใกล้ชิดเข้ามาปรึกษาปัญหา คุณหมอคนสวยบอกว่า ถือว่าเป็นการฝึกทักษะไปในตัว โดยพยายามที่จะหาข้อดีของปัญหาที่คนเหล่านั้นนำมาปรึกษาเช่นเดียวกัน เพราะคิดว่าการที่เกิดเรื่องบางอย่างกับเรา บางทีเรามองไม่เห็นแต่คนอื่นอาจจะมองเห็น ซึ่งเธอบอกว่า ไม่ได้หมายความว่าตัวเองเก่ง แต่ใครมาปรึกษาก็คิดเหมือนเล่นเกม ว่าจะทำอย่างไรให้เขารู้สึกสบายใจ และสิ่งที่จะช่วยเยียวยาจิตใจได้ คือ เวลา ความอดทน

สำหรับคนที่คิดว่าตัวเองมีปัญหา หรือมีปมด้อย หมอเอิ้นฝากบอกว่า เป็นเพราะส่วนใหญ่ยึดติดกับอดีต เมื่อผิดพลาดก็จำฝังใจ หรือนำมาเป็นปัญหา คิดว่าตัวเองมีปมด้อย จึงอยากให้ลองเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ อย่าอยู่กับอดีต ให้อยู่กับปัจจุบันและอนาคต โดยให้อดีตเป็นลายแทงอนาคต แล้วเมื่อนั้นชีวิตก็จะมีความสุขและก้าวหน้าไปเรื่อยๆ แม้อาจจะไม่รวดเร็วนัก แต่ก็เป็นการค่อยๆ เดินอย่างมั่นคง นอกจากนี้ ก็อย่าอายที่จะยอมรับตัวเอง การมีฐานะไม่เท่าเทียมคนอื่น มันไม่ใช่ปมด้อย และเราทุกคนสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้

เธอยกตัวอย่างชีวิตของตัวเองให้ฟังว่า เมื่อไม่มีเงินเหมือนเพื่อนก็บอกไปเลยว่าไม่มี เพราะมองว่าไม่ใช่ปมด้อย แต่หากไปโกหกเพื่อนว่ามีเงิน มันคงตลกกว่าและสร้างความเดือดร้อนให้ตัวเอง สู้ให้เขาเห็นตัวตนที่แท้จริงดีกว่า และการที่เราเป็นคนยอมรับความจริง ก็ทำให้เพื่อนๆ ช่วยกันหาทางทำให้เราสามารถไปไหนมาไหน รวมกลุ่มกับพวกเขาได้ ซึ่งเราก็ได้เห็นน้ำใจของเพื่อนๆ ด้วย อีกทั้งเราก็ได้เป็นตัวของตัวเองและเข้มแข็งขึ้นด้วย

"ดังนั้น จงอย่าอายที่จะบอกว่าฉันเป็นคนอย่างไร มีเงินเท่าไร หรือจะเป็นคนฉลาดหรือไม่ฉลาดก็ตาม แต่ถ้าวันไหนที่เราแกล้งว่าเราฉลาดแล้ว เราก็จะไม่มีวันชนะ เพราะทุกคนคิดว่าเรารู้แล้ว และเขาจะไม่บอกเรา ไม่แนะนำ ไม่สั่งสอน"

ใช้ดนตรีบำบัดรักษาผู้ป่วย

หมอเอิ้นเล่าย้อนถึงการตัดสินใจเลือกต่อยอดเรียนด้านจิตเวชว่า ส่วนหนึ่งมาจากการเข้ามาจับงานเพลงและเขียนเพลง ทำให้เห็นความสำคัญในอีกแง่มุมหนึ่งที่แตกต่างไปจากชีวิตนักศึกษาแพทย์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง นั่นก็คือ การรักษาคนทางกายกับการรักษาทางใจมีความสำคัญเท่ากัน เพราะหากคนมีความสุข สามารถกินได้นอนหลับ ก็จะทำให้สุขภาพร่างกายเขาดีตามไปด้วย

“รู้ตัวว่าอยากเป็นจิตแพทย์ตอนเรียนอยู่ประมาณปี 5 หรือปี 6 เพราะช่วงนั้นเรียนวนไปในสาขาต่างๆ ซึ่งจริงๆ แล้วเอิ้นเป็นคนที่รักเด็กมาก แต่คิดว่าหากเรียนเฉพาะด้านนี้อาจจะทำให้ต้องละทิ้งอะไรบางอย่างไปในชีวิต เพราะเมื่อเลือกแล้วต้องทุ่มเทให้มากขึ้น ขณะที่การเรียนด้านจิตเวชสามารถทำให้เราอยู่ตรงกลางและส่งเสริมกับงานเขียนเพลงได้ด้วย”

ด้วยพรสวรรค์ด้านงานดนตรีนี้ ทำให้คุณหมอหน้าใสมีแนวคิดที่จะนำความสามารถพิเศษของเธอไปรักษาผู้ป่วยด้วยวิธี "ดนตรีบำบัด" ซึ่งในเมืองไทยยังไม่มีแนวทางนี้ แต่ในต่างประเทศมีกันมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ดนตรีบำบัดความเจ็บปวด อาการซึมเศร้า โดยเธอขยายความว่า ถ้าใช้บำบัดเด็กออทิสติกก็จะมีหลักหรือวิธีการสอนโดยให้เด็กเล่นเปียโน เพื่อฝึกสมาธิให้เด็ก นอกจากนี้ ดนตรียังสามารถช่วยให้สร้างระเบียบในความคิดได้ เพื่อรักษาอาการของโรคซึมเศร้า เพราะดนตรีจะมีผลต่อการไหลเวียนของกระแสเลือดและสมองด้วย ซึ่งเธอได้นำแนวคิดดังกล่าวไปเป็นเหตุผลในการสัมภาษณ์ขอทุนเรียนต่อของกรมสุขภาพจิตอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม โดยเฉพาะตอนนี้เจ้าตัวบอกว่า คงต้องฝึกงานให้สำเร็จเป็นจิตแพทย์เสียก่อน ส่วนการเรียนขั้นต่อไปก็ถือเป็นอีกด้านหนึ่ง ส่วนงานเพลงนั้น ก็มีโครงการทำอัลบั้มของตัวเองต่อไป แต่ผลงานจะต้องเกิดประโยชน์มากกว่าที่ผ่านมา คือจะนำสิ่งที่เรียนมาประยุกต์ใช้กับน้องๆ เยาวชน สื่อสารให้ผู้ชายและผู้หญิงรู้จักกันมากขึ้น เพื่อเวลาที่มีความรักก็จะได้อยู่ด้วยกันอย่างเข้าใจ โดยจะนำมุมมองเหล่านี้มาจากหลักทฤษฎีที่เรียนมา เช่น ในธรรมชาติของผู้ชายจะมีฮอร์โมนอย่างหนึ่งที่ทำให้ชายมีลักษณะนิสัยอย่างไร ก็จะนำส่วนนี้มาเขียนเป็นเพลงให้มีความเข้าใจง่ายๆ ขณะที่ผู้หญิงมีฮอร์โมนของความเป็นแม่ จะทำให้ผู้หญิงเป็นอีกอย่าง

นอกจากนี้ สาวน้อยคนนี้กำลังจะมีคอลัมน์ในนิตยสารดีดีที โดยนำเรื่องราวของผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านจิตเวช หรือปัญหาของคนรอบข้างมาเขียนแนะนำ โดยอาจจะนำปัญหานั้น ไปปรึกษาอาจารย์ก่อนเพื่อมาแนะนำว่าเป็นอย่างไร รวมทั้งในแต่ละเดือนจะมีผลงานเพลงให้แก่เจ้าของเรื่องด้วย ซึ่งสิ่งที่กำลังอยากทำต่อไปคือ อยากจะทำงานศิลปะดีๆ มีประโยชน์และทำเงินได้ แต่ไม่ใช่ว่าอยากทำเงินเยอะๆ ให้เป็นงานศิลปะ

อย่าอยากเป็นเหมือนใคร

สำหรับน้องๆ ที่มีความใฝ่ฝันอยากเดิมตามแนวทางนี้ หมอเอิ้นแนะนำว่า อย่าอยากเป็นเหมือนใคร และสิ่งสำคัญคือ ให้เชื่อมั่นว่าตัวเราเองก็มีอะไรดีๆ เหมือนกัน ไม่ใช่แย่ไปหมดทุกอย่าง เจ้าตัวยกตัวอย่างว่า เธอไม่ใช่คนที่เก่งภาษาอังกฤษอาจจะมองเป็นจุดด้อย แต่สามารถเขียนเพลงได้ จึงนำคุณค่าตรงนี้มาใช้ ซึ่งถือว่าโชคดีที่สามารถค้นพบตัวเองได้เร็ว หรือวัยรุ่นสมัยนี้ที่มีความฝันอยากเป็นดารา นักร้อง นักดนตรี หรือนักแต่งเพลง เพราะพวกเขาสัมผัสกับอาชีพเหล่านี้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน แต่ต้องถามตัวเองก่อนว่า ต้องการมีอาชีพนี้เพราะอะไร หากคิดว่าเพราะได้เงินเยอะ ต้องกลับไปมองอีกว่า ตัวเองมีความสามารถเพียงพอที่จะทำได้หรือไม่

“อย่างเอิ้นเขียนเพลงมีคนถามว่านานแค่ไหน ซึ่งการเตรียมตัวสำหรับเป็นนักแต่งเพลงของเอิ้นนั้น เขียนมาทั้งชีวิต เพื่อเตรียมตัวเองให้พร้อม จนถึงวันหนึ่งบอกว่าพร้อมแล้ว ก็จะมีผลงานมาให้เขาดู ไม่ใช่ว่าเราอยากเป็น แต่เราไม่มีผลงานให้ดูเลย จึงบอกว่าไม่ใช่ว่าจะง่ายๆ และทุกวันนี้เอิ้นก็ยังต้องเรียนรู้การเขียนเพลง ซึ่งโลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาง่ายๆ อย่าแค่มองแล้วคิดว่าวันหนึ่งเราตื่นขึ้นมาแล้วได้อะไรมาตามต้องการ”

“เอิ้น" หรือ พ.ญ.พิยะดา หาชัยภูมิ

เป็นคน จ.เลย สาวน้อยวัย 26 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลรามาธิบดี พร้อมเรียนต่อยอดด้านจิตเวช เพื่อเป็นจิตแพทย์ ความภาคภูมิใจในชีวิตของเธอคือ การเป็นนักเรียนทุนพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นตัวแทนคนเดียวของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และความสามารถพิเศษทางด้านดนตรีไทย ทำให้สาวน้อยคนนี้ได้มีโอกาสเล่นจะเข้ร่วมกับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

นอกจากจะเป็นคุณหมอแล้ว "เอิ้น" ยังเป็นนักแต่งเพลงสังกัดค่ายเพลงลักษ์มิวสิค มีผลงานเพลงที่ได้รับความนิยมมากมาย เช่น เพลงเพื่อนรัก และขอโทษ ร้องโดย เอิน กัลยากร เพลงเจ็บซ้ำ ซ้ำ ของ "แอน" ธิติมา ประทุมทิพย์ เพลงคำถาม ของ "ทอฟฟี่" นิชาภา โพธิ์งาม และเพลงรักเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ แค่อยากมีรักจริง ของ "ลูกปัด" ชลนรรจ์ ลิ่มไทย นอกจากนี้ ยังมีเพลงประกอบละครนิราศสองภพทางช่อง 3 ละครฟ้าสวยเลนส์ใส ทางช่อง 7 ได้แก่ เพลงรักก็คือรัก โดย "แอน" ธิติมา เพลงเกลียดอย่างไหนได้อย่างนั้น โดย เสนาหอย และเพลงฤดูรัก ซึ่งประกอบภาพยนตร์เรื่อง season change ส่วนผลงานอัลบั้มล่าสุดก็คือ Behind the Songs และผลงานเขียนหนังสือ

จากความรักในงานทั้งสองแขนงนี้ ทำให้เจ้าตัวมีความตั้งใจที่จะเป็นทั้งคุณหมอและนักแต่งเพลงในเวลาเดียวกัน ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปได้ตามที่วางเป้าหมายไว้ ในอนาคตสาวน้อยคนนี้อาจจะเป็นจิตแพทย์หญิงด้านดนตรีบำบัดคนแรกของบ้านเราด้วย

อนัญชนา สาระคู
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://www.tarad.com/posop
Tell a Friend
กลวิธีคลายเครียด
รหัสสินค้า: 000007
รายละเอียด:

ความเครียดทางอารมณ์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกคนไม่มากก็น้อย ความเครียดอาจจะเกิดจากปฏิกิริยาในตัวเราเอง เช่น ปวดท้องอึขณะที่ขับรถติดในชั่วโมงเร่งด่วน หรือความเครียดที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น หุ้นตก สูญเสียเงิน ถูกโกงแชร์ เป็นนายกโดนปฎิวัติ ฯลฯ

ความเครียดขนาดน้อยๆ เป็นเรื่องปกติ ไม่มีปัญหา แต่อาจจะมีประโยชน์ที่ทำให้เราพยายามเอาชนะมัน ทำให้เรามีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย เช่น เครียดเพราะกลัวสอบเอ็นทรานซ์ไม่ได้จึงทำให้ขยันเรียน แต่ความเครียดถ้ามีขนาดมากก็มีผลเสียต่อสุขภาพ เช่น ความเครียดอาจจะทำให้ภูมิต้านทานโรคลดลง ทำให้เป็นหวัดง่าย เริมกำเริบ หรือในบางคนอาจจะเกิดโรคจู๋หมดน้ำยา หรือถึงขนาดฆ่าตัวตาย

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านความเครียด แนะนำหลักการลดความเครียดไว้หลายอย่าง

ขั้นแรกหาสาเหตุที่ก่อให้เกิดความเครียด เขาให้คำนิยามของสาเหตุความเครียดไว้ว่า “มันคือภาวะที่บีบคั้นที่เกินความสามารถของเราที่จะตอบสนองได้”

ความสามารถในการตอบสนองต่อความเครียดขึ้นกับพันธุกรรม บุคลิกภาพ ประสบการณ์ของชีวิตของเรา เช่น คนบางคนอาจจะเครียดเมื่อต้องขึ้นไปร้องเพลงบนเวที แต่บางคนชอบมากเนื่องจากมีพันธุกรรมหรือบุคลิกของความไม่ขี้อายชอบแสดงออก บางคนเข้าใกล้หมาแล้วเครียดมาก เนื่องจากมีประสบการณ์โดนหมากัดตอนที่ยังเด็ก

สาเหตุของความเครียดหลายอย่างมันเห็นได้เข้าใจได้เด่นชัด เช่น พ่อหรือแม่เสียชีวิต ลูกไม่สบาย แฟนเลิกร้าง กิ๊กเลิกรา หางานทำ ไม่ได้ ถูกไล่ออกจากงาน หาเงินไม่พอใช้ เป็นหนี้พนันบอล ฯลฯ แต่ความเครียดเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันก็ไม่ควรมองข้าม เช่น ต้องขับรถฝ่าจราจรไปส่งหรือรับลูกที่โรงเรียนทุกวัน เพื่อนร่วมงานนิสัยไม่ดี คอมฯ มีปัญหาแฮงค์บ่อยทำให้ต้นฉบับหาย น้ำมันราคาแพง ความเครียด เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ถ้าเป็นอยู่นานๆ ก็สามารถสร้างความเสียหาย ให้กับชีวิตร่างกายหรือสุขภาพของเราได้มาก เพราะมันกระตุ้นร่างกายเราให้หลั่งฮอร์โมนความเครียดตลอดเวลาทำให้เกิดโรคขึ้น เช่น ทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ แล้วตามมาด้วยอัมพาตอัมพฤกษ์

กลวิธีคลายเครียดที่ผู้รู้แนะนำไว้และคุณสามารถเลือกเอาไปใช้ได้มีหลายอย่างคือ

จดบันทึกประจำวัน
• จดบันทึกประจำวันสักหนึ่งสัปดาห์ ให้สังเกตดูว่าเหตุการณ์หรือสถานการณ์ใดที่เราตอบสนองทางกาย ใจ หรืออารมณ์ในทางลบ และให้จดวันเวลาของเหตุการณ์ไว้ด้วย เขียนบรรยายเหตุการณ์เอาไว้ย่อๆ เราอยู่ในเหตุการณ์ตรงไหน มีใครเกี่ยวข้องบ้าง อะไรเป็นสาเหตุของความเครียด และบรรยายถึงการตอบสนองของเราต่อความเครียดนั้นด้วย อาการทางกายของเราเป็นอย่างไร เช่น หัวใจเต้นแรง ใจสั่น เหงื่อแตก ความรู้สึกของเราเป็นอย่างไร เราพูดอะไร หรือทำอะไรลงไปบ้าง เสร็จแล้วให้คะแนนความเครียดของเราจาก 1 ถึง 5 (น้อยไปมาก)

• จดบันทึกรายการของสิ่งหรือสถานการณ์ต่างๆ ที่บีบคั้นเราให้ใช้เวลาและพลังงานกับมันในหนึ่งสัปดาห์ว่ามีอะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น การงานที่เราทำอยู่ งานอาสาสมัคร ขับรถพาลูกไปเรียนพิเศษ ดูแลพ่อหรือแม่ที่แก่เฒ่า เสร็จแล้วให้คะแนนความมากน้อยของความเครียดที่ เราประสบจาก 1 ถึง 5 เหมือนข้างบน

หลังจากนั้นเราก็มานั่งพิจารณาสิ่งที่เราจดบันทึกไว้ พิจารณาสิ่งที่เราคิดว่าทำให้เราเครียดมากๆ แล้วเลือกขึ้นมาอย่างหนึ่งเพื่อทำการวิเคราะห์โดยใช้เทคนิคที่ใช้แก้ปัญหาดังนี้
ี้
ปรับปรุงทักษะการใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทักษะนี้สามารถทำให้คุณเก่งในการแยกแยะเป้าหมาย และให้ความสำคัญก่อนหลัง ของสิ่งที่เราต้องทำซึ่งจะช่วยลดความเครียดในชีวิตได้ ให้ใช้ทักษะต่างๆ ดังต่อไปนี้ช่วยลด ความเครียด


สร้างความคาดหมายที่เป็นไปได้จริงและขีดเส้นตายให้กับงานที่เราจะทำและทำการตรวจสอบความก้าวหน้าเป็นประจำ


จัดระเบียบบนโต๊ะทำงาน กำจัดกระดาษที่ไม่มีความสลักสำคัญโดยการโยนมันทิ้งไป


เขียนรายการแม่บทของสิ่งที่เราต้องทำก่อนหลังประจำวันแล้วทำตามนั้น


ตลอดทั้งวันที่ทำงานหมั่นเช็ครายการ แม่บทที่เราทำไว้ ว่าเราได้ทำเสร็จไปตามลำดับก่อนหลังที่ตั้งใจไว้หรือเปล่า


หัดใช้สมุดนัดที่เขาเรียกว่าแพลนเนอร์เพื่อจดบันทึกสิ่งที่เราวางแผนจะทำล่วงหน้า เป็นวัน เป็นเดือน หรือเป็นปี หรือเขียนรายการแม่บทตามที่กล่าวข้างบนนั้นเป็นรายการที่ต้องทำก่อน-หลังประจำวัน ลงบนแพลนเนอร์ด้วย แล้วทำไปตามนั้น และทำการประเมินผลประจำวัน จะเกิดผลดี ไม่เกิดความยุ่งยาก สับสน ผิดนัด ใช้แพลนเนอร์เก็บเบอร์โทรศัพท์และที่อยู่ของคนสำคัญหรือลูกค้าเพื่อความสะดวกใน การค้นหาติดต่อ ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ผิดพลาดเสียเวลาน้อยลง มีเวลาทำงาน อย่างอื่นหรือรื่นเริงมากขึ้น


สำหรับการทำงานหรือโครงการที่มีความสำคัญมากให้กันเวลาที่ห้ามใครมารบกวนไว้ต่างหากเพื่อ การทำงานที่ต่อเนื่องและเป็น ความลับ

หลีกเลี่ยงความเบื่อหน่ายหมดไฟในการทำงาน
ถ้าคุณมีความรู้สึกหมดไฟ ไม่อยากทำงาน หรือเครียดมากเป็นเวลานานเป็นสัปดาห์ ความรู้สึกนี้จะมีผลต่อความสัมพันธ์ในทางอาชีพและในชีวิตส่วนตัวหรือในการทำมาหากินของคุณได้

ความอัดอั้นตันใจที่มากล้น ความรู้สึกเมินเฉยต่อการงาน ความหงุดหงิดรำคาญใจเป็นเวลายาวนาน ความขุนเคืองใจ และมีความโน้มเอียงที่จะโต้เถียงเป็นประจำ สิ่งเหล่านี้เป็นตัวชี้บ่งถึงอาการหมดไฟในการทำงาน ซึ่งจำเป็นต้อง ได้รับการจัดการเยียวยาให้มันดีขึ้น ผู้เชี่ยวชาญเขาแนะนำกลยุทธในการต่อสู้ดังนี้


ดูแลตัวเองให้สุขภาพดี กินอาหารให้ครบห้าหมู่ กินให้ครบทุกมื้อรวมทั้งอาหารเช้า กินในขนาดที่พอประมาณ (ไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม) นอนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอให้พอเหมาะสิ่งเหล่านี้จะทำให้ร่างกายของท่านแข็งแรง สามารถสู้กับความเครียดทางกายและใจได้ดี


สร้างสัมพันธไมตรีกับเพื่อนในที่ทำงานและนอกที่ทำงาน หาเพื่อนสนิทที่เราสามารถบ่นเรื่องคับข้องใจปรับทุกข์เรื่องการงานให้ฟังได้ ทำให้มีหนทางในการแก้ปัญหาที่ก่อความเครียดของเราได้ หลีกเลี่ยงการคบค้ากับคนที่เรามีความรู้สึกไม่ดี คนไม่จริงใจ ไม่เป็นกัลยาณมิตรเพราะจะยิ่งจะตอกย้ำความรู้สึกย่ำแย่ให้มากขึ้น ในมงคลสูตรก็กล่าวไว้ให้คบคนดี หลีกหนีคนพาล มองหากัลยาณมิตร


รู้จักลาพักผ่อน ลาพักร้อน วาเคชั่น บางคนอาจจะลาไปปฏิบัติธรรมฝึกวิปัสสนากรรมฐาน หรือปลีกวิเวก สำหรับคนที่ทำได้มันจะทำให้คลายเครียดลงได้มาก แน่นอน และสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ลาได้ไม่มากก็อาจจะมีการเบรคพักคลายเครียดชั่วครู่ในเวลาทำงานก็จะช่วยได้บ้าง


ในบางกรณีจำเป็นต้องฝึกการปฏิเสธ หัด “Say No” กับเพื่อนที่มาชวนไปทำโน่นทำนี้ที่ทำให้เราเครียด เช่น เป็นสาวเป็นแส้เที่ยวแร่ไปตามที่อโคจรไปนั่งตามผับตามบาร์ ดื่มเหล้าสูบยาซึ่งเป็นท่าทีเชิญชวนให้ หนุ่มเหน้าเข้ามาโอภาปราศรัยอยากได้ปลื้ม


หัดยับยั้งชั่งใจไม่โต้เถียงกับใครๆ โดยไม่เลือก พยายามใจเย็น มีสติ สัมปชัญญะ เถียงเฉพาะเรื่องที่มีความสลักสำคัญจริง (ไม่ใช่เรื่องทักษิณออกไป) แต่ที่ดีที่สุดคือหุบปากไม่เถียงกับใครเลย ทุกครั้งที่เถียงกันจะมีการหลั่งของฮอร์โมนความเครียดความดันเลือดพุ่งขึ้นทุกที


ทางออกของความเครียดที่ควรหัดมีไว้คือ การอ่านหนังสือที่เราชอบ ทำงานอดิเรกที่เรารัก ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาที่เราสนุก ทำให้รู้สึกชื่นมื่นเพราะเอนดอร์ฟิน (สารสร้างสุข) หลั่งออกมา


ถ้าสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่มีผลดีต่อคุณ ก็จำเป็นต้องหาที่พึ่ง เช่น เข้าหาปรึกษาพระที่เราเคารพนับถือ เอาธรรมะเข้าข่ม หรือใช้มืออาชีพอย่างนักจิตวิทยา หรือให้จิตแพทย์ช่วยก็จะดีที่สุด อย่าลืมว่าความเครียดอาจจะทำให้ถึงตายได้ อย่าปล่อยให้มันเรื้อรังนะครับ


พล.ต.ต.นพ.นริศ เจนวิริยะ ศัลยแพทย์
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://www.tarad.com/posop
Tell a Friend
ปรับชีวิตให้สมดุลทุก 10 ปี
รหัสสินค้า: 000008
รายละเอียด:

แม้ว่าชีวิตมนุษย์จะหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บหรือความเสื่อมของร่างกายไม่ได้ แต่สามารถปรับปรุงชีวิตให้อยู่อย่างมีความสุข โดยการหาวิธีรับมือกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องดูแล ภาพลักษณ์ภายนอกให้ดูดีพร้อมๆ กับการฟิตร่างกาย ให้พร้อมสำหรับสุขภาพในอนาคต

20-29 วัยแห่งการบั่นทอนสุขภาพ
เป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างชีวิตวัยเรียนและชีวิตการทำงาน สาวๆ วัยนี้จึงเต็มไปด้วยพลังงานและความกระตือรือร้นต่อ สิ่งแวดล้อมใหม่ๆ รอบตัว จึงไม่น่าแปลกที่การดำเนินชีวิตจะค่อนข้างสมบุกสมบัน เช่น การอ่านหนังสือเรียนจนดึกดื่น การทำงานอย่างเคร่งเครียดไม่มีเวลาพักผ่อน หรือแม้กระทั่งร่วมฉลองทุกสุดสัปดาห์กับเพื่อนๆ ด้วยการดื่มและท่องราตรี แม้จะได้เปรียบเรื่องอายุ ร่างกายฟื้นตัวเร็ว แต่หากยังคงใช้ชีวิตแบบสุดขั้วเป็นประจำ ก็อาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว ยกตัวอย่างเช่น


โรคอ้วน มีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดที่มีไขมันสูง เนื่องจากหาซื้อง่ายและสะดวกรวดเร็ว หรือการดื่มเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลมาก เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน โดยเฉพาะชาหรือกาแฟร้อน-เย็น ที่มีส่วนผสมของน้ำตาลและคาเฟอีน ซึ่งหากรับประทานมากกว่า 3 แก้วต่อวันมีผลต่อการดูดซึมของวิตามินและเกลือแร่

การปวดประจำเดือน มักเป็นอาการยอดนิยมของผู้หญิงวัยทำงาน การปวดประจำเดือนเกิดจากหลายสาเหตุตั้งแต่พันธุกรรม วิถีการดำเนินชีวิต ภาวะความเครียดและอาหาร แต่เราสามารถบรรเทาอาการปวดได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเบื้องต้น เช่น การงดดื่มชาและกาแฟ การออกกำลังกายเป็นประจำวันละ 30 นาทีประมาณ 5 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือเลือกรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี6 หรือน้ำมันอีฟนิ่งพรีมโรสก่อนเวลามีประจำเดือน เพื่อบรรเทาอาการปวด

รู้จักดูแลถนอมตับที่อาจทำงานหนักเกินไป โดยเฉพาะคนรับประทานอาหารที่มีรสเค็มและมีปริมาณไขมันสูง หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้และหันไปรับประทานผักผลไม้มากๆ แทน เพื่อเร่งการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย จากการวิจัยพบว่าการดื่มน้ำบีทรูทคั้นสดๆ จะทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นขึ้น เนื่องจากมีคุณสมบัติช่วยล้างพิษใน ร่างกายได้ดี

30-39 วัยแห่งการเตรียมพร้อมรับมือจากความเสื่อมต่างๆ
หากพูดถึงอายุเมื่อขึ้นเลข 3 หลายคนรู้สึกเขินหรือบ่ายเบี่ยงที่จะตอบทุกครั้งที่มีคนถาม อย่างไรก็ตามลักษณะภายนอกที่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาถือเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ถือว่าเป็นปัญหาสำคัญต่อสุขภาพหรือการดำเนินชีวิตเท่าไรนักหากเปรียบกับความแข็งแรงของร่างกาย ช่วงอายุนี้จึงควรเน้นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้นและออกกำลังกาย เพื่อฟื้นฟูอวัยวะ ต้านความเสื่อมจากภายในสู่ภายนอก


ป้องกันโรคกระดูกพรุนก่อนวัย ภาวะมวลกระดูกสูงสุด (peak bone mass) จะหยุดอยู่ช่วงอายุ 30-35 ปี หลังจากนั้นร่างกายจะรักษาระดับมวลกระดูกไว้คงที่ จนกระทั่งอายุมากขึ้น ร่างกายจะดึงเอาแคลเซียมจากกระดูกไปใช้ ทำให้กระดูกบางและแตกง่าย เป็นสาเหตุของโรคกระดูกพรุนในอนาคต ดังนั้นช่วงอายุดังกล่าวจึงไม่ยังไม่สายเกินไปที่จะสะสมแคลเซียมให้กระดูก โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก เช่น เต้าหู้ นม โยเกิร์ต ผักใบเขียว ปลากระป๋องหรือปลาซาร์ดีนที่รับประทานได้ทั้งกระดูกและผลไม้ต่างๆ

เพิ่มพลังเมตาโบลิสม เคยมีรายงานกล่าวว่าทุก 10 ปีที่อายุมากขึ้นน้ำหนักจะเพิ่มประมาณ 5 กิโลกรัม ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบเผาผลาญพลังงานของร่างกายลดประสิทธิภาพการทำงานลง ประกอบกับตนเองยังรับประทานอาหารปริมาณเท่าเดิมและมีวิถีชีวิตเหมือนเดิม ซึ่งหากยังไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตก็อาจเป็นสาเหตุของโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ฯลฯ ดังนั้นวิธีพื้นฐานในการเพิ่มประสิทธิภาพการเผาผลาญพลังงานคือ รับประทานคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนอย่างพอเหมาะ ลดปริมาณไขมันลง เพิ่มผักหรือผลไม้ในแต่ละมื้อให้มากขึ้น บางคนอาจลองรับประทานอาหารปริมาณครั้งละน้อยๆ แต่รับประทาน วันละหลายๆ มื้อ เพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร และป้องกันไม่ให้รับประทานอาหารจุบจิบระหว่างมื้อใหญ่ๆ

เพิ่มพลังให้ผิวสวย ไร้ริ้วรอย ผู้หญิงวัยนี้สามารถฟื้นฟูผิวให้ดูสดใส ไร้ริ้วรอยก่อนวัยด้วยการนอนหลับให้ได้วันละ 7-8 ชั่วโมง ประกอบกับรับประทานผลไม้และผักมากๆ โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามินอีมาก เช่น นม ไข่ ถั่ว ผักโขม มะเขือเทศ เป็นต้น รวมถึงการรับประทานน้ำ ให้ได้วันละ 7-8 แก้ว เพื่อเร่งกระบวนการสร้างเซลล์ใหม่ผลัดเซลล์เก่าภายในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการทาครีมบำรุงและครีม- กันแดด ควรหลีกเลี่ยงการเผชิญกับแสงแดดจ้า เพราะจะทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื่น แห้งกร้าน เป็นสาเหตุทำให้มีริ้วรอยก่อนวัย

40-49 วัยแห่งการปรับตัวเท่าทันโรค
ช่วงนี้ถือวัยที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการทำงานภายในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะหมดประจำเดือน (menopause) ซึ่งไม่ได้เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเท่านั้นแต่ยังมีผลกระทบต่ออารมณ์และจิตใจอีกด้วย


การรับมือจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เนื่องจากเมื่อเข้าสู่ภาวะหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะหยุดการทำงาน ทำให้มีผลต่อการทำงานของอวัยวะภายในต่างๆ เช่น ผิวแห้งและแพ้ง่าย เกิดอาการร้อนวูบวาบ ความดันโลหิตสูง ปวดหัวไมเกรนบ่อยๆ ช่องคลอดแห้งมีอาการคันและแสบ ภาวะนอนไม่หลับและโรคกระดูกพรุน ทั้งนี้เราสามารถรับมือกับโรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยการปรึกษาแพทย์ ขอคำแนะนำในการรับประทานฮอร์โมนทดแทนเพื่อบรรเทาอาการข้างต้น นอกจากนี้ยังต้องหมั่นออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ แต่ต้องมีใยอาหาร แคลเซียมมากๆ เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้กระดูกเสื่อมมากยิ่งขึ้น โดยการรับประทานอาหารที่มีไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งประกอบด้วยเอสโตรเจนจากธรรมชาติ เช่น ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ธัญพืชและผักผลไม้ต่างๆ เป็นต้น

รับมือกับภาวะอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลง เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำตำหนิเมื่อเจอผู้หญิงสูงวัยที่หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวนว่า “อยู่ในภาวะหมดประจำเดือน” ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ ถูกต้อง (ไม่นับนิสัยส่วนตัว) ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุกคนต้องเผชิญเมื่อถึงวัย แต่เราสามารถ ควบคุมและจัดการกับอารมณ์แปรปรวนหรือความเครียดนี้ได้ โดยการหากิจกรรมที่ผ่อนคลายจิตใจ เช่น ฟังเพลงเบาๆ ท่องเที่ยวกับครอบครัว พูดคุยปรึกษากับเพื่อน เป็นต้น และที่สำคัญควรงดสูบ-บุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ เนื่องจากจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลียมากขึ้น นอกจากนี้ยังต้องระวังโรคร้ายอื่นๆ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยการตรวจเช็คสุขภาพเป็นประจำทุกปี

50-59 วัยแห่งการปรับสมดุลชีวิตสู้โรคภัย
หลายคนในช่วงวัยนี้ประสบภาวะโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ฯลฯ ทั้งนี้แม้ว่าจะรู้อาการของโรคและวิธีการรักษา แต่ก็ยังต้องการความดูแลเอาใจใส่ต่อสุขภาพและการควบคุมไม่ให้โรคร้ายแรงขึ้นโดยไม่ประมาท พื้นฐานของการดูแลรักษาไม่ให้โรคกำเริบหรือเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ คือ การทำตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด การรับประทานอาหารและการออกกำลังกายที่เหมาะต่อโรคนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น


โรคเบาหวาน หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและไขมันสูง ควรเน้นผักและผลไม้ที่ไม่มีน้ำตาลมากและให้ใยอาหารสูง ไม่สวมเสื้อผ้าหรือใส่รองเท้าบีบรัดมากเกินไปและดูแลร่างกายไม่ให้เกิดบาดแผล โดยเฉพาะบริเวณเท้า หลังอาบน้ำตอนเย็นทุกวันให้ใช้กระจกส่องฝ่าเท้าเพื่อเช็คว่ามีแผลหรือไม่ หากตรวจพบว่ามีแผลให้รีบทำความสะอาดและเฝ้าระวังไม่ให้แผลลุกลาม หรือให้รีบไปพบแพทย์ทันที

โคเลสเตอรอลสูง หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง เช่น เครื่องในสัตว์ ส่วนหนังและไขมันสัตว์ รวมถึงอาหารทะเลต่างๆ ทั้งนี้สำหรับบางคนที่ต้องรับประทานยาที่แพทย์แนะนำก็ต้องหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ และหมั่นออกกำลังกายเพื่อช่วยการทำงานของระบบไหลเวียนเลือดให้ดียิ่งขึ้น

โรคไขข้อ พยายามควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินมาตรฐาน เพราะจะทำให้กระดูกและข้อแบกรับน้ำหนักมาก ทำให้อาการปวดยิ่งรุนแรงมากขึ้นและส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การเดิน การลุกนั่ง นอกจากนี้ควรออกกำลังกายเป็นประจำ เน้นประเภทที่ไม่กระเทือนข้อเข่า เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ รำไทเก็ก ชี่กง ฯลฯ


ดังนั้นผู้หญิงควรเอาใจใส่ดูแลความสวยงามและสุขภาพร่างกายไปพร้อมๆ กัน โดยเริ่มตั้งแต่ยังอายุน้อยๆ ทั้งนี้หากอายุมากคิดจะกลับไปสุขภาพดีเหมือนเดิมย่อมเป็นไปไม่ได้ เป็นสัจธรรมของธรรมชาติ อย่างไรก็ตามการดูแลตามสภาพของวัยอย่างเหมาะสมสามารถช่วยให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้นและมีความสุข

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://www.tarad.com/posop
Tell a Friend
สุขภาพดี ดูแลตัวเองแบบ'จีน'
รหัสสินค้า: 000009
รายละเอียด:

ในยุค "สุขภาพนิยม" ที่มีวิธีการดูแลสุขภาพหลากหลายแบบให้คนรักสุขภาพเลือกมาใช้ดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นชีวจิต โยคะ ซึ่งแต่ละวิธีก็มีการดูแลสุขภาพแตกต่างกันไป

สำหรับคนรักสุขภาพ ยังมีการดูแลตัวเองอีกวิธีหนึ่งที่ทำได้ง่าย เป็น "การดูแลตนเองแบบจีน" ที่ให้ความสำคัญกับร่างกาย จิตใจ ความสมดุล และความสวยงามจากภายในสู่ภายนอก (Body, Mind, Balance, Buauty) เป็นศาสตร์ง่ายๆ ที่ดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพร ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งป้องกัน บำรุง และเสริมสร้างภูมิต้านทานต่างๆ ให้แก่ร่างกาย

เริ่มต้นที่ร่างกาย (Body) เมนูบำรุงสุขภาพ ควรเป็นเมนูที่เต็มผลไม้และสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น องุ่น ส้ม ที่อุดมไปด้วยวิตามิน ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย ช่วยคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงาน และเห็ดหลินจือ หรือเห็ดเหมือนปี ที่ชาวจีนเชื่อกันว่าจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว และช่วยป้องกันโรคมะเร็ง

ต่อมาคือ "จิตใจ" (Mind) ร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากความเหนื่อยล้า จะนำมาซึ่งจิตใจที่สงบ สมองที่ปลอดโปร่ง ช่วยให้ความจำดี จะทำอะไรก็มีความสุข ผลไม้มหัศจรรย์ อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงสมอง อย่างโสม แป๊ะก๊วย บลูเบอรี่ ก็เป็นผลไม้ที่คนรักสุขภาพไม่น่าพลาด

ส่วน "ความสมดุล" (Balance) ความสมดุลของร่างกายและจิตใจตามหลักหยิน-หยาง จะนำมาซึ่งความสุขกายสบายใจ การรับประทานผลหม่อนที่มีความพิเศษตรงที่ช่วยระบายความร้อนในร่างกาย น้ำเสาวรสช่วยให้หลับสบาย ส้มช่วยระบบย่อยในร่างกาย จะช่วยให้สุขภาพดีทั้งกายและใจ

ปิดท้ายการดูแลตัวเองแบบจีนด้วย เรื่องความงาม (Buauty) เมื่อร่างกายแข็งแรง สมองปลอดโปร่ง ยิ่งมีผิวที่สดใสอมชมพูก็ยิ่งเสริมสร้างความมั่นใจให้ไม่น้อย "สตรอเบอรี่" ผลไม้แห่งความรัก ที่ประกอบไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี 1, 2 และเก๋ากี๊ จะช่วยบำรุงผิวพรรณได้ และช่วยบำรุงสายตาด้วย

เป็นการดูแลตัวเองอีกวิธีที่นำไปปฏิบัติตามได้ "ไม่ยาก"

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://www.tarad.com/posop
Tell a Friend
10 เคล็ดลับ การกินอาหารเพื่อสุขภาพ
รหัสสินค้า: 000010
รายละเอียด:

ในแต่ละวันเราจำเป็นต้องกินอาหารเข้าไปมากมายเหลือเกิน มีคำแนะนำจากหลายสำนักให้กินนั่น ห้ามกินนี่จนไม่รู้จะเชื่อใครดี วันนี้เรามีเคล็ดลับง่ายๆ ของการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุด ต่อสุขภาพอย่างเต็มที่มาฝากค่ะ



1.กินอาหารเช้า
เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อสภาพจิตใจ และพลังชีวิตของคุณไปตลอดทั้งวัน การกินอาหารเช้า ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยให้การเผาผลาญพลังงานดีขึ้น ทำให้คุณกินอาหารในมื้ออื่นๆ น้อยลง



2. เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร
ยอมจ่ายแพงสักนิดใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิม ที่คุณเคยใช้ดีกว่า เพราะไม่มีไขมันที่เป็นโทษต่อร่างกาย และมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี



3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น
คนเราควรดื่มน้ำวันละสองลิตรเป็นอย่างน้อย เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้คุณสดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว




4. เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก
ด้วยการดื่มนม กินปลาตัวเล็กทั้งตัวทั้งก้าง เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว เพราะแคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็น ที่จะเสริมสร้างความแข็งแรง ให้กับกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้ระบบประสาททำงานได้เต็มประสิทธิภาพ



5. บอกลาขนม ของจุกจิก
ตัดของโปรดประเภทโดนัท คุกกี้ เค้กหน้าครีมหนานุ่ม ออกจากชีวิตบ้าง แล้วหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทนวิตามิน และกากใยในผลไม้ มีประโยชน์กว่าไขมัน และน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ




6. สร้างความคุ้นเคย กับการกินธัญพืชและข้าวกล้อง
เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่างและลูกเดือย รวมทั้งข้าวกล้องที่เคยคิดว่าเป็นอาหารนก ได้มีการศึกษาและค้นคว้าแล้ว พบว่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ถึงหนึ่งในสามเลยทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุล




7. ได้เวลาน้ำชาแล้ว
ทั้งชาดำ ชาเขียว ชาอู่ล่ง หรือเอิร์ลเกรย์ ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การดื่มชาวันละ 1 ถึง 3 แก้ว ช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 30%




8. กินให้ครบทุกสิ่งที่ธรรมชาติมี
หมายความว่า คุณต้องพยายามรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากสี เป็นต้นว่าสีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียว บร็อคคอลลี สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับ การกินอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณด้วยแหล่ะ




9. เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรักปลา
การกินปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ได้ทั้งความฉลาดและแข็งแรง เพราะปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีน ที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และบำรุงเซลล์สมอง ทั้งยังมีไขมันน้อย อร่อยย่อยง่าย เหมาะสำหรับ คนที่ต้องการหุ่นเพรียวลมเป็นที่สุด




10. กินถั่วให้เป็นนิสัย
ทำให้ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คุณต้องกินทุกวัน วันละสักสองช้อน ไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว หรือว่าของว่างก็ทั้งโปรตีนวิตามิน และแร่ธาตุสำคัญๆ หลายชนิด ต่างพากันไปชุมนุมอยู่ในถั่วเหล่านี้ ควรกินถั่วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรกินครั้งละมากๆ เพราะมีแคลอรี่สูง อาจทำให้อ้วนได้

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://www.tarad.com/posop
Tell a Friend
เลือกกิน 'เสริมอาหาร' อย่างไร ?
รหัสสินค้า: 000011
รายละเอียด: เรื่องราวของการรักตัวเอง รักสุขภาพก็ยังเป็นเรื่องที่พูดกันได้ไม่จบสิ้น เห็นได้จากปัจจุบันที่มีคนให้ความสนใจในเรื่องของการออกกำลังกาย รวมไปถึงการใส่ใจในเรื่องอาหารการกิน

แต่ใครจะสามารถตอบได้ว่า อาหารที่เรารับประทานเข้าไปในทุกมื้ออาหาร ร่างกายจะสามารถรับสารอาหารได้อย่างครบถ้วน

ด้วยภาวะความเป็นอยู่ รวมไปถึงการเลือกชนิดอาหาร และกรรมวิธีการปรุงล้วนแต่มีผลที่ทำใหคุณภาพุสูญหายไป ดังนั้นผลิตภัณฑ์ "เสริมอาหาร" จึงเป็นอีกทางเลือกยอดนิยมของคนอยากแข็งแรง

แล้วผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคืออะไร ?

ในทางโภชนาการนั้นจัดว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไม่ใช่ยา แต่เป็นโภชนาการทางเลือกประเภทหนึ่งที่ถูกผลิตขึ้นจากพืชสมุนไพร จากเอนไซม์ ชิ้นส่วนเนื้อเยื่อ หรือเอนไซม์ที่ได้จากสัตว์ ซึ่งจัดทำขึ้นในรูปแบบของ "วิตามิน" และ "แร่ธาตุ" และผลิตภัณฑ์เสริมอื่นๆ

กลุ่มของวิตามินถูกแบ่งออกเป็น 2 ชนิด นั่นคือ "วิตามินที่ละลาย น้ำได้" จะสามารถอยู่ในร่างกายได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ จึงไม่เกิดการสะสมในร่างกาย อาทิ วิตามินบีและซี แต่การที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากวิตามินจำพวกนี้ ควรรับประทานอย่างต่อเนื่องในปริมาณที่เพียงพอ

ขณะที่ "วิตามินที่ละลายในไขมัน" สามารถสะสมและอยู่ในร่างกายได้ยาวนาน โดยอาจสะสมไว้ที่เนื้อเยื่อไขมัน อาทิ วิตามินเอ, ดี, อี และเค หากรับประทานเกินขนาดหรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานอาจเกิดโทษได้ ดังนั้นจึงควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรก่อน

ในกลุ่มของแร่ธาตุก็ถูกแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ "แร่ธาตุที่ร่างกายต้องการในปริมาณสูง" อย่าง แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม และ "แร่ธาตุที่ร่างกายต้องการในปริมาณต่ำแต่จำเป็นอย่างยิ่งหรือขาดไม่ได้" อย่าง โครเมียม ทองแดง ฟลูออไรด์ ไอโอดีน เหล็ก แมงกานีส โมลิปดินัม ซีลีเนียม สังกะสี ฯลฯ

ในส่วนของผลิตภัณฑ์อื่นๆ นั้น ถูกผลิตขึ้นมากมาย ทั้งในรูปแบบของน้ำมันปลา, โสม, สารสกัดจากเมล็ดองุ่น, อัลฟาไลโปอิกแอซิด, เวย์โปรตีน, คลอโรฟิลล์, แอปเปิลไซเดอร์, น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส, สารสกัดจากสนฝรั่งเศส, อัลฟาลฟา, สาหร่ายสไปรูลิน่า สาหร่ายเคลป์, บิลเบอร์รี่, อัลเดอร์เบอร์รี่, โคเอนไซม์ คิว 10 ฯลฯ

ส่วนการเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารให้ถูกต้องนั้น ภก.อินเดอร์

ยีตซิงห์ บัดติยา ศูนย์รวมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจีเอ็นซีให้คำแนะนำว่า ควรเริ่มต้นจากการสำรวจตนเองก่อนว่าอยู่ในเพศและวัยที่ต้องดูแลสุขภาพมากน้อยแค่ไหน คนในครอบครัวมีโรคทางพันธุกรรมบ้างหรือไม่ เช่น เบาหวาน, โรคหัวใจ ฯลฯ และควรสำรวจดูการดำเนินชีวิตของตัวเองในแต่ละวันว่าเป็นอย่างไร ทำงานหนักหรือไม่ ออกกำลังกายหรือเปล่า รับประทานอาหารอย่างไร และต้องการเสริมสร้างในส่วนไหนบ้าง แล้วจึงไปศึกษาหาความรู้ในเรื่องผลิตภัณฑ์นั้นๆ ซึ่งอาจจะปรึกษาผู้รู้ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ เภสัชกร หรือโภชนากรก็ได้

สิ่งสำคัญคือ ก่อนการบริโภคในครั้งแรก ต้องศึกษารายละเอียดบนฉลากให้ดีก่อน โดยเฉพาะขนาดรับประทานและคำเตือนต่างๆ ไม่ควรเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ไม่รู้ว่าคืออะไร ใช้อย่างไร มีส่วนประกอบอะไรบ้าง เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐานหรือไม่ รวมไปถึงการรับประกันทั้งด้านคุณภาพและสรรพคุณเมื่อเกิดปัญหาด้านผลิตภัณฑ์ ผู้จำหน่ายจะต้องรับเปลี่ยนหรือคืนสินค้าได้อย่างเป็นระบบ

ทางที่ดีที่สุดดูด้วยว่ามี "อย." กำกับอยู่หรือไม่ เพราะตราเล็กๆ นั้น เสมือนกับเป็นยันต์ป้องกันความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่งแล้ว !!


คอลัมน์ วาไรตี้เฮลท์
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://www.tarad.com/inknowvate/webboard.php?id=472569&cat_w=4678&lang=th
Tell a Friend
กินไม่ให้เป็นมะเร็ง
รหัสสินค้า: 000012
รายละเอียด:

พฤติกรรมการบริโภคเป็นตัวแปรที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็ง สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ให้ข้อมูลไว้ว่าการปฏิบัติตนให้มีพฤติกรรมที่เหมาะสม และการบริโภคที่เหมาะสมจะสามารถป้องกันมะเร็งได้ 30-40% ของโรคมะเร็งทั้งหมด ซึ่งจะลดจำนวนผู้ป่วยได้ 3-4 ล้านคนต่อปีและยังสามารถป้องกันโรคอื่น ๆ ได้อีก เช่น โรคหัวใจโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ฯลฯ...และนี่คือพฤติกรรมการบริโภคที่ถูกต้องค่ะ


กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสมกับวัย โดยกินอาหารให้หลากหลาย อย่ากินอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งมากเป็นประจำ เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ และหลีกเลี่ยงการสะสมสารพิษจากอาหาร


เลือกกินอาหารที่ประกอบด้วยธัญพืช เช่น เมล็ดถั่วต่าง ๆ งา ข้าวโพด ข้าวกล้อง มันฝรั่ง มันเทศ


กินพืชผักผลไม้สดให้มากเป็นประจำตามฤดูกาลโดยควรกินให้ได้อย่างน้อยวันละ 500 กรัม หรือมากกว่าครึ่งของปริมาณอาหารที่กิน จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งได้ 20% หรือมากกว่า


กินอาหารที่มีไขมันต่ำ ในผู้ใหญ่ ผู้ชายควรได้พลังงานวันละ 2,000 แคลอรี ผู้หญิง 1,600 แคลอรีและได้รับไขมันไม่เกิน 25-30%ของปริมาณพลังงานทั้งหมดต่อวัน


กินอาหารที่เค็มน้อย และหวานน้อย โดยเกลือต้องไม่เกิน 1 ช้อนชา หรือ 6 กรัม ในอาหารทั้งหมดของแต่ละวัน และควรกินน้ำตาลไม่เกิน 3 ช้อนโต๊ะต่อวัน


อาหารหลายชนิดต่อไปนี้มีสารก่อมะเร็ง ควรกินให้น้อยลง


อาหารจากเนื้อสัตว์ ปิ้ง ย่าง รมควัน ควรห่อด้วยกระดาษอะลูมิเนียม จะช่วยลดสารก่อมะเร็ง และไม่ควรกินในส่วนที่ไหมเกรียม ถ้าให้ดีควรใช้วิธีต้ม นึ่ง อบ หรือใช้ไมโครเวฟ


อาหารหมัก ดองเค็ม และเนื้อสัตว์ตากแห้งที่ใส่ดินประสิว (โปแตสเซียมไนเตรท) และสารไนไตรท์สามารถเปลี่ยนเป็นสารไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในร่างกายได้ จึงควรกินอาหารเหล่านี้ให้น้อยลง วิตามินซีสามารถป้องกันการเกิดสารไนโตรซามีนในร่างกายได้จึงควรกินผักสดร่วมกับอาหารประเภทนี้


อาหารที่มีเชื้อราขึ้น อาจมีสารพิษอัลฟาทอกซินทำให้เกิดโรคมะเร็งตับ


ในท้องถิ่นที่มีการระบาดของพยาธิใบไม้ในตับไม่ควรกินปลาสุก ๆ ดิบ ๆ (ลาบปลา ก้อยปลา) ที่ทำมาจากปลาในตระกูลปลาตะเพียน หรือปลาน้ำจืดที่มีเกล็ด


ถ้ากินเนื้อสัตว์สีแดง เช่น เนื้อวัว เนื้อหมูในปริมาณที่มากเป็นเวลานาน จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งไม่ควรกินเกิน 80 กรัมต่อวัน


สุขภาพดีขึ้นอยู่กับการบริโภคของคุณค่ะ...

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: http://www.tarad.com/posop
Tell a Friend
ศาสตร์ใหม่แห่งการรักษา
รหัสสินค้า: 000013
รายละเอียด:

ในชีวิตประจำวัน เราใช้จิตสำนึกเพียง 5-7% เพื่อการดำเนินชีวิต แต่อีกประมาณ 93% ของจิตใต้สำนึก กลับเป็นแรงผลักดันให้เราทำกิจกรรมต่างๆ โดยที่ไม่รู้ตัว ก่อเกิดพฤติกรรมทั้งบวกและลบ...

จิตใจคนเราแบ่งได้ 3 ระดับ ตามการรับรู้ ได้แก่

จิตสำนึก (Consciousness) คือ จิตใจระดับเหตุผล ทำให้เกิดการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมต่างๆ โดยเลือกแล้วว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร

จิตก่อนสำนึก (Preconscious) คือ ส่วนหนึ่งของจิตใจที่ไม่ได้นึกถึง แต่หากพยายามนึกขึ้นมา ก็สามารถนึกออกมาได้ เช่นการนึกถึงเหตุการณ์บางอย่างในอดีต

จิตใต้สำนึก (Subconsciousness) คือ จิตใจที่อยู่เหนือเหตุผล ซึ่งรับข้อมูลจากประสบการณ์ และจดจำทั้งเรื่องดีและไม่ดีไว้ในใจ เกิดเป็นนิสัยและลักษณะของแต่ละคน ทำอะไรโดยอัตโนมัติไม่ต้องนึกคิด

เนื่องจากจิตใต้สำนึกเป็นแรงผลักดันให้เกิดพฤติกรรมบางอย่างโดยที่ไม่รู้ตัว การแก้ปัญหาบางอย่างจึงต้องแก้จากจิตใต้สำนึก โดยแก้ไขด้วยการป้อนข้อมูลใหม่ให้จิตใต้สำนึก เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้นๆ วิธีการหนึ่งคือ การสะกดจิต

สะกดจิตบำบัด : ทางเลือกเพื่อแก้ไขพฤติกรรม
สะกดจิตบำบัด (Hypnotherapy) เป็นวิธีช่วยให้สุขภาพของผู้ป่วยดีขึ้น ด้วยการสะกดจิตให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจ เหมาะกับผู้ที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่สำเร็จ จึงใช้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษา เพราะพฤติกรรมบางอย่างที่แก้ไขไม่หายอาจเกิดจากจิตใต้สำนึกสั่งให้ทำพฤติกรรมนั้น

มีงานวิจัยพบว่า การสะกดจิตช่วยรักษาและบรรเทาโรคต่างๆ ได้มากมาย เช่น โรคผิวหนัง ไมเกรน แผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้ระคายเคือง ปัญหาทางจิต ความเครียด ช่วยสร้างความมั่นใจ ฯลฯ เมื่อสะกดจิตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเทคนิคการสะกดจิตมีหลายวิธี เช่น พูดชักจูงโดยตรง เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมและได้ผลดี โดยเสียงพูดต้องเป็นเสียงเรียบๆ เบาๆ ทิ้งจังหวะ ทำให้ผู้ถูกสะกดเคลิ้มและคล้อยตามง่าย โดยใช้คำพูดที่มีความหมาย ใช้ภาษาสุภาพแต่หนักแน่น แฝงด้วยอำนาจ สั่งซ้ำบ่อยๆ ในบรรยากาศเงียบสงบ และผู้สะกดต้องเป็นผู้ที่บุคลิกภาพดี อุปนิสัยน่าเชื่อถือ น่าไว้วางใจและสบายใจที่จะอยู่ด้วย

ขั้นตอนการสะกดจิตเริ่มจากนักบำบัด (แพทย์หรือนักจิตวิทยา) จะพูดคุยกับคนไข้ (ผู้ถูกสะกด) ว่ามีความเหมาะสมที่จะรักษาด้วยนี้หรือไม่ เช่น ประวัติโดยละเอียด อาการเจ็บป่วย ความเข้าใจและความสามารถในการทำตามขั้นตอนการสะกดจิต ฯลฯ หากมีความเหมาะสมจึงเข้าสู่ขั้นตอนการรักษา คือการสร้างความคุ้นเคยระหว่างผู้รักษาและผู้บำบัด และนัดครั้งต่อไปจึงเริ่มขั้นตอนการสะกดจิต ด้วยการให้คุณนั่งหรือนอนในท่าที่สบาย แล้วสะกดให้เข้าสู่ภวังค์ด้วยความเงียบ และคำสั่งซ้ำๆ จนเข้าสู่ภวังค์เต็มที่

นักบำบัดจะแนะนำ (สะกดจิต) มีทั้งการสั่งจิตใต้สำนึกให้เลิกทำพฤติกรรมบางอย่าง เช่นให้รู้สึกนึกคิดเกลียดบุหรี่ (ใช้ประกอบกับการรักษาวิธีอื่น) สะกดจิตให้เกลียดอาหารเลี่ยน หวาน มัน (โดยออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย) สะกดจิตย้อนไปดูเหตุการณ์ในอดีตเพื่อหาสาเหตุของพฤติกรรม เช่น อาการติดอ่าง กัดเล็บ หรือไม่กล้าพูดต่อหน้าคนมากๆ ว่าเกิดจากอะไร แล้วจึงสั่งจิตให้ลืมเหตุการณ์หรือพฤติกรรมที่ฝังใจในอดีตนั้นให้จางหายไป

โดยขั้นตอนการสะกดจิตใช้เวลา 30 - 60 นาที ซึ่งคนไข้บางคนอาจสะกดจิตสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก แต่บางคนอาจต้องสะกดจิตซ้ำ 2-3 ครั้งจึงประสบความสำเร็จ ซึ่งแพทย์จะติดตามผลเป็นระยะว่าการสะกดจิตนั้นได้ผลมากน้อยเพียงใด และแพทย์อาจสอนวิธีสะกดจิตตนเองให้คนไข้ เพื่อให้การสะกดจิตมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น (ในกรณีที่รักษาโรค บรรเทาอาการเจ็บป่วย ติดสารเสพติด ต้องให้แพทย์ จิตแพทย์และนักจิตวิทยา เป็นผู้แนะนำวิธีการสะกดจิตตนเองให้ แต่การสะกดจิตเพื่อสร้างความมั่นใจหรือสร้างอารมณ์ดี สร้างสุขภาพดี สามารถทำได้ด้วยตนเอง)

ประสิทธิภาพของการสะกดจิตจะขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย คือ ผู้สะกด ต้องเป็นจิตแพทย์ นักจิตวิทยา ผู้ผ่านการศึกษาและมีประสบการณ์ในการสะกดจิตเป็นอย่างดี ผู้ถูกสะกด ต้องให้ความร่วมมือในการรักษา ไม่ขัดขืน ต่อต้าน มีความสามารถรับและปฏิบัติตามคำสั่งจากผู้สะกดได้ ปัญหาที่บำบัด ต้องรักษาอย่างถูกจุด เช่นติดบุหรี่เพราะความเครียด แต่รักษาด้วยการสะกดจิตเพื่อเลิกบุหรี่ ซึ่งอาจทำให้เลิกบุหรี่ได้แต่ไปติดสุราแทนเพราะยังมีความเครียดอยู่ ดังนั้นการรักษาจึงต้องวิเคราะห์ปัจจัยอย่างรอบด้านก่อนที่ทำการรักษาเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง

สะกดจิตตนเอง สร้างสุขง่ายๆ
การสะกดจิตตนเองให้มองด้านดี เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้อารมณ์ดี มีสุขภาพจิตดี หรือแก้ปัญหาต่างๆ ได้ดีขึ้น ซึ่งคุณอาจฝึกสะกดจิตตนเองให้นึกถึงเรื่องดีๆ ได้โดย


เลือกสถานที่ที่สงบ ไม่มีเสียงรบกวน เตรียมความคิดหรือคำพูดดีๆ ที่ต้องการสะกดตนเอง

หายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ กลั้นไว้ 2-3 วินาที ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ บอกตนเอง "จงผ่อนคลาย" ทำซ้ำ 3-4 ครั้ง

รวบรวมสมาธิดูจุดใดจุดหนึ่งบนผนัง หรือกำแพง

บอกตนเองว่ากำลังหายใจแบบพิเศษ 3 ครั้ง ครั้งแรกเพื่อผ่อนคลาย ครั้งที่สองเพื่อเตรียมเข้าสู่ภาวะสะกดจิต ครั้งที่สามเพื่อเข้าสู่ภาวะสะกดจิต

ปล่อยความเครียดออก พร้อมหายใจอย่างเป็นระบบ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ตั้งแต่ปลายกล้ามเนื้อแขน ขา ถึงศีรษะ

ใช้จินตนาการถึงบันได 10 ขั้น ที่พาไปสู่ที่พิเศษ เช่นท้องฟ้า ภูเขา ทะเล นับ 10 -1 เหมือนกำลังเดินลงบันไดไปสู่สถานที่พิเศษนั้น

มองสิ่งต่างๆ รอบตัว รับรู้เสียง กลิ่น และสัมผัสจากสิ่งรอบตัวในจินตนาการนั้น

นึกถึงคำแนะนำด้านบวกและเป้าหมายที่กำหนดไว้ในใจ เช่น ฉันเด็กขึ้นอีกหนึ่งวัน ฉันมีความสุข ฉันอารมณ์ดี

เมื่อทำเสร็จ ให้นับ 1-10 บอกตนเองว่ามีความสุขกับการผ่อนคลายนี้

โดยคุณอาจสะกดจิตตนเองทุกเช้า หลังตื่นนอน แล้วค่อยทำกิจวัตรประจำวัน ซึ่งใช้เวลาไม่นานสัก 5-10 นาที ข้อควรระวังของการสะกดจิตตัวเองคือ จิตใต้สำนึกไม่สามารถเข้าใจคำว่า อย่าหรือไม่ ได้จึงไม่ควรสั่งจิตว่า ไม่ทำความผิด ไม่ชอบของมัน อย่ากินของเลี่ยน เป็นต้น นอกจากนี้การนั่งสมาธิก็เป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่ทำให้การสะกดจิต มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะสมาธิระดับต้น ทำให้มีสติดี จิตสำนึกสงบ เข้าถึงจิตใต้สำนึกได้ง่ายขึ้น

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง: