รายละเอียดของร้านค้า ข่าวสารของร้านค้า รายการสินค้า วิธีการชําระเงิน ติดต่อเรา
ภาษาไทย

 

ยินดีต้อนรับท่านเข้าสู่ "ชมรมอนุรักษ์การสักยันต์ไทย"  โดยมีท่านอาจารย์เสือเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งโดยย้ำเจตนารมณ์อย่างชัดเจนเพื่อสงเสริมวัฒนธรรมการสักยันต์ให้คงอยู่สืบต่อไปทุกยุคทุกสมัย มุ่งเน้นงานศิลปะอันสวยงามของลวดลายการสักยันต์ทั้งรูปแบบโบราณสมัยอยุธยาและยุครัตนโกสินทร์ ที่เป็นที่นิยมและเป็นที่รู้จักจากผู้เป็นครูบาอาจารย์มีอภิญญาภูมิความรู้ทางด้านการสักยันต์ โดยแท้จริง อาจารย์เสือท่านได้รวบรวมและนำเอามาเผยแพร่มาตลอดเวลาไม่ต่ำกว่า20ปี จนเป็นที่รู้จักในกลุ่มบุคคลผู้ที่นิยมการสักยันต์อย่างแพร่หลาย เพราะความงดงามของลวดลายการสักยันต์ของอาจารย์เสือมีความงดงามมากเหมือนเอางานจิตรกรรมชั้นเลิศมาเขียนบนผิวหนังเลยทีเดียว ซึ่งแต่เดิมก่อนที่จะมาเป็น  "ชมรมอนุรักษ์การสักยันต์ไทย" ท่านอาจารย์เสือได้ใช้"ศูนย์พระเครื่อง เจ้าสัว คลองถม" เป็นที่ตั้ง  แต่กาลเวลาได้ผ่านไปทำให้เนื้อที่บริเวณศูนย์พระเครื่องไม่เพียงพอกับปริมาณผู้ที่เดินทางมาหาท่านอาจารย์เสือเป็นจำนวนมาก จึงได้ทำการตัดสินใจย้ายจากที่ตั้งเดิมสู่ที่ตั้งใหม่ที่มีพื้นที่ใช้สอยกว้างขว้างเหมาะสมกับปริมาณศิษย์ที่มาหา จากอดีตจนถึงปัจจุบันที่ผ่านมาเป็นตัวพิสูจน์ให้เห็นว่าฝีมือปลายเข็มของท่านอาจารย์เสือไม่เคยเสื่อมความนิยมเลย และมีผู้ที่สนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะด้วยเหตุผลใด ขอให้คำถามนี้ ยินดีให้ทุกท่านค้นหาคำตอบได้ที่ "ชมรมอนุรักษ์การสักยันต์ไทย"

 

 

These markings known as "sak yant", are a mix of Buddhist prayers, and shamanistic spells and sorcery that have survived since the pre- Buddhist era.

 

Since the time of King Naresuan (สมเด็จพระนเรศวรมหาราช), Thai soldiers have sought protection from the power of sak yant and the wearing of amulets. In the Korean, Vietnam and second world wars, Thai soldiers were nicknamed “tahaan pee” (Thai: ทหารผี) or "ghost soldiers" by the allied forces, because of their sak yant tattoos and amulets.

 

These days many people in dangerous professions such as soldiers and policemen (and gangsters!) continue this tradition. But this florist is proof that those in more sedate work hold these beliefs too!

 

ถ้าสนใจรายละเอียดมากกว่านี้ผมอาจจะให้รายละเอียดไม่ครบลองติดตามดูในเว๊บประจำสำนักได้ที่ 

http://www.importancetattoo.com

 

และยังมีเว็บของที่ประเทศอเมริกาที่นำเรื่องราวของท่านมาเผยแพร่ซึ่งเรื่องราวของอาจารย์เสือเป็นที่สนใจของคนต่างประเทศเป็นอย่างมากจนต้องเดินทางมาถ่ายทำรายการกันเป็นประจำและเว๊บนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเว๊บที่เสนอการสักยันต์ไทยจากชาวต่างประเทศที่มาสัมภาษณ์อ.เสือ เข็มเทวดา โดยระเอียดที่ http://www.npr.org/templates/story/story.php?storyId=16235581

 

 

ดูภาพยันต์สวยๆของสำนักได้ที่

http://album.funwhan.com/album.php?user=tigertattoo

http://album.funwhan.com/album.php?user=saiyasard

 http://album.funwhan.com/album.php?user=thaitattoo3

http://album.funwhan.com/album.php?user=thaitattoo

 http://album.funwhan.com/album.php?user=thaitattoo1

 

 

 

ความเป็นมา...

  ปัจจุบันทางท่าน อ.เสือ เข็มเทวดา ท่านได้ประจำอยู่ที่ "ชมรมอนุรักษ์การสักยันต์ไทย" ทำการลงนะหน้าทอง สาลิกาลิ้นทอง เพื่อเสริมเสน่ห์ เมตตาให้ผู้คนรักใคร่ และยังทำการสักยันต์ทั้งแบบลงหมึกและน้ำมันว่าน108..สามารถใช้ได้ทั้งเข็มแบบโบราณและเครื่องสักแบบไฟฟ้า(Tattoo) เรื่องฝีมือและความขลัง หายห่วงเพราะ อ.เสือเป็นศิษย์สาย พระครูวิมลคุณากร (หลวงปู่ศุข) วัดมะขามเฒ่า ต.ปากคลอง อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาถ และสายหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งคุณตาของท่านได้เป็นศิษย์ที่ได้ศึกษาและรวบรวมตำราวิชามาโดยตรงจากท่านเหล่านั้นและได้มอบต่อให้กับ อ.เสือ เพื่อได้เรียนรู้ ช่วยเหลือญาติโยมต่อไปในภายภาคหน้า ตัว ท่าน อ.เสือ เองยังได้เดินทางไปศึกษาต่อกับฆราวาสชื่อดังอีกหลายท่าน จนเป็นที่ไว้วางใจในการปลุกเสกพระเครื่องหลายๆพิธีด้วยกัน อ.เสือเป็นที่เคารพรักของศิษย์ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่นิยมการสักยันต์ที่มีรูปแบบลวดลายวิจิตรตระการตาสวยงาม ซึ่งกล้าพูดได้ว่ามี อ.เสือเพียงผู้เดียวที่สักยันต์ได้งดงามที่สุดในวงการ ซึ่งกล้าให้ท่านมาลองพิสูจน์ดูได้....หรือท่านที่ชื่นชอบเครื่องราง..วัตถุมงคลหายากของแท้ๆ เช่นกุมารทอง รัก-ยม หุ่นพยนต์ วัวธนู-ควายธนู ขุนแผน พ่อพราย แม่พราย สีผึ้ง น้ำมันเมตตามหานิยม ฯลฯ ซึ่งเครื่องรางและวัตถุมงคลเหล่านี้ได้ผ่านการปลุกเสกอย่างเข้มขลังแล้วจากท่านอ.เสือแล้วว่ามีคุณค่าต่อการบูชาจริงๆ เพื่อนำรายได้สมทบทุนสร้างกุศล ทำบุญให้กับวัดต่างๆ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ท่านยังได้ร่วมทำบุญไปด้วย หรือจะให้ท่านอาจารย์เสือจัดสร้างให้ท่านก็ไม่ขัดแต่ต้องติดต่อโดยตรงเอง!!

 

 .....การสักยันต์เป็นมาอย่างไรและดีอย่างไร?

   ตั้งแต่โบราณกาลมาการสักยันต์เกิดก่อนพระเครื่องที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน ซึ่งชาวบ้านหรือนักรบสมัยก่อนไม่นิยมการแขวนพระไว้กับตัวถือว่าเป็นของสูงควรค่าอยู่ที่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น จึงเกิดการสักยันต์ลงที่ร่างกายขึ้นสืบทอดกันมา จนเป็นวัฒนธรรมในยุคสมัยก่อน.. การสักยันต์ไม่ว่าจะเป็นการมุ่งเน้นเรื่องคงกระพัน ชาตรีหรือเมตตามหานิยม..ต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ เป็นการเตือนสติให้ระลึกกระทำแต่คุณงามความดีตามที่ครูบาอาจารย์ท่านสั่งสอน..จึงถือได้ว่าการสักยันต์เป็นศาสตร์ที่สอนให้คนเป็นคนดี..จึงไม่น่าแปลกใจที่วิชาเหล่านี้จะหล่อหลอมรวมเขาไปอยู่ร่วมกับศาสนาเราโดยไม่รู้ตัว..จะเห็นได้จากอาจารย์สักยันต์หลายๆท่านก็เป็นพระสงฆ์ทั้งนั้น.. การสักยันต์คือการนำอักขระเลขและอักษรซึ่งมีความหมายตามแต่ละอาจารย์แต่ละท่านจะค้นคิด ประดิษฐ์สร้างสรรกันมาตามยุคตามสมัย ซึ่งแต่ละตัวยันต์นั่นกาลเวลาได้เป็นตัวพิสูจน์ความศักดิ์สิทธิ์ จนถึงปัจจุบัน...ยันต์บางยันต์มีอายุเก่าแก่นับร้อยปี .. การสักยันต์ก็เปรียบเสมือนคุณได้ดำเนินรอยตามวัฒนธรรมสมัยก่อน..จึงเป็นการรักษาเอกลักษณ์ของชาติไว้อย่างหนึ่ง การมีรอยยันต์ติดตัวก็เปรียบเสมือนคุณมีพระเครื่องติดตัว เพียงแต่การปลุกเสกเลขยันต์ที่ทำการสักให้ลูกศิษย์นั้น มีคุณค่าทางจิตใจมากกว่าพระเครื่อง ตรงที่ลูกศิษย์ได้ใกล้ชิดอาจารย์ผู้สัก..ได้รับคำสั่งสอนต่างๆ และได้รับการปลุกเสกเป็นคนๆไป ไม่เหมือนการปลุกเสกพระเครื่องที่รวมๆกันเป็นร้อยๆและค่อยแจกทีเดียวคุณค่าจึงต่างกันตรงนี้..เพราะฉนั้นคุณจงภูมิใจเถิดว่าถ้าได้สักยันต์กับอาจารย์ท่านใดแล้ว อาจารย์ผู้นั้นจะมีความตั้งใจอย่างเต็มที่กับศิษย์ทุกคนที่ได้ผ่านเข็มท่านไป.... ว่าต้องได้ของดีกลับไปแน่นอน!!!

.......การลงนะหน้าทองและนะสาลิกาลิ้นทองดียังไง?

   วิชาลงนะหน้าทองและนะสาลิกาลิ้นทองนี้ อ.เสือท่านยังคงความแบบอย่างโบราณกาลทุกประการ เพราะถือว่าคุณครูบาอาจารย์ท่านได้สร้างสรรไว้ดีแล้ว มีความศักดิ์สิทธิ์และพระพุทธคุณเป็นเลิศ การลงนะหน้าทองและนะสาลิกาลิ้นทอง อ.เสือจะทำการนำแผ่นทอง มาลงอักขระหัวใจกำกับทุกแผ่น คือ หัวใจขุนแผน หัวใจเศรษฐี หัวใจสตรี แล้วทำการลงน้ำมันมหาเมตตาลงบนหน้าพร้อมลงทอง ท่องคาถา แล้วลงยันต์ที่หน้าอีกครั้งและลงคาถาซ้ำอีกที ส่วนนะสาลิกาลิ้นทองจะลงนะสาลิกาหลงรังที่แผนทองแล้วนำไปลงที่ลิ้นพร้อมเขียนยันต์กำกับที่ลิ้นอีกครั้งหนึ่งจึงว่าคาถา...จะเห็นได้ว่าจะมีพิธีขั้นตอนที่ซับซ้อนยุ่งยากมาก ศิษย์ทุกคนที่ได้การลงนะหน้าทอง นะสาลิกาลิ้นทองไปต่างมีประสบการณ์ที่ดีทุกท่าน ไม่ว่าเรื่องการงาน คนรัก จึงเห็นได้ว่าวิชานี้มีดีมาแต่โบราณกาลควรค่าแก่การสืบทอดเป็นอย่างยิ่ง (สำหรับผู้ที่ต้องการลงกระโหลกทองคำหรือนะหน้าทอง 108 แผ่น ให้ท่านนำแผ่นทองแท้มาเอง..ซึ่งเป็นสุดยอดวิชาชั้นสูงที่ท่านอาจารย์เสือสามารถลงได้คนเดียวเท่านั้นตามสูตรหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า)

.... กรุณาโทรนัดล่วงหน้าเพราะศิษย์มากันเยอะมากๆ ที่คุณหมวย 09-4488-422 "ชมรมอนุรักษ์การสักยันต์ไทย" อาคารพาณิชย์เลขที่ 183 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 85 ถนนจรัญสนิทวงศ์ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ

* ทาง ชมรมอนุรักษ์การสักยันต์ไทย มิได้ส่งเสริมให้เกิดความงมงาย หรือลุ่มหลงในศาสตร์ลึกลับ เพียงแต่ต้องการสืบสานวิชาแขนงหนึ่งซึ่งเคยรุ่งโรจน์ในประเทศไทยสมัยก่อน จึงน่าจะควรค่าแก่การรักษาไว้ ถ้าคนไทยไม่เห็นคุณค่าเสียแล้วและใครละจะรักษาสิ่งนี้ไว้ได้ อย่างน้อยก็มองในแง่ศิลปวัฒนธรรมไทย หรือความชอบส่วนบุคคล เหมือนผู้ชื่นชอบพระเครื่อง เพราะฉนั้นท่านผู้ที่คิดจะมาให้อาจารย์เสือช่วยเหลือขอให้มีความเชื่อและความชอบเสียก่อนแล้วค่อยตัดสินใจมาจึงเรียนมาเพื่อให้ทราบทุกท่าน เงินทุกบาททุกสตางค์มีค่าควรตรึกตรองให้ถี่ถ้วน* เว๊บที่ท่านเห็นตรงนี้เป็นการเผยแพร่ของศิษย์ที่รักอาจารย์เสือและชมรมอนุรักษ์การสักยันต์จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ภูมิความรู้ต่างๆ ทางอาจารย์เสือมิได้เป็นผู้สั่งการให้ทำใดๆทั้งสิ้น พวกเราผู้ที่มีใจรักในการสักและเป็นสมาชิกหนึ่งใน "ชมรมอนุรักษ์การสักยันต์ไทย" เป็นผู้ริเริ่มจัดทำขึ้นเอง  มิได้มีส่วนที่ต้องการโจมตีหรือดูถูกผู้ใด เพราะในสังคมเราก็มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ตราบใดที่ข้อมูลเหล่านั้นไม่ทำให้ผู้ใดเสียหาย เพราะเราอยู่ในกฎกติกาบ้านเมืองเป็นอย่างดี แม้แต่ทางท่านอาจารย์เสือเองก็มีใบอนุญาติในการสัก ที่ออกโดยกระทรวงสาธารณสุข  ออก ณ ที่ว่าการอำเภอบางพลัด ออกเอกสารให้ว่า ณ สถานที่แห่งนี้ได้รับอนุญาติให้มีการสักแบบเปิดเผย ถูกต้อง ถูกระเบียบ ปลอดภัย ตามกฎหมายเป็นอย่างดี ซึ่งถือได้ว่าที่นี้อาจเป็นที่แรกและที่เดียวในประเทศไทย ซึ่งสร้างความภูมิใจให้ศิษย์ทั้งหลายเป็นอย่างมาก 

แถลงข้อข้องใจ

   การสักยันต์ด้วยเครื่องไฟฟ้า หรือเครื่องTattooนั้น มีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงมาก เนื่องจากอุปกรณ์ที่ใช้ไม่ว่าจะเป็นเครื่องหรือสี จะนำเข้าจากต่างประเทศโดยตรงเพื่อความปลอดภัยของผู้ที่มาสักยันต์ ทางชมรมอนุรักษ์การสักยันต์ไทยเรา จึงเลือกอุปกรณ์การสักที่เหนือมาตรฐาน รวมทั้งสีที่สักลงร่างกายที่ได้รับการยินยอมจากนานาประเทศแล้วว่าปลอดภัย พร้อมทั้งเครื่องมือป้องกันเชื้อโรคไม่ว่าจะเป็นถุงมือ แอลกอฮอล์ หรือแม้กระทั้งเข็มที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง การสักยันต์ในแบบใช้เครื่องจึงมีต้นทุนค่อนข้างสูงจึงต่างจากการสักแบบโบราณ เพราะฉนั้นขอให้ผู้ที่ทำการสักทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ "งานศิลปะตีมูลค่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย" ถ้ายังไม่เข้าใจว่าการสักเครื่องTattoo ราคาเท่าไหร่ คุณลองเอาภาพที่คุณต้องการไปเดินสอบถามราคาที่แถวตรอกเข้าสารได้ทุกๆร้าน ราคาที่นั้นเท่าไหร่ ที่นี่แค่ส่วนเดียว และคุณจะรู้ว่าวงการสักเครื่องเป็นยังไง สถานที่แห่งนี้ถือว่าเป็นศิษย์กับอาจารย์ ไม่ใช่ลูกค้าเราจึงใช้ระบบเห็นอกเห็นใจกัน ที่นี้ยินดีต้อนรับทุกๆท่านที่รักการสัก แต่ถ้าท่านใดที่คิดมาเอาผลประโยชน์ขอให้เดินทางไปศึกษาที่อื่นก่อน อาจจะเหมาะสมมากว่าที่นี้ แต่สำหรับท่านที่ชอบงานสวย เครื่องมือสะอาดปลอดภัย และยังคงความขลังเอาไว้ก็ยินดีต้อนรับสักยันต์หมึกแบบเครื่องไฟฟ้า (TATTOO)ค่าพานครูแล้วแต่ขนาดและความยากง่าย โทรสอบถามโดยตรง!!

                                                                                    จากศิษย์ใกล้ชิด

*สิ่งที่ต้องนำมาด้วย (หรือถ้าไม่สะดวกสามารถติดต่อได้ที่สำนัก)

                      -ดอกกล้วยไม้ 1 กำ 

                      -ดอกดาวเรื่อง 1 พวง

                      -บุหรี่ 1 ซอง

                      -หมากพลู

                      -เหล้าขาว

                      -แผ่นทองคำแท้ สำหรับผู้ที่มาลง นะหน้าทอง นะสาลิกาลิ้นทอง

 

 

 



 

ประวัติความเป็นมาในการสักยันต์ของไทย
รหัสสินค้า: 000004
ราคา 0.00 บาท
รายละเอียด: วัฒนธรรมการสักบนผิวหนัง การสักลวดลายบนผิวหนังหรือที่เรียกว่าสักลายหรือสักยันต์เป็นวัฒธรรมอย่างหนึ่งของไทย ที่มีมาช้านานแต่ทุกวันนี้ลายสักหรือสักยันต์ตามความเชื่ออย่างโบราณนั้นได้แปลเปลี่ยนไปจากโบราณไปอย่างมาก ทั้งวิธีการสักและลวดลายภาพที่มีความวิจิตรบรรจงมากขึ้น เรื่องราวของลายสักของคนไทยเป็นสิ่งที่น่าศึกษาค้นคว้าเรื่องหนึ่ง แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจใคร่ศึกษามากนัก ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมพื้นบ้านอย่างหนึ่งและนับวันจะสูญหายไป และ ณ บัดนี้ ความรู้จะถูกตีแผ่เพื่อสังคมได้รับรู้รับทราบเพื่อเป็นข้อมูลแด่คนรุ่นหลังๆสืบต่อไป
 
  "สัก" คืออะไร พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ เขียนว่า "สัก คือ การเอาเหล็กแหลมแทงลงด้วยวิธี การหรือเพื่อประโยชน์ต่าง ๆ กัน, ใช้เหล็กแหลมจุ้มหมึกหรือน้ำมันแทงที่ผิวหนังให้เป็นอักขระ เครื่องหมายหรือลวดลาย, ถ้าใช้หมึกเรียกว่า สักหมึก, ถ้าใช้น้ำมันเรียกว่า สักน้ำมัน (โบ)” ทำเครื่องหมายสักเพื่อแสดงเป็นหลักฐาน เช่น "สักข้อมือ แสดงว่าได้ขึ้นทะเบียนเป็นชายฉกรรจ์หรือ มีสังกัดกรมกองแล้ว สักหน้า แสดงว่าเป็นผู้ต้องโทษปราชิก เป็นต้น" จากคำอธิบายดังกล่าวทำให้รู้ว่า การสักลายหรือลายสักของไทยคืออะไร ประเพณีการสักนั้นมีไม่แพร่หลาย บางหมู่บ้านจะพบว่า ผู้ชายไม่ว่าหนุ่มหรือแก่มักมีลายสักที่หน้าอก และแผ่นหลังตามสมัยนิยม ในขณะที่ผู้ชำนาญในการสักของท้องถิ่นแสดงความสามารถที่สืบทอดมาอย่างเต็มที่ผู้ที่ทำหน้าที่สักมีทั้งพระสงฆ์และคนธรรมดา

  การศึกษาค้นคว้าศิลปะชาวบ้านประเภทนี้ ควรจะได้รับการศึกษาบันทึกเกี่ยวกับการออกแบบกรรมวิธีและพิธีกรรม ศึกษาเปรียบเทียบแต่ละกลุ่มชน ศึกษาค่านิยม และความเปลี่ยนแปลง ศึกษาการสักที่สืบทอดมาแต่โบราณ การสักมีรูปแบบที่แตกต่างกันอยู่ 2 รูปแบบ คือ ลายสักที่สืบทอดกันมาแแต่โบราณ และ ลายสักที่เกี่ยวเนื่องกับความเชื่อ แต่ละรูปแบบจะมีวิวัฒนา การตามแบบฉบับของมัน และแสดงให้เห็นรูปแบบของธรรมเนียมในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในแต่ละแง่แต่ละมุมของลายสักที่สืบทอดกันมาในสังคมไทยในอดีต

  การสักที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ นักประวัติศาสตร์ซึ่งคุ้นเคยกับชีวิตแบบไทย ๆ คงจะทราบความจริงว่าข้าราชการของไทยจะทำตำหนิที่ข้อมือคนในบังคับซึ่งเป็นหน้าที่ของแผนกทะเบียนเป็นผู้บันทึกและรวบรวมสถิติชาย และอาจะเดาได้ว่าการสักเป็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งส่วนราชการของไทย หรือการสักเป็นไปตามการแบ่งส่วนราชการ การทำเครื่องหมายลงบนร่างกายนี้อาจมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น ในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ( พ.ศ. ๑๙๙๑ - ๒๐๓๑ )

  การสักที่เกี่ยวเนื่องกับความเชื่อ วัตถุประสงค์ของการสัก ผู้ชายบางคนจะสักยันต์ด้วยเหตุผลทางเวทมนต์คาถาเพื่อความแข็ง แกร่งของจิตใจและต้องการอยู่ยงคงกระพัน ซึ่งเป็นความเชื่ออย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเป็นประเพณีนิยมในชนบางกลุ่ม การสักลักษณะนี้จะสักให้เฉพาะชายฉกรรจ์เท่านั้น การสักมีลักษณะที่สอดแทรกไว้ด้วยความเชื่อและพิธีกรรมหลายอย่าง เช่น ก่อนทำการสักจะต้องมีการทำพิธีไหว้ครู ในการสักนั้นก็จะประกอบด้วยการร่ายเวทมนต์โดยอาจารย์สักจะถูผิวหนังของผู้มาสักทั้งก่อน ขณะสักลายหรือสักยันต์ และหลังจากสักเสร็จแล้ว อาจารย์สักแต่ละคนจะมีรูปแบบของลวดลายเป็นของตนเอง และผู้ที่ต้องการจะสักสามารถเลือกลายที่อาจารย์มีอยู่ได้ตามต้องการ ส่วนมากจะเป็นสัตว์ในเทพนิยาย และ เป็นอักขระขอมและเลขยันต์ อาจจะสักลายทั้งสามประเภทผสมกัน ดังนั้นลายสักของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน

  การสักในประเทศไทยอาจจะมีมาแต่โบราณ แต่จะมีมาตั้งแต่สมัยใดนั้นไม่มีหลักฐานชัดเจน การสักยันต์เพื่อให้อยู่ยงคงกระพันนั้นเชื่อว่ามีมานานแล้วดังปรากฎในวรรณคดี เรื่องขุนช้างขุนแผน และวรรณกรรมอื่นๆ แต่การสักมักมองว่าเป็นเรื่องของนักเลง จึงถูกมองไปในทางลบ ทำให้ศิลปะบนผิวหนังประเภทนี้เกือบจะสูญหายไปจากสังคมไทย

  เหตุผลที่การสักยังคงมีอยู่คือ หลาย ๆ คนยังเชื่อว่า การสักจะทำให้มีโชค แคล้วคลาด ปลอดภัย และอยู่ยงคงกระพัน พ้นจากอันตรายต่างๆ รูปแบบของการสักแต่ละชนิดจะมีความขลังที่แตกต่างกัน ลายสักหรือยันต์บางชนิดสามารถช่วยผู้ที่สักให้รอดพ้นจากสถานการณ์ที่ยุ่งยากได้ สัญลัษณ์บางอย่างของลายสักสามารถทำให้ ผิวหนังเหนียวได้ ฟันไม่เข้า ศัตรูยิงไม่ออก เชื่อว่าการสักจะช่วยให้รอดพ้นจากสถานการณ์อันเลวร้ายได้ด้วย

  นอกจากนี้ การสักทางไสยศาสตร์ยังเชื่อมโยงกับการระวังอันตรายและความปลอดภัย ทำให้แคล้วคลาดต่ออันตรายต่างๆ ศิลปะพื้นบ้านประเภทนี้ อาจจะกระตุ้นความรู้สึกให้เกิดศรัทธาความเชื่อมั่น เกิดความมั่นใจ มันอาจเป็นเครื่องแสดงความจริงต่างๆ วัฒนธรรมสมัยใหม่นั้นเมื่อมองแล้วอาจจะไม่ทำให้ปลอดภัย ส่วนวัฒนธรรมการสักยันต์จึงช่วยให้เกิดความรู้สึกปลอดภัย เป็นทางหนึ่งที่ช่วยให้จิตใจเขามีความมั่นใจมั่นคงมากยิ่งๆ ขึ้น

  การสักยันต์ที่มีลวดลายเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในบรรดาผู้ที่นิยมการสัก คือ ลวดลายสักที่ให้ผลทางไสยศาสตร์ ซึ่งแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ เพื่อผลทางเมตตามหานิยม และเพื่อผลทางคงกระพันชาตรี
  เมตตามหานิยม เป็นการสักเพื่อผลทางเมตตามหานิยมมักจะสักเป็นรูปจิ้งจก หรือนกสาริกาเพื่อเป็นตัวแทนของความมีเสน่ห์เป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไป โดยเฉพาะให้ผลดีทางการเจรจา ค้าขายทำให้เจริญรุ่งเรืองทำมาค้าขึ้น หรือเป็นลักษณะตัวอักขระยันต์ เช่น ยันต์ดอกบัว ยันต์ก้นถุง ยันต์โภคทรัพย์ ซึ่งมีผลทางด้านการเงิน เป็นต้น
  คงกระพันชาตรี เป็นการสักเพื่อให้แคล้วคลาดจากของมีคม อุบัติเหตุ หรืออันตรายทั้งปวง ลักษณะของลายสักเพื่อผลทางอยู่ยงคงกระพันชาตรีจะนิยมสักลวดลายซึ่งเป็นตัวแทนความดุร้าย ความปราดเปรียว ความสง่างาม ความกล้าหาย ได้แก่ ลายเสือเผ่น หนุมานคลุกผุ่น หงส์ และลายสิงห์ เป็นต้น หรือเป็นลายที่เปรียบเสมือนเกราะป้องกันภยันตราย เช่น เก้ายอด ยันต์เกราะเพชร หรือลายยันต์ชนิดต่างๆ เป็นต้น

  และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เป็นแก่นแท้ของการสักเพื่อผลทางไสยศาสตร์ และถือกันว่าเป็น “หัวใจของการสักก็คือ หัวใจของคาถาที่กำกับลวดลายสักแต่ละลายอยู่ เพราะสิ่งนี้คือเคล็ดลับวิชาคาถาอาคมที่เป็นวิชาชั้นสูงของแต่ละอาจารย์ที่จะไม่เปิดเผยให้แก่ผู้ใดเป็นอันขาด” นอกจากลูกศิษย์ที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้รับถ่ายทอดวิชาการสักยันต์ของอาจารย์สืบต่อไป

  ลายสักดังกล่าวจะต้องถูกสักอยู่ในตำแหน่งที่ถูกที่ควร ไม่เช่นนั้นความขลังจะไม่เกิด โดยมากผู้มาสักประสงค์จะให้ลายสักอยู่ภายในร่มผ้ามากที่สุด ตำแหน่งที่นิยมสักเรียงตามลำดับดังนี้คือ หลัง หน้าอก คอ ศีรษะ ไหล่ แขน ชายโครง หน้า มือ และหัวเข่าของบุคคลในแวดวงการสักลาย เนื่องจากวัตถุประสงค์ของการสักคือเพื่อผลทางไสยศาสตร์ จึงต้องสักโดยครูอาจารย์ที่มีวิชาอาคมศักดิ์สิทธิ์โดยเฉพาะเท่านั้น ฆราวาสหรือบุคคลธรรมดาที่ไม่มีวิชาความรู้ทางด้านนี้จะไม่ได้รับการยอมรับ ครู และอาจารย์ที่ได้รับการยอมรับนับถือจากบุคคลทั่วไป และความศักดิ์สิทธิ์ของการสักก็มักจะได้รับการทดสอบจนเห็นผลเป็นที่ร่ำลือมาแล้ว

  จากอดีตที่การสักแทบจะสูญหายไปเนื่องจากกระแสวัตถุนิยมเข้ามาแทนที่ทำให้ความต้องการทางด้านจิตใจของคนเปลี่ยนไปหันไปพึ่งวัตถุนิยมแต่สุดท้ายแล้ว เมื่อความรักชาติรักความเป็นไทยในสายเลือดก็ย่อมไม่เจือจางเมื่อมีบุคคลหลายๆคนได้พยายามปลุกกระแสการสักยันต์ขึ้นมาใหม่เพื่ออนุรักษ์วิถีของไทยแต่ก่อนกาล และดูว่าจะได้รับความสนใจขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดการพัฒนารูปแบบการสักยันต์ขึ้นมาใหม่ที่มีลวดลายงดงาม ปราณีตยิ่งขึ้น และวิธีการสักที่มีเครื่องมือที่สะอาดทันสมัยปลอดจากโรค ทำให้วงการสักยันต์ได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง สำหรับคนที่ยังทำการสักแบบเดิมๆที่ยังขาดความสวยงามและเครื่องมือที่ไม่สะอาดเสี่ยงกับการติดเชื้อร้ายแรงประเภทต่างๆ ก็จะถูกสังคมต่อต้านจนเลิกไปเอง ทำให้เกิดยุคของการสักยันต์ในรูปแบบใหม่ที่ว่าด้วย " ลายสวยและเครื่องมือสะอาดปลอดโรค"
    ส่วนวิธีสักด้วยน้ำมันแทนการสักด้วยน้ำหมึก เพื่อจะได้มองไม่เห็นลวดลาย สำหรับบุคคลที่ต้องการเน้นความขลัง ของมนตราของการสักมากกว่ารูปภาพ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งไว้รองรับ สำหรับผู้นิยมแบบเสือซ่อนเล็บ หรือคมในฝัก ซึ่งก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน
  มุมมองของคนแต่ละกลุ่มแตกต่างกันไปตามความคิดและทัศนคติของผู้เขียนว่ายืนอยู่เคียงข้างกลุ่มใดแต่จนแล้วจนรอด ความจริงเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าทำไมวันนี้การสักยันต์ของไทยเรา ยังยืนอยู่ได้ทั้งๆที่แม้จะมีคนหลายๆกลุ่ม ใส่ร้ายใส่ความคนที่สักยันต์ต่างๆนานาว่าเป็นคนไม่ดี คนขี้คุก แต่คนเหล่านั้นไม่เคยนำบุคคลที่มีคุณงามความดีและมีรอยสักมาเผยแพร่เลย อย่างเช่นเสด็จเตี่ยของเราก็มีรอยสักเต็มตัวทั้งๆที่เป็นลูกกษัตริย์ ท่านก็ไม่เคยคิดในแง่ไม่ดีสำหรับการสักยันต์ หรือบุคคลทีมีชื่อเสียงในสังคมเรา อย่าง ดร.ไมตรี บุญสูง ท่านก็มีรอยสัก ท่านก็ยังกระทำความดีเป็นที่นับหน้าถือตาของคนในสังคม อาจเป็นเพราะว่าสื่อบางประเภทนิยมมุมมองเรื่องเลวร้ายมากกว่าเพราะเห็นว่าเป็นข่าวขายดี เข้าตำราว่าข่าวเรื่องดีขายไม่ออก เพราะฉนั้นถ้าเราทุกคนเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่คุณก็จะเห็นอะไรใหม่ๆ ลองมองกลับไปดูปู่ ย่า ตา ยาย คุณดูสิ เชื่อได้ว่าหลายๆคนก็มีรอยสักแต่ท่านเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นคนไม่ดี และอีกอย่างที่เป็นที่โต้เเย้งกันมากนักเรื่องการสักยันต์ในคุกในสถานกักกัน ได้ใจความจากท่านอาจารย์เสือให้ข้อคิดว่า "การสักยันต์เกิดจากผู้ที่ทำการสักต้องป็นผู้มีวิชามีครูบาอาจารย์จะเป็นพระสงฆ์ก็ดีจะเป็นอาจารย์ฆราวาสก็ดี บุคคลเหล่านี้จะต้องเรียนรู้ในวิชาการสักของแต่ละสาย จึงสามารถนำมาทำการสักให้ศิษย์ได้ และคนในคุกในสถานกักกันเขาเป็นคนประภทไหน และจะเรียกสักยันต์ได้อย่างไร เขาเรียกว่าสักกันเล่นๆ อย่าเอามารวมกัน จึงข้อร้องให้ผู้ที่มีปากกาในมือทั้งหลายจะเขียนอย่างไรถ้าตนเองไม่เข้าใจให้ไปถามผู้รู้จะดีกว่า อย่าทำให้ข้อมูลที่ดีมันบิดเบือนจนสร้างความเข้าใจผิดให้คนในสังคมรู้สึกไม่ดี และบุคคลเหล่านั้นที่เขียนเรื่องไม่จริงก็จะเป็นคนที่ทำลายชาติ ทำลายวัฒนธรรมตนเอง ของที่ครูบาอาจารย์สร้างมาตลอดชีวิตจะมาเสียเพราะคนรู้เท่าไม่ถึงกาลมาทำลายเสียหมด ช่วยกันดีกว่าไหม ก่อนการสักของประเทศอื่นๆจะมากลืนกินการสักยันต์ไทยเราจนหมดสิ้นเพราะคนไทยทำลายมันเอง"
Tell a Friend
ความหมายของยันต์
รหัสสินค้า: 000005
ราคา 0.00 บาท
รายละเอียด: ความหมายของยันต์

ยันต์แบบต่างๆ ตามความเชื่อของปรมาจารย์ ผู้มีวิชานั้น เส้นที่ขีดลากไปมานอกยันต์ หมายถึง "สายรกของพระพุทธเจ้า" ส่วนเส้นที่อยู่ภายในยันต์ เรียกว่า "กระดูกยันต์" ยันต์มีหลายแบบต่างๆ กันไป เช่น ยันต์แบบกลม ยันต์สามเหลี่ยม ยันต์สี่เหลี่ยม ยันต์รูปภาพ ส่วนความหมายของยันต์แต่ละแบบมีดังนี้
ยันต์กลม มีความหมายว่าเป็นพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า ทางศาสนาพราหมณ์ หมายถึงพระพักตร์ของพระพรหม
ยันต์สามเหลี่ยม มีความหมายว่าเป็นพระรัตนตรัย หรือภพทั้งสาม ส่วนทางศาสนาพราหมณ์ให้ความหมายว่าเป็นพระเป็นเจ้าทั้ง 3 ของพราหมณ์
คือ พระอิศวร พระพรหม พระนารายณ์
ยันต์สี่เหลี่ยม มีความหมายว่าเป็นทวีปทั้งสี่ หรือธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ
ยันต์รูปภาพ มีทั้งรูปภาพ เทวดา มนุษย์ และสัตว์ต่างๆ ส่วนความหมายก็อยู่ในตัวของรูปภาพนั้นๆ

การลงยันต์
การลงยันต์หรือการเขียนยันต์นั้นจะใช้อักขระขอม ซึ่งเขียนเป็นตัวย่อของพระคาถาแต่ละบท เพราะหากเขียนพระคาถาลงไปในยันต์ทั้งหมดเนื้อที่คงไม่พอ จึงใช้อักขระย่อ ส่วนตัวเลขที่อยู่ในยันต์ก็ย่อมาจากอักขระของพระคาถา ข้อควรระวังในการลากเส้นยันต์นั้นควรลากทีเดียวให้ตลอดไม่ใช่ลากแล้วหยุด หากลากแล้วหยุดถือว่ายันต์นั้นใช้ไม่ได้ ต้องใช้คาถาหรือสูตรในการต่อเส้นยันต์นั้นใหม่ยันต์นั้นจึงจะใช้ได้ และการลงอักขระให้ระวังอย่าลงอักขระทับเส้นยันต์เพราะจะทำให้ยันต์นั้นใช้ไม่ได้ ท่านเรียกว่าเป็นยันต์ตาบอด การลงยันต์หรือการเขียนยันต์หากยันต์นั้นมีคาถาหรือสูตรกำกับไว้ผู้เขียนจะต้องภาวนาคาถานั้นไปด้วยพร้อมกันการลงยันต์ ฉะนั้นจึงต้องใช้สมาธิสูง ส่วนขั้นตอนและวิธีการลงยันต์พร้อมทั้งสูตรต่างๆ ยังมีอีกมาก
การปลุกเสกยันต์
เมื่อมีการลงยันต์เสร็จแล้วจะต้องมีการปลุกเสกเพื่อทำให้ยันต์ขลังมีฤทธานุภาพตามจุดประสงค์ของยันต์นั้นๆ คาถาที่ใช้ในการปลุกเสกจะใช้คาถาที่กำกับยันต์นั้นหรือไม่ก็คาถาที่ใช้เขียนยันต์นั้น หรือใช้คาถาที่เกี่ยวข้องกับยันต์นั้นปลุกเสก เช่น ยันต์คงกระพันชาตรี ก็ใช้คาถาคงกระพันชาตรีเสก เป็นต้น ส่วนมากคาถาที่ใช้ทั่วไปในการปลุกเสกยันต์คือ พระไตรสรณคมน์ พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ
จะเห็นใด้ว่าการสร้างสรรยันต์ขึ้นมายันต์ใดยันต์หนึ่งนั้นต้องใช้ความอุตสาหะความเพียรพยายามที่จะขีดเขียนตัวยันต์ให้เสร็จสิ้นตามสูตรตามตำรา และยิ่งเป็นการสักยันต์ด้วยแล้วนั้น บุคคลผู้ทำการสักต้องถือได้ว่าเป็นผู้รอบรู้เชี่ยวชาญโดยแท้จริง เพราะการสักยันต์ก็คล้ายกับการเชียนยันต์จะมานั่งก็อปปี้ภาพ หรือกดบล็อคลงไปแล้วจะได้ตรงสูตรตรงตำราหรือไม่ อาศัยความมักง่ายกันไปแล้วจะเกิดความขลังได้อย่างไร เพราะฉนั้นการสักยันต์ที่ถูกต้องถูกวิธี ผู้สักยันต์ต้องรู้จักการกำหนดจุดเริ่มจุดจบเป็น ถึงจะเป็นยันต์ที่สมบูรณ์แบบ
Tell a Friend
ไสยศาสตร์คืออะไร?
รหัสสินค้า: 000017
รายละเอียด: ไสยศาสตร์ เป็นวิชาเกี่ยวกับเวทมนตร์ คาถา และ เลขยันต์ ประกอบกับการใช้อำนาจสมาธิจิต การสาธยายเวทมนตร์คาถา การภาวนา และการปลุกเสก

ลัทธิไสยศาสตร์ คือการรวมอำนาจจิต รวมพลังงานทางจิตซึ่งได้ทำการอบรมจิตใจให้มีความยึดมั่น เชื่อถือ อย่างจริงจัง ดำเนินไปตามหลักทางไสยศาสตร์ ตามวิธีการนั้น ๆ ก็จะสามารถแสดงฤทธิ์ปาฎิหารย์ได้ด้วยกระแสคลื่นแห่งพลังอำนาจจิตอันแรงกล้า ของ มโนภาพ สมาธิ จิตตานุภาพ ทั้งสามประการนี้ จึงเป็นบ่อเกิดแห่งอำนาจที่ประหลาดมหัศจรรย์ขึ้นได้

ลัทธิไสยศาสตร์ ได้เกิดขึ้นมาก่อนพุทธกาล ในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ไตรเพท ในลัทธิของพราหมณ์ ได้แบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ

ฤคเวทย์ เป็นคำฉันท์ใช้สำหรับสวดมนต์และสรรเสริญพระเจ้า
ยชุรเวทย์ เป็นคำร้อยแก้วให้สำหรับท่องบ่นเวลาบวงสรวงบูชาพระเจ้า
สามเวทย์ เป็นคำฉันท์ใช้สำหรับสวดมนต์ทำพิธีถวายน้ำโสม
อาถรรพเวทย์ เป็นคัมภีร์ประกอบด้วยเวทยมนต์คาถาเรียกผีสาง เทวดาให้ช่วยป้องกันอันตรายให้ และให้มีการแก้อาถรรพ์ ทำพิธีสาปแช่งให้เป็นอันตรายได้ด้วย

อาถรรพเวทย์
อาถไสยศาสตร์. อาถรรพเวทย์ในคัมภีร์ไสยศาสตร์ แยกออกเป็น 2 นิกาย คือ

นิกายขาว (White System) เป็นวิชาที่ใช้ในทางดี คือช่วยเหลือมนุษย์ให้มีสุขปลอดภัย
นิกายดำ (Black System) เป็นวิชาที่ใช้ในทางชั่ว คือทำให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่น

คัมภีร์แสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ทางเวทมนตร์คาถา
มี 8 ประเภทคือ

พระเวทย์แก้โรคต่าง ๆ
พระเวทย์ประสาน
พระเวทย์สะเดาะ เช่น สะเดาะกุญแจและโซ่ตรวน
พระเวทย์ป้องกันตัว เช่น คาถาแคล้วคลาด
พระเวทย์แสดงปาฎิหาริย์
พระเวทย์ทำอันตรายผู้อื่น
พระเวทย์แก้ภูติผีปีศาจ เช่น คาถาสะกดวิญญาณ
พระเวทย์ทำเสน่ห์ เช่น มนตร์เทพรำจวญ
ไสยศาสตร์อาจารย์แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 3 กลุ่ม คือ ได้แก่ ไสยศาสตร์เพื่อการรักษา เป็นไสยขาว ได้ชื่อเช่นนี้เพราะเป็นประโยชน์ต่อผู้คน เช่น การสะเดาะเคราะห์ ต่อชะตารักษาโรค กลุ่มต่อมาคือไสยศาสตร์เพื่อการป้องกัน ได้แก่ คาถาคงกระพันชาตรี ผ้ายันต์ เสื้อยันต์ สักยันต์เป็นรูปต่างๆ และกลุ่มสุดท้ายคือไสยศาสตร์เพื่อการทำลาย ประเภทนี้เรียกอีกอย่างว่าไสยศาสตร์ดำหรือมนต์ดำ เนื่องจากมีความชั่วร้ายประกอบอยู่ ลักษณะการใช้ ทำให้ผู้อื่นทุกข์ทรมานหรืออาจถึงเสียชีวิตได้


พลิกดูนิตยสาร 'ปรเจียเปร็ย' ของกัมพูชา เนื้อหาที่นำเสนอนอกจากเรื่องบันเทิง สารคดี สุขภาพ ดวง และกาพย์กลอนแล้ว ยังมีคอลัมน์หนึ่งที่รออ่านได้ทุกฉบับคือ คอลัมน์ 'มนุษย์อัศจรรย์' เป็นสกู๊ปข่าวเกี่ยวกับหมอไสยศาสตร์ล้วน

เนื้อหาในคอลัมน์ กล่าวถึงหมอผู้มีอาคมแก่กล้า บอกถึงวิธีการรักษา และความเห็นของคนไข้ที่เข้าไปรับการรักษา เป็นต้นว่ามียายท่านหนึ่งที่เขตกำปงชนังเปิดบ้านรักษาคนไข้โดยใช้มีดอาคม คนไข้ที่เข้าไปหาแกต้องมีธูป เทียน น้ำตาล และเงินเล็กน้อยเป็นค่าครู

คอลัมน์นี้ ย่อมเป็นตัวชี้วัดว่า ชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งยังเชื่อเรื่องไสยศาสตร์

ในประเทศไทยเอง ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ยังมีเช่นกัน เห็นได้จากความยิ่งใหญ่ของเณรแอที่ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองยังเข้าไปกราบคารวะ แถมยังมีการนำเอาเรื่องราวมาสร้างเป็นภาพยนตร์อีกด้วย นี่ย่อมเป็นเครื่องยืนยันการดำรงอยู่ของไสยศาสตร์ในประเทศไทยเช่นกัน

อาจารย์กังวล คัชชิมา แห่งคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ศึกษาเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์อย่างเป็นระบบ โดยนำเสนอผลงานวิจัยนี้เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ในหัวข้อ 'ไสยศาสตร์เขมร อวิชชาที่ต้องทำความเข้าใจ' ที่ห้อง 413 คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ แม้จะเป็นวันเสาร์ แต่ก็น่าแปลกใจ เมื่อพบว่ามีผู้คนก็เข้ามาฟังกันแน่นห้อง ถึงกับต้องเสริมเก้าอี้

ไสยศาสตร์แท้จริงแล้วคืออะไร มีจริงหรือไม่!

คำถามเหล่านี้ มักผุดพรายขึ้นในใจของผู้คนเสมอ ถ้ามองปัญหานี้อย่างนักวิชาการแล้ว อาจารย์กังวลร่ายเรียงให้ฟังว่า ไสยศาสตร์นับเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่มีบทบาทใกล้ชิดกับคนไทยมาเป็นเวลานาน เมื่อพูดถึงไสยศาสตร์ คนไทยส่วนหนึ่งก็มักกล่าวถึงไสยศาสตร์เขมร เห็นได้จากในวรรณคดีหรือนวนิยายของไทยที่มีเรื่องเกี่ยวกับไสยศาสตร์ มักจะมีการกล่าวถึงไสยศาสตร์เขมรเสมอ

อาจารย์ให้รายละเอียดอีกว่า แม้แต่การเขียนยันต์ของเกจิอาจารย์ต่างๆ ก็ใช้อักษรขอมเป็นส่วนมาก เพราะถือว่าเป็นอักขระที่ศักดิสิทธิ์ ซึ่งคำว่า ขอม ในความหมายของไทยก็คือเขมรนั่นเอง

สำหรับพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ที่นิยมกันมากนั้น ตามที่อาจารย์ศึกษาและพบมา คือ การสะเดาะเคราะห์

จุดประสงค์ของพิธีกรรมนี้ ก็คือ เพื่อปัดเป่าในสิ่งที่ไม่ดีออกไป ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วย เหตุการณ์ร้ายที่ไม่คาดฝัน ตลอดจนความไม่สบายใจต่างๆ ที่เกิดขึ้น การสะเดาะเคราะห์จะเกิดขึ้นได้ต้องมีผู้สะเดาะเคราะห์ หมายถึงผู้เข้าพิธีสะเดาะเคราะห์เพื่อต้องการให้ชีวิตตนเองดีขึ้น แคล้วคลาดจากภัยอันตรายต่างๆ และ อาจารย์ อันหมายถึง ผู้จัดแจงและดำเนินการประกอบพิธีสะเดาะเคราะห์ให้เป็นไปตามระเบียบแบบแผนที่สืบเนื่องกันมา

ประเพณีสะเดาะเคราะห์เชื่อว่าคนที่มีอายุ 21 ปีขึ้นไป ทั้งหญิงหรือชายถือว่าเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว จึงเริ่มมีเคราะห์ ถ้าอายุต่ำกว่า 21 ปี ถือว่ายังเป็นเด็กและยังไม่มีเคราะห์ การสะเดาะเคราะห์สามารถทำได้ทุกเวลา แต่มีบางคนที่จะไม่ทำในวันที่ถือว่าเป็นวันไม่ดี เช่น วันขึ้นสองค่ำและแรมเจ็ดค่ำ ซึ่งเขมรเรียกว่า วันผีกินคน

ไสยศาสตร์อาจารย์แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 3 กลุ่ม คือ ได้แก่ ไสยศาสตร์เพื่อการรักษา เป็นไสยขาว ได้ชื่อเช่นนี้เพราะเป็นประโยชน์ต่อผู้คน เช่น การสะเดาะเคราะห์ ต่อชะตารักษาโรค กลุ่มต่อมาคือไสยศาสตร์เพื่อการป้องกัน ได้แก่ คาถาคงกระพันชาตรี ผ้ายันต์ เสื้อยันต์ สักยันต์เป็นรูปต่างๆ และกลุ่มสุดท้ายคือไสยศาสตร์เพื่อการทำลาย ประเภทนี้เรียกอีกอย่างว่าไสยศาสตร์ดำหรือมนต์ดำ เนื่องจากมีความชั่วร้ายประกอบอยู่ ลักษณะการใช้ ทำให้ผู้อื่นทุกข์ทรมานหรืออาจถึงเสียชีวิตได้

ไสยศาสตร์เพื่อการทำลายที่รู้จักกันมาก เช่น เสกหนังวัวหนังควายเข้าท้อง ใช้เสี้ยน เข็ม หรือเข็มหมุดทำอันตราย ที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มนี้ก็คือ วัวธนู ควายธนู

คำว่า วัวธนู ควายธนู นี้ คนไทยเรียกจนติดปากว่าวัวธนู หรือ ควายธนู เพราะเข้าใจว่าธนูเป็นคำแสดงความสามารถพิเศษของวัวหรือควายอาคม แต่ความจริงแล้ว คำว่าธนูมีความหมายถึงวิธีการทางไสยศาสตร์สองประเภท และมีการทำพิธีที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน นั่นคือ แบบหนึ่งใช้วัวอาคม อีกแบบหนึ่งใช้ธนูอาคมในการทำลายคนในเป้าหมาย เขมรเรียกว่า 'โกบา สนาเตะ' หมายถึงวัวตัวผู้หรือวัวพ่อพันธุ์กับหน้าไม้

การใช้วัวอาคมทำร้ายอันตรายคนเป้าหมายนั้น หมออาคมจะใช้ดินเหนียวปั้นรูปวัวตามกรรมวิธีเฉพาะที่ร่ำเรียนมาตามขั้นตอน หมออาคมจะสั่งให้วัวอาคมนั้นไปขวิดเป้าหมาย ถ้าไม่มีอาจารย์ผู้ทรงเวทมนตร์อาคมแก่กล้ากว่ามาช่วยไว้ทัน เชื่อกันว่าคนในเป้าหมายก็จะเสียชีวิตได้

ส่วนในการใช้ธนูอาคมนั้น อาจใช้หน้าไม้แทนกันได้ การประกอบพิธีและเครื่องประกอบพิธีจะมีแบบฉบับของแต่ละสำนัก ส่วนที่มีลักษณะคล้ายกันคือ มักจะปั้นหุ่นคนเป้าหมายด้วยแป้ง หรือวัสดุอื่นๆ ที่อ่อนๆ หมออาคมจะร่ายเวทมนต์เป็นเวลานาน เพื่อจะให้บังเกิดผลที่ตัวเองต้องการมากที่สุด พร้อมกันนั้น ก็มีการอัญเชิญครูบาอาจารย์ให้มาช่วยเหลือในการประกอบพิธีด้วย

เมื่อหมออาคมร่ายมนต์เสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว หมอจะเอาลูกศรใส่ที่ธนูหรือหน้าไม้เล็งไปยังหุ่นเป้าหมายนั้น เชื่อกันว่าที่บ้านของคนเป้าหมายจะเกิดมีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวคล้ายเสียงฟ้าผ่า บุคคลเป้าหมายจะรู้สึกเจ็บบริเวณต่างๆ ที่หุ่นนั้นยิง เหมือนถูกยิงด้วยศรจริงๆ

เรื่องไสยศาสตร์ใช่มีแต่เขมรหรือไทยเท่านั้น ซีกโลกตะวันตกอย่างประเทศ 'โตโก' หนึ่งในเจ้าของทีมฟุตบอลที่เข้ารอบฟุตบอลโลก ยังมีหมอผีนั่งบริกรรมคาถาอย่างขะมักเขม้น เพื่อให้ทีมของตนคว้าชัย

เรื่องของความเชื่อ ความศรัทธา เป็นเรื่องของแต่ละคน สำหรับความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์นี้ แม้ในปัจจุบันความเจริญด้านวิทยาศาสตร์จะก้าวหน้า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ยังดำรงอยู่

และจะดำรงอยู่ต่อไป ตราบเท่าที่คนยังมีด้านมืดและด้านสว่าง
Tell a Friend
อาจารย์เสือ เจ้าแห่งเมตตา มหานิยม ฉายา"เข็มเทวดา"
รหัสสินค้า: 000006
ราคา 0.00 บาท
รายละเอียด: อาจารย์เสือ ท่านถือว่าเป็นอาจารย์ฆราวาสอีกท่านหนึ่งซึ่งมีความรู้ทางด้านไสยศาสตร์รอบด้าน และได้รับความเคารพนับถือทั้งศิษย์ชาวไทยและต่างประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งธรรมดาแล้วท่านจะไม่ค่อยพบปะผู้คนเท่าไหร่นัก เป็นโอกาสอันดีที่ท่านได้มาประจำที่ ชมรมอนุรักษ์การสักยันต์ไทย อาจารย์เสือเป็นผู้บุกเบิกการสักยันต์ที่เน้นลวดลายวิจิตรบรรจง สวยงาม ตามเอกลักษณ์ของศิลปวัฒนธรรมไทย ซึ่งโดดเด่นเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งศิษย์ที่มารับการสักยันต์ของท่านนั้นจะภูมิใจในลวดลายยันต์เป็นอย่างมาก ...การสักยันต์ถือได้ว่าเป็นวัฒนธรรมของชาติไทยเรามานานมากตั้งแต่สมัยสงครามไทยกับพม่าซึ่งยังมีการใช้มีดดาบเข้ารบราฆ่าฟันกันอยู่..การสักยันต์จึงเป็นเครื่องปลุกขวัญและกำลังใจให้นักรบไทยได้สู้ศึกนำเอาชัยชนะมาได้..ซึ่งความเชื่อเหล่านี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล..เพราะฉนั้นผู้ที่จะทำการสักยันต์ควรไตร่ตรองตัวเองเสียก่อนว่าพร้อมหรือยังที่จะพิสูจน์ความเชื่อของคนไทยเราที่มีมานานนับร้อยปี..ซึ่งทุกๆวันท่านอาจารย์เสือ จะไม่เว้นว่างจากการสักยันต์ให้ลูกศิษย์นับร้อย นับพัน จนบางทีสถานี่คับแคบไปถนัดตา
Tell a Friend
อาจารย์เสือ ทำการครอบเศียรครูเพื่อเป็นศิริมงคลแด่ศิษย์
รหัสสินค้า: 000007
ราคา 0.00 บาท
รายละเอียด: การครอบเศียรครูถือได้ว่าเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งซึ่งมีแต่ครั้งโบราณกาล แสดงถึงการนอบน้อมระลึกถึงคุณครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะการครอบเศียรในสายสักยันต์นั้นมีความศักสิทธิ์เป็นอย่างมาก จะเห็นได้จากการไหว้ครูของสำนักที่จัดขึ้นทุกๆปี มีจำนวนศิษย์ที่เข้ามาร่วมกันมากมาย จนแสดงถึงพลังศรัทธาที่มีต่อครูบาอาจารย์ป็นอย่างยิ่ง

ตำนานของพ่อแก่
พ่อแก่ หรือพระฤาษี ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนในแวดวงศิลปะแขนงต่างๆ ล้วนนิยมเคารพนับถือบูชา เนื่องด้วยเกิดจากความเชื่อที่ว่า ในอดีต พ่อแก่หรือพระฤาษีได้เป็นผู้นำเอาศิลปะ แขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการร้องรำทำเพลง หรือแม้แต่การร่ายรำ นาฏศิลป์ต่างๆ มาถ่ายทอดให้แก่มนุษย์ได้รับรู้ความงาม ความอ่อนช้อยของศิลปะ รู้จักความอ่อนโยน รู้จักรัก รู้จักเมตตา และ

การให้อภัย ก่อให้เกิดความสุขแก่มวลมนุษยชาติ ดังนั้นศิลปิน หรือผู้เกี่ยวข้องในศิลปะทุกแขนง ในประเทศไทยจึงได้เคารพบูชาพ่อแก่ หรือครูฤาษีว่าเปรียบดังบรมครูแห่งศาสตร์ของการแสดง เมื่อได้บูชาแล้วจะก่อให้เกิดศิริมงคล มีความเจริญก้าวหน้าในด้านการงาน มีเสน่ห์ เมตตามหานิยมในตัว
ความเป็นมาของพ่อแก่

พ่อแก่, พระฤาษี หรือบางครั้งก็เรียกกันว่า ครูฤาษี ถือเป็นบรมครูแห่งศาสตร์ของการแสดง ตามตำนานกล่าวไว้ว่า พระฤาษีมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 108 องค์ ปางเสมอเถรถือว่าเป็นปางที่มีฤทธิ์มากที่สุดในบรรดาทั้ง 108 องค์ คำว่า ฤาษี มาจากคำว่า ฤาษิ แปลว่า ผู้เห็นด้วยความรู้พิเศษอันเกิดจากฌาน ซึ่งสามารถแลเห็นอดีตปัจจุบัน และอนาคตได้ บางครั้งก็เรียกพ่อแก่หรือฤาษีว่า

"ตฺริกาลชฺญ" แปลว่า ผู้รู้กาลทั้งสาม นอกจากนี้พระฤาษียังถือว่าเป็นผู้ประทานสรรพวิชาความรู้ ทั้งมวลแก่มนุษยชาติ เนื่องด้วยตำราทางโหราศาสตร์ และตำราทางเทววิทยา กล่าวไว้สอดคล้องกันว่า พระพฤหัสบดีถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นอาจารย์แห่งสรรพวิชาความรู้ทั้งมวล
"วันครู"

เนื่องด้วยพระอิศวรมหาเทพ ร่ายพระเวทให้ฤาษี 19 ตน ป่นเป็นธุลี แล้วห่อด้วยผ้าสีแก้วไพฑูรย์ ประพรมด้วยน้ำอมฤต บังเกิดเป็นเทวราช มีสีกายดั่งแก้วไพฑูรย์ มีวิมานบุษราคัม ทรงกวางทองเป็นพาหนะ รักษาเขา พระสุเมรุด้านทิศตะวันตก มีร่างกายแสดงด้วยสัญลักษณ์ของฤาษีจึงมีปัญญาบริสุทธิ์ เฉลียวฉลาด พูดจาไพเราะเสนาะหู เป็นอาจารย์แห่งสรรพวิชาความรู้ทั้งมวลรวมถึงเป็นอาจารย์ของ

เหล่า เทพเทวดา จึงให้ถือว่าวันพฤหัสบดีอันแสดง ด้วยสัญลักษณ์ของฤาษีเป็นวันครูจึงมีการไหว้ครูกัน ในวันนี้ ซึ่งมีสืบทอดมาจนถึงยุคปัจจุบัน
Tell a Friend
การสักยันต์เข็มโบราณ แบบน้ำมันว่าน108 และ แบบลงหมึก
รหัสสินค้า: 000001
ราคา 0.00 บาท
รายละเอียด: เป็นการสักยันต์แบบโบราณ โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. การสักด้วยน้ำมัน โดยส่วนใหญ่จะเป็นน้ำมันว่าน 108 ซึ่งมีผลทางด้านเมตตา มหาเสน่ห์ ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบัน เพราะไม่เห็นรอยสักเหมือนการสักแบบหมึก เพียงแค่ 2-3 วัน รอยก็จะจางหายไป ลวดลายที่นิยมก็จะเกี่ยวข้องกับ เมตตา ค้าขาย การเจรจาประกอบธุรกิจ ศิลปิน นักแสดง เช่น ยันต์สาลิกา ยันต์จิ้งจก ยันต์เมตตา ยันต์ลือชา ยันต์ถุงเงินถุงทอง และอื่นๆ อีกนับร้อย
2. การสักด้วยหมึกจีน โดยการใช้เข็มเหล็กแหลมจุมหมึกสีดำผสมว่าน108 นำมาทิ่มลงบนบริเวณเนื้อที่ต้องการสักยันต์ลงไป โดยอาจารย์เสือจะเป็นผู้ร่างแบบใหม่ทุกลาย ทุกคนจะได้ลายสักที่ไม่ซ้ำกันเพราะเป็นการเขียนขึ้นสดๆจากจินตนาการของตัวอาจารย์เอง ไม่ได้ใช้แม่พิมพ์ใดๆทั้งสิ้น..ศิษย์ทุกคนที่ได้ลายสักไปจะเกิดความภาคภูมิใจในความเป็นหนึ่งเดียวของตน
Tell a Friend
การสักยันต์แบบเครื่องไฟฟ้า(Tattoo)
รหัสสินค้า: 000002
ราคา 0.00 บาท
รายละเอียด: เป็นการประยุกต์การสักยันต์แบบยุคโบราณเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ซึ่งไม่ผิดกฏเกณฑ์ใดๆ เพราะสมัยโบราณไม่ได้มีข้อกำหนดในการขึ้นรูปรอยสักว่าจะต้องเป็นการสักที่ใช้เข็มทิ่มลงไปบนเนื้อเท่านั้น เพียงแต่ให้มีรูปในลักษณะที่ถูกต้องตามหลักศาสตร์ของการเขียนเลขและอักขระของยันต์ก็เพียงพอแล้ว แต่หลักที่สำคัญที่จะทำให้เกิดพระพุทธคุณเทียบเท่าอย่างโบราณได้กำหนดไว้คืออาจารย์ผู้ปลุกเลขยันต์ต้องมีวิชาและสมาธิที่ถึงขั้นในการเรียกรูปเรียกนามให้เกิดอิทธิฤทธิ์ปฎิหารย์ขึ้นมาได้เป็นอันสมบูรณ์ ในการสักยันต์แบบเครื่องไฟฟ้าจึงเป็นที่นิยมในปัจจุบันเพราะมีความสวยงามและมีสีสันดูมีชีวิตชีวามากกว่าการสักแบบเข็ม และมีที่นี้ที่เดียวที่สามารถผสมผสานทั้งสองอย่างได้อย่างลงตัว
วิธีสักแบบ Tattoo นั้นนักสักจะใช้เครื่องสักไฟฟ้ามีกระปลุกบรรจุสีอยู่ด้านบนหัวเข็มการทำงานของเครื่องคล้ายจักรเย็บผ้า การสักด้วยวิธีนี้จะทำให้ได้ภาพสักที่สวยงามคมชัด นักสักสามารถเล่นสีได้ตามใจชอบภาพที่ออกมาเหมือนกับวาดภาพบนกระดาษ ผู้สักไม่เจ็บปวดเหมือนกับการสักยันต์



Tell a Friend
นะหน้าทอง...นะสาลิกาลิ้นทองสุดยอดของความขลัง
รหัสสินค้า: 000011
รายละเอียด: ถือได้ว่าการลงนะเมตามหานิยมของท่านอาจารย์เสือเป็นที่นิยมแพร่หลายมากโดยเฉพาะการลงนะหน้าทอง นะสาลิกาลิ้นทองซึ่งมีศิษย์ต่างพากันมาให้ท่านลงเป็นจำนวนมากไม่เว้นแต่ละวัน การลงนะหน้าทองนั้นสูตรที่ใช่ได้แก่การลงยันต์พุฒซ้อน หรือ ยันต์พระเจ้า ๕ พระองค์ ซึ่งเป็นยันต์ที่โด่งดังมากมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นมหายันต์สูงสุดกว่ายันต์ทั้งปวง อุปเทห์ใช้ได้สารพัดประโยชน์ โดยเฉพาะยันต์พุฒซ้อนนั้นได้นำมาใช้ในการลงนะหน้าทอง เมตตา มหานิยม โชคลาภ ก่อนอื่นเราจะมาทำความรู้จักกับ อักขระเลขยันต์ ที่พระเกจิอาจารย์ต่างๆ ที่นิยมใช้นั้นมีที่มากันอย่างไร การลงอักขระเลขยันต์นี้ เท่าที่มีการบันทึกจำกันได้ ก็ในสมัยพระร่วงเจ้า ที่ขอมดำดินมาเพื่อจะทำร้ายพระร่วง ขณะนั้นพระร่วงกำลังกวาดลานวัดอยู่ ขอมดำดินก็โผล่ขึ้นมาถามหาพระร่วง พระร่วงเจ้าก็เลยใช้วาจาสิทธิ์สาปพวกขอมจนกลายเป็นหินเป็นเวลาร่วมพันปี เพิ่งจะมีการทำพิธีปลดปล่อยวิญญาณขอกขอมให้ไปเกิดใหม่ จะเห็นได้ว่าพวกขอมมีวิชาอาคม เนื้อตัวลงอักขระจนตัวดำ ใช้วิชาดำดินเพื่อแฝงกายไม่ให้เป็นที่สังเกตในการเดินทางไม่ให้คนทั่วไปพบเห็น ส่วนพระร่วงเจ้าท่านเรียนวิชาอาคมแก่กล้า จนมีวาจาสิทธิ์ ในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน เราจะรู้ถึงการศึกษาเล่าเรียนสรรพวิชาความรู้ต่างๆ ในสมัยนั้นต้องไปเรียนที่วัด มีพระภิกษุเป็นอาจารย์คอยสั่งสอน มีการเรียนอักขระเลขยันต์ มูลกัจจายนะ ในเรื่องกล่าวถึงขุนไกร พ่อของขุนแผนที่ต้องโทษพระอาญาจากพระเจ้าอยู่หัว ขณะทรงเสด็จล่าฝูงควายป่า แต่ฝูงควายป่าแตกตื่นวิ่งมาจนถึงที่ประทับ จึงถูกตัดสินประหารชีวิต เพชฌฆาตใช้คมหอกคมดาบ แต่หาทำอันตรายแก่ขุนไกรได้ ตัวขุนไกรรำลึกได้ว่าหากตัวเองไม่ตาย จะเป็นการขัดพระราชอาญา พระเจ้าอยู่หัวตรัสให้ตายก็ต้องตาย เพราะเป็นข้าแผ่นดินของพระองค์ ขุนไกรจึงร่ายพระคาถาปล่อยของที่คุ้มกายออกจากตัว ยอมให้เพชฌฆาตประหารชีวิต ส่วนตัวขุนแผนนั้นมีการกล่าวถึง วิชาสะเดาะกลอน มนต์สะกดให้คนหลับทั้งเรือน ตอนขึ้นไปหานางวันทอง วิชามหาระรวย วิชาการทำดาบฟ้าฟื้น วิชาการทำพรายกุมาร และวิชาปราบพยศม้าสีหมอก
เราจะเห็นได้ว่าในสมัยโบราณกาลนิยมการลงอักขระเลขยันต์ศึกษาวิชาอาคมกันมาก มีการมอบตัวเข้าเป็นศิษย์เพื่อศึกษาหาความรู้ การสักลงอักขระเลขยันต์ต่างๆ มักนิยมลงหัวใจคาถาเป็นรูปสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น หนุมาน ฤาษี เสือเผ่น หรือเก้ายอด ใช้ในทางอยู่ยงคงกระพัน ส่วนด้านเมตตามหานิยมก็นิยมใช้รูปหงส์ และนกสาริกา หัวใจตัวนะต่างๆ นอกจากนั้นก็มีพวกเครื่องรางของขลัง จะเป็นพวกเสื้อยันต์ ผ้าประเจียด ผ้ายันต์ ตะกรุด พิศมร ลูกสะกด การกินว่าน อาบน้ำว่าน แต่คนสมัยก่อนนิยมการสักยันต์ลงบนร่างกายมากกว่า เพราะสะดวกในการพกพาติดตัว ไม่ต้องกลัวการหลงลืม หรือตกหล่นสูญหาย การลงนะหน้าทอง นะสาลิกาล้นทองก็เป็นอีกวิชาหนึ่งที่มีมาแต่ก่อนกาล ซึ่งผู้ที่จะลงนะทั้งสองตัวได้นั้นต้องเป็นผู้ที่รอบรู้และเข้าใจในใจความเนื้อหายันตื ว่ายันต์ประเภทใดนำมาผูกเขียนลงในการลงยันต์แต่ละครั้งได้ เพื่อก่อเกิดความขลังได้อย่างสูงสุด
สำหรับผู้ที่เดินทางมาลงนะหน้าทอง นะสาลิกาลิ้นทองกับท่านอาจารย์เสือต้องเตรียมแผ่นทองคำแท้มาเอง
Tell a Friend
ความเชื่อและไสยศาสตร์ในขุนช้างขุนแผน
รหัสสินค้า: 000012
รายละเอียด: คุณผู้อ่านบางท่านอาจเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “วรรณคดีเปรียบเสมือนคันฉ่องที่สะท้อนสภาพสังคม” กันมาบ้าง ความข้อนี้ต้องการจะสื่อว่า วรรณคดีนั้นเป็นผลจากการสร้างสรรค์ของกวี เมื่อกวีอยู่ในสังคมใด กวีก็นำเรื่องในสังคมนั้นมาประกอบในการสร้างสรรค์ผลงานด้วย จนอาจกล่าวได้ว่า หากเราอยากทราบว่าคนในสังคมหนึ่งเป็นเช่นไร ก็ให้อ่านวรรณคดีของสังคมนั้น ในวันนี้ อยากชวนคุณผู้ฟังให้ลองมาพิจารณาสภาพสังคมในวรรณคดีเอกของไทยเรื่องหนึ่ง นั่นคือเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน”
ภาพสังคมและวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่ปรากฏในวรรณคดีไทยเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” นั้น ว่ากันว่าเป็นภาพสังคมวัฒนธรรมของไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไม่ใช่สภาพสังคมในสมัยอยุธยาตามท้องเรื่องแต่อย่างใด ในระยะเวลาดังกล่าว “ความเชื่อและไสยศาสตร์” ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในสังคมไทย ดังนั้น เรื่องราวของขุนช้างขุนแผนจึงกำหนดให้ตัวละครต้องเกี่ยวข้องกับความเชื่อและไสยศาสตร์เกือบตลอดทั้งเรื่อง การพิจารณาเรื่อง “ความเชื่อและไสยศาสตร์” ที่ปรากฏในเรื่องขุนช้างขุนแผน” จึงน่าจะช่วยให้เรามองเห็นความเชื่อและวิธีแก้ปัญหาของคนไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นได้โดยอ้อม
สำหรับความเชื่อที่ปรากฏมากที่สุดในเรื่องขุนช้างขุนแผน ได้แก่ ความเชื่อเรื่องความฝัน ซึ่ง “ความฝัน” ที่ปรากฏในเรื่อง มักจะเป็นความฝันเพื่อบอกเหตุที่กำลังจะเกิดขึ้น สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ใหญ่ ๆ ได้แก่
1.ฝันดี เช่น นางทองประศรีฝันว่าได้แก้ว ต่อมาก็ตั้งครรภ์ พอคลอดลูกออกมาเป็นชาย ก็ตั้งชื่อว่า พลายแก้ว หรือขุนแผน พระเอกของเรื่อง
2.ฝันร้าย เช่น นางวันทองฝันว่ามีคนมาทำร้ายพลายงาม ซึ่งสอดคล้องกับ เหตุการณ์ที่ขุนช้างลวงพลายงาม ลูกชายของวันทองที่เกิดจากขุนแผนไปฆ่าในป่า เนื่องจากรู้สึกอับอาย ที่ผู้คนต่างพากันล้อเลียน
ความเชื่ออีกประเภทหนึ่งที่ปรากฏ ได้แก่ “ความเชื่อเรื่องลางสังหรณ์” ส่วนใหญ่ “ลางสังหรณ์” ที่ปรากฏในเรื่องจะเป็นลางร้าย มากกว่า ลางดี เช่น นางวันทองเห็นแมงมุมกำลังทุ่มอกตัวเอง เมื่อคราวที่ พลายงามกำลังจะถูกขุนช้างฆ่าอยู่กลางป่า หรือตอนที่ขุนแผนกำลังจะเอาดาบฟันขุนช้างขณะที่ขุนช้างนอนหลับอยู่ ก็มีจิ้งจกร้องทักขึ้น ขุนแผนจึงได้สติ มิได้ฆ่าขุนช้าง เป็นต้น
สำหรับไสยศาสตร์ที่ปรากฏในเรื่องขุนช้างขุนแผนนั้น สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม เช่นเดียวกับความเชื่อในเรื่องความฝัน ได้แก่
1.ไสยขาว เป็นไสยศาสตร์ที่มิได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น เน้นอิทธิวิธีต่าง ๆ เช่น การดูเมฆเพื่อหาฤกษ์ยาม หรือวิธีที่เรียกว่า สูรย์จันทร์ และสุริยกลา โดยสังเกตจากลมหายใจเข้าออก เป็นต้น ซึ่งไสยขาวนี้เชื่อว่าหากปฏิบัติตามแล้วจะเกิดสิ่งมงคลแก่ตัว
2.ไสยดำ จัดเป็นเดรัจฉานวิชา เป็นไสยศาสตร์ที่มุ่งทำร้ายผู้อื่น สำหรับ ไสยศาสตร์ประเภทนี้ที่ปรากฏในเรื่อง ได้แก่ การทำเสน่ห์ โดยเฉพาะ “การฝังรูปฝังรอย” เช่น ตอนที่เถนขวาดทำเสน่ห์ให้พลายงามมารักนางสร้อยฟ้า ภรรยาน้อย เป็นต้น
จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าความเชื่อและไสยศาสตร์ที่ปรากฏในเรื่องขุนช้างขุนแผนมีทั้งด้านที่ให้คุณและให้โทษ ซึ่งนับว่ามีความสมจริงและสอดคล้องกับสังคมมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง เพราะในสังคมของมนุษย์นั้นสิ่งต่าง ๆ ก็มีทั้ง “คุณ” และ “ โทษ” อยู่ในตัวเสมอ ความเชื่อและไสยศาสตร์ในขุนช้างขุนแผน ช่วยสะท้อนให้เห็นว่า สภาพสังคมวัฒนธรรมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น การคิดหรือคำอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในแบบวิทยาศาสตร์ตามหลักของเหตุและผลยังไม่เป็นที่แพร่หลายดังเช่นปัจจุบัน จึงนำความเชื่อและไสยศาสตร์มาเป็นเหตุผลอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้คนในสมัยนั้นรู้สึกมั่นใจในการดำเนินชีวิตมากยิ่งขึ้น จึงอาจกล่าวได้ว่า ความเชื่อและไสยศาสตร์ได้ทำหน้าที่เสมือนเป็นคู่มือในการดำรงชีวิต และอุปกรณ์เสริมความมั่นใจให้กับคนไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั่นเอง
ขุนแผน ของแท้มวลสารล้วนๆ บูชา699 เลี่ยมน้ำมันอาถรรพ์แท้ๆ 1500 ติดต่อ 089-4488-422
Tell a Friend
ผ้ายันต์ ศาสตร์ที่เดินเคียงคู่มากับการสักยันต์
รหัสสินค้า: 000013
รายละเอียด: ผ้ายันต์
ความเชื่อในสิ่งเร้นลับ ความศรัทธาที่อยู่เหนือธรรมชาติ อยู่คู่กับคนไทยมาช้านานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หลายคนหาสิ่งของศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่ามีพลังคุ้มคร องให้แคล้วคลาดภยันตราย รวมถึงให้โชคลาภต่างๆ มาพกติดตัว ผ้ายันต์ ถือว่าเป็นของขลังชนิดหนึ่งที่ผู้คนนิยมพกไว้ติดตัว

ผ้ายันต์ เป็นผืนผ้าที่จารึก คาถา อักขระโบราณ และภาพสัญลักษณ์ต่างๆ ที่เกิดจากความเชื่อทางไสยศาสตร์ของผู้คนแห่งอาณาจัก รสุวรรณภูมิ ที่ถูกถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษนานนับพันปี

ผ้ายันต์จึงถือเป็นสิ่งที่เคารพบูชา และเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนที่มีความเชื่ อและความศรัทธาในผืนผ้ายันต์

ยันต์ มาจากภาษาบาลี แปลว่า สิ่งที่มนุษย์พึง เซ่น สรวงบูชา เพื่อให้บังเกิดความสุขความเจริญ จะพบได้บนแผ่นกระดาษ แผ่นเงิน แผ่นทอง รวมทั้งบนผืนผ้าและบนผิวหนังของมนุษย์ที่ศรัทธา ส่วนสัญลักษณ์คล้ายยันต์นั้นปรากฏเป็นตัวเลขในดินแดน อาหรับ และยุโรป และยังปรากฏเป็นตัวอักษรในดินแดนจีน พม่า ธิเบต ลาว กัมพูชา และไทย
ส่วนความหมายของสัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่บนผ้ายันต์ต่าง ๆ นั้น แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

1.ลักษณะลายเรขาคณิต จะมีสัญลักษณ์เป็นรูปร่างต่างๆ เช่น รูปวงกลม หมายถึง ดวงอาทิตย์ เป็นสิ่งที่ทรงพลังสูงสุดของธรรมชาติ รูปสามเหลี่ยม หมายถึง เทพทั้ง 3 ตามลัทธิฮินดู ได้แก่ พระพรหม พระนารายณ์ และพระอิศวร และรูปสี่เหลี่ยม หมายถึง ธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ

2.ลักษณะลายรูปภาพ จะมีลักษณะหลากหลายรูปแบบ เช่น รูปบุคคล จะเป็นภาพบุคคลที่นับถือ มีอำนาจและพลังตามความเชื่อ อาทิ นางกวัก พระ เทพ และเทวดา ส่วนรูปสัตว์ เป็นภาพสัตว์ในความเชื่อ อาทิ เสือ วัว และจิ้งจก และรูปต้นไม้-ดอกไม้ อาทิ ดอกบัว ต้นโพธิ์ เป็นต้น
คุณสมบัติของผู้ลงยันต์ว่า ต้องเป็นบุคคลพิเศษที่ได้รับการถ่ายทอดในวิชานี้ทั้ง การเขียน และการท่องคาถาประกอบตามอานุภาพของยันต์นั้นๆ อีกทั้งยันต์จะมีอำนาจได้ก็ต่อเมื่อผู้ทำจะต้องตั้งจ ิตและสมาธิในการทำ ส่วนผู้รับต้องน้อมรับด้วยความเคารพ ศรัทธา และนับถือ มีการบูชาและจัดเก็บไว้ในที่เหมาะสม รวมถึงต้องท่องคาถาประกอบยันต์นั้นๆ อย่างเคร่งครัด และปฏิบัติตนตามกฎที่กำหนดไว้ เช่น ห้ามผิดศีล 5 ห้ามลอดใต้ถุนบ้าน ราวตากผ้า และห้ามบริโภคเนื้อสัตว์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ประเภทของผ้ายันต์ได้มีการแบ่งออกเป็น 9 ประเภท คือ

1.ยันต์เมตตามหานิยม มีไว้ให้คนรักใคร่ เมตตา หายโกรธเคือง หากพกติดตัวเวลาไปพูดคุยติดต่อกับใคร จะทำให้ราบรื่นประสบความสำเร็จ

2.ยันต์มหาอำนาจ มีไว้แล้วจะทำให้คนเคารพเกรงขามมีบารมี หากพกติดตัวเข้าป่าจะสามารถป้องกันสัตว์ร้าย หากออกสู้รบจะมีชัยชนะ

3.ยันต์ค้าขาย เชื่อว่ามีแล้วจะทำให้ค้าขายได้กำไรร่ำรวย เงินทองไม่ขาดมือพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ

4.ยันต์มหาเสน่ห์ หรือ ยันต์เรียกผัว มีไว้ครอบครองจะทำให้คนหลงรักหลงเสน่ห์ ซึ่งมักทำเป็นรูปหญิงสาวมีความสัมพันธ์กับสัตว์ เช่น ช้าง ม้า วัว

5.ยันต์โชคชะตา เป็นยันต์ที่ทำนายโชคชะตาไว้ดูฤกษ์ยามมงคลต่างๆ คล้ายปฏิทินดูดวง โดยมากจะมีดวงชะตาของเจ้าของผ้ายันต์อยู่ด้วย

6.ยันต์อยู่ยงคงกะพัน เป็นยันต์ที่มีไว้เพื่อป้องกันอันตรายจากอาวุธต่างๆ ศัตรูยิงแทงฟันไม่เข้า ในอดีตเชื่อกันว่าหากปฏิบัติตามคาถาอย่างเคร่งครัดจะ ทำให้ทำให้หายตัวได้

7.ยันต์ป้องกันภัย ใช้ป้องกันภูตผีปีศาจ วิญญาณ ภัยธรรมชาติ และคุณไสยต่างๆ

8.ยันต์สารพัดนึก หรือ ยันต์พันช่อง มีความเชื่อว่า จะทำให้แคล้วคลาดจากอันตรายทุกชนิด จากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง อยากจะได้อะไรก็ได้ตามที่ต้องการ

9.ยันต์ฝ่าต๊ะ หรือยันต์ประทับรอยมือ รอยเท้า ถือเป็นยันต์ชนิดพิเศษที่พบยาก เมื่อนำติดตัว หรือบูชาคนที่มีบารมี และเป็นที่เคารพรัก เสมือนเป็นสิ่งมงคลป้องกันภัย และนำโชคมาแก่เจ้าของ มักพบเป็นรอยฝ่าเท้าและฝ่ามือของบิดา มารดา และพระสงฆ์ผู้มีชื่อเสียง เช่น ผ้ายันต์ฝ่าต๊ะของครูบาศรีวิชัยคนโบราณถือว่าผ้ายันต์เป็นของที่มีค่า ไม่ค่อยจะขายผ้ายันต์ให้ใครง่ายๆ จึงเป็นเรื่องที่ยากในการจะไปซื้อหาเก็บไว้ ต้องรอให้ยันต์ตกเป็นมรดกถึงรุ่นลูกรุ่นหลานเสียก่อน ถึงจะนำมาขาย ซึ่งในปัจจุบันผู้ที่มีความเชื่อและศรัทธาในผ้ายันต์ น้อยลงกว่าเมื่อก่อน

"จากเหตุผลหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นการได้รับอิทธิพลและค่านิยมฝั่งตะวันตก ผู้คนอยู่ในศีลธรรมน้อยลงกว่าเมื่อก่อนจึงทำให้ยากต่ อการปฏิบัติตนตามกฎที่กำหนดไว้ ทำให้คุณประโยชน์ของยันต์น้อยลงไป แต่ผ้ายันต์ก็คงยังสะท้อนให้เห็นประวัติศาสตร์ ความเชื่อ ความศรัทธาของบรรพบุรุษ ผมอยากให้คนรุ่นหลังช่วยกันอนุรักษ์ เพื่อให้ผ้ายันต์เป็นแหล่งความรู้ สำหรับศึกษาค้นคว้าหาความรู้ในภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษ ทิ้งไว้ จึงมีความคิดที่จะจัดตั้งทำเป็น พิพิธภัณฑ์ผ้ายันต์-เครื่องราง-ของขลัง แห่งสุวรรณภูมิ เพื่อให้เป็นแหล่งสำหรับผู้ที่สนใจมาศึกษาและกราบไหว ้ต่อไป"

ปัจจุบันแม้ความเชื่อ และคุณประโยชน์ของผ้ายันต์จะลดน้อยลงไปตามความเจริญข องโลก แต่ผ้ายันต์ก็ยังทรงคุณค่าในด้านประวัติศาสตร์ความเช ื่อ ความงามแห่งศิลปะจากความศรัทธาที่บรรพบุรุษที่ฝากไว้ ให้อนุชนรุ่นหลังได้ค้นคว้า ศึกษา และชื่นชมในภูมิปัญญาของไทย

ผ้ายันต์ม้าเสพนาง (ผ้าห่อศพ) บูชา 499 บาท เขียนมือ 1500 บาท
ผ้ายันต์ขุนแผนแสนนางล้อม (ผ้าห่อศพ) บูชา 499 บาท เขียนมือ 1500บาท
ติดต่อได้ที่ 089-4488-422
Tell a Friend
กุมารทอง เครื่องรางของขลังที่อยู่คู่คนไทยมาหลายร้อยปี
รหัสสินค้า: 000014
รายละเอียด: กุมารทองคืออะไร กุมารทองนั้นก็คือเครื่องรางของขลังชนิดหนึ่งที่มีวิญญานของเด็กสิงสถิตอยู่ และสามารถแสดงตัวให้คนในบ้านเห็นหรือในยามที่เจ้าของบ้านไม่อยู่ ซึ่งกุมารทองนี้ให้ได้ทั้งโชค ทั้งเมตตา และยังเป็นมหาเสน่ห์ได้อีกด้วย

กำเนิดกุมารทอง
กุมารทองนั้นเป็นของขลังที่มีมาตั้งแต่โบราณกาล เป็นที่นับถือคุ้นเคยของคนรุ่นปู่ย่า แม้กระทั่งในทุกวันนี้ความเชื่อในเรื่องกุมารทองนั้นก็ยังคงเป็นที่นิยมกันอยู่ โดยจะเห็นได้จากการที่ร้านค้าหรือผู้ประกอบกิจการต่างๆมักจะมีหุ่นกุมารทองตั้งไว้บูชาไว้ด้วยความเชื่อที่ว่ากุมารทองนั้นจะสามารถเรียกลูกค้าให้เข้าร้าน หรือให้โชคลาภแก่ผู้เลี้ยงอีกด้วย

ตำนานกุมารทองจากวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนนั้นได้กล่าวถึงกำเนิดของกุมารทองไว้ตอนหนึ่งว่า ขุนแผนจับได้ว่านางบัวคลี่เมียของตนคิดวางยาพิษเพื่อจะฆ่าตน จึงได้ลงมือฆ่านางบัวคลี่ แล้วจึงผ่าท้องของนางเพื่อเอาบุตรชายภายในท้องนั้นมาทำเป็นกุมารทอง โดยทำพิธีในย่างศพเด็กและปิดทองคำเปลวจนกระทั่งกลายเป็นผีกุมารทอง แล้วใส่ห่อผ้าไว้ กุมารทองจัดได้ว่าสำคัญกับขุนแผนมาก เพราะกุมารทองนั้นก็เป็นบุตรคนหนึ่งของขุนแผนเช่นเดียวกัน

เหตุที่กุมารทองนั้นถูกจัดให้เป็นของวิเศษอย่างหนึ่งนั้น สันนิษฐานได้ว่าได้รับความนิยมมาตั้งแต่สมัยขุนแผนซึ่งอยู่ในยุคกรุงศรีอยุธยา และได้รับสืบทอดมาจนถึงยุคปัจจุบันนี้ แต่การสร้างกุมารทองนั้นไม่สามารถทำแบบขุนแผนได้เนื่องจากผิดทั้งกฎหมาย และศีลธรรม

ตำนานกุมารทองเพชรฆาต
กุมารทองนั้นมี 2 ประเภทคือ กุมารทองที่มีฤทธิ์ทางด้านทำร้ายศัตรู และอีกประเภทคือด้านเมตตามหานิยม กุมารทองประเภทแรกนั้นจะมีความดุร้ายอยู่มาก แบ่งได้เป็น 4 ชนิดด้วยกัน คือ 1.เพชรมั่น 2.เพชรดับ 3.เพชรคง 4.เพชรสูญ กุมารทั้ง 4 ชนิดนี้ เรียกโดยรวมว่า "เพชรภูติงาน" หรือ "เพชรปราบ" มีไว้สังหารหรือทำร้ายศัตรูโดยเฉพาะ ตามตำรากล่าวไว้ว่าการสร้างกุมารทองชนิดนี้จะใช้การอัญเชิญของพวกผีตายโหงหรือปีศาจให้มาสถิตอยู่ในหุ่นกุมารทอง ซึ่งแต่ละชนิดนั้นจะมีวิธีการทำร้ายศัตรูที่ต่างกันไป กุมารทองเพชรสูญจะมีฤทธิ์ในการทำให้คนกลายเป็นบ้า กุมารทองเพชรคงและเพชรมั่นนั้นจะดีในทางด้านเฝ้าบ้านเรือนด้วยการฆ่าคนแปลกหน้าที่มาบุกรุกบ้าน สิ่งที่ปราบกุมารทองเพชรมั่นได้นั้นได้แก่วัวธนูที่ทำจากไม้ไผ่หามผี แต่กุมารทองเพชรคงจะมีฤทธิ์สูงกว่ากุมารทองเพชรมั่นเพราะสามารถเอาชนะได้หรือแม้กระทั่งที่ทำจากครั่ง สิ่งที่เดียวที่จะหยุดได้คือวัวธนูทองแดง ยิ่งไปกว่านั้นกุมารทองเพชรคงยังมีอำนาจในการไล่ตามศัตรูได้ในขณะที่กุมารทองเพชรมั่นจะอยู่แต่ภายในอาณาเขตบ้านเท่านั้น กุมารทองเพชรดับเป็นเพชรฆาตเลือดเย็นที่สามารถหักคอศัตรูอย่างรวดเร็วฉับพลันเหมือนนักฆ่ามืออาชีพมีไว้สำหรับปลิดชีวิตศัตรูโดยเฉพาะ กุมารทองจำพวกนี้ยังคงนิยมอยู่ในเฉพาะนักไสยเวทย์มนต์ดำที่เก่งกล้าหรือแถบเขมรและอิสลาม ไม่ได้นิยมในหมู่นักสะสมเครื่องรางทั่วไป

กุมารทองโชคลาภเมตตามหานิยม
กุมารทองอีกประเภทหนึ่งนั้นมีไว้เฝ้าบ้าน เรียกลูกค้า เป็นเมตตามหานิยม ไม่มีชื่อเรียกโดยเฉพาะ โดยทั่วไปนั้นผู้บูชาจะตั้งชื่อเอง โดยจะตั้งชื่อที่เป็นมงคล เรียกทรัพย์ต่างๆ กุมารทองชนิดนี้จะไม่มีความดุร้ายสามารถเลี้ยงกันได้ทุกคนไม่มีอันตรายเหมือนอย่างกุมารทองทองชนิดข้างต้น

กุมารทองด้านเมตตาที่สร้างโดยอาจารย์รุ่นเก่าที่ขึ้นชื่อว่าขลังได้แก่หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม แต่ปัจจุบันนี้คือหลวงพ่อแย้มซึ่งเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อเต๋ กุมารทองทางเมตตานี้จะมีความศักดิ์สิทธิ์ในด้านของการเฝ้าบ้าน เรียกลูกค้า

วิญญาน 3 ชนิด
การสร้างกุมารทองนั้นแบ่งออกหลักๆเป็น 3 วิธีการสร้างคือ
1. สร้างด้วยดิน 7 ป่าช้าผสมผงพรายกุมาร ผงพรายกุมารนั้นคือผงที่ได้จากการเอากระดูกเด็กมาป่นละเอียดผสมกับผงอิทธิเจและปถมัง กุมารประเภทนี้จะเฮี้ยนและแรงที่สุด แต่มีทั้งคุณและโทษภายในตัว วิญญานที่เชิญลงมานั้นมักเป็นวิญญานในป่าช้า หรือเป็นวิญญานเด็กที่ติดอยู่กับผงพรายกุมารนั่นเอง กุมารประเภทนี้ต้องเซ่นไหว้ให้ดี และหากเวลาผ่านไปนานวันวิญญานภายในตัวกุมารก็สามารถโตขึ้นได้

2. การสร้างด้วยเนื้อดินหรือเนื้อไม้แล้วเชิญญานเทพลงมา กุมารประเภทนี้มักจะไม่ค่อยแสดงตัวเหมือนอย่างแรก เพราะเป็นเทพไม่ต้องเสพอาหารหยาบ ปกติมักปลุกเสกรวมกับพระเครื่อง เช่น กุมารทองของหลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม

3. สร้างด้วยไม้ตายพราย ที่นิยมนั้นมักจะสร้างด้วยเนื้อไม้รักซ้อมตายพรายและไม่มะยมตายพราย เพราะถือว่าไม้ตายพรายนั้นเป็นไม้เทพสถิต มีความขลังอยู่ในตัวแม้ไม่ต้องปลุกเสก เมื่อได้ไม้ชนิดนี้มานั้นอาจารย์ผู้เสกจะประจุอาคมพระเวทย์ จิต ตั้งธาตุ หนุนธาตุ เรียกอาการ 32 เรียกนาม จนเกิดเป็นวิญญานอุบัติขึ้นมา วิญญานที่เกิดขึ้นมานั้นจะเรียกว่าพราย คือไม่รู้จักโต พรายพวกนี้จะไม่ทำร้ายผู้ใด แต่ถ้าขาดการดูแลจะอ่อนกำลังและสลายไปในที่สุด

การบูชากุมารทอง
กุมารทองเป็นของขลังที่วิเศษในตัว การบูชานั้นทำโดยการตั้งเครื่องบูชา ประกอบด้วยข้าวปากหม้อ ไข่ต้ม น้ำแดง ขนมหวาน นอกจากนี้หากว่าบนสิ่งใดไว้ก็ให้ตอบแทนตามสิ่งที่บนมาเช่น ให้ของเล่น หรือให้สร้อยทอง ตามที่เราได้บนเอาไว้ สำหรับการถวายนั้นให้เราตกลงกับกุมารทองเอาว่าเราสะดวกวันไหน เช่นเราตกลงกับกุมารทองไว้ว่าจะถวายข้าวทุกๆวันพระเราก็ต้องให้เค้าทุกๆวันพระ เพราะกุมารทองเป็นกายทิพย์ถือเรื่องสัจจะเป็นสำคัญ แต่ถ้าหากไม่มีเวลาให้เราบอกเค้าไว้ว่า เวลาไปไหนก็ให้ไปด้วยกันกินอะไรก็กินด้วยกัน

การนำกุมารทองเข้าบ้าน
ก่อนำกุมารทองเข้าบ้านนั้นเราจะต้องจุดธูป 16 ดอก บอกพระภูมิเจ้าที่ว่าให้เปิดทางให้แก่กุมารทองที่เรานำมาเลี้ยง ถ้าหากภายในบ้านเรามีกุมารทองอยู่ก่อนแล้วให้เราทำการจุดธูปหรือบอกปากเปล่าว่าจะเอาพี่หรือน้องมาอยู่ด้วย และเรายังต้องสอนกุมารในทางที่ดีอีกด้วยเพราะเค้าเป็นเด็กยังไม้รู้อะไรดีไม่ดี
ข้อพึงระลึกผู้ที่จะเริ่มเลี้ยงกุมารทอง

1. เราต้องพร้อมที่จะเลี้ยงดูเค้าคำว่าพร้อมก็คือ ตนเองมีเวลาเลี้ยงดู ที่บ้านยอมรับ
2. พึงระลึกไว้ว่าเค้าคือลูกของเราจริงๆ คนส่วนใหญ่ที่หัดเลี้ยงมักจะลืมไปว่าเค้ามีจิตวิญญานเป็นเด็กเหมือนกันเพียงแต่ว่าเราไม่รู้ไม่เห็นว่าเคาอยู่ตรงไหน จึงลืมไปว่าเค้ามีชีวิต ข้อนี้ต้องละรึกไว้เสมอเลย

3. หมั่นคุยเล่นกับเค้า อย่างที่บอกครับว่าเค้าคือลูกของเราจริงๆ เราก็ต้องหมั่นคุยเล่นกับเขาบ้าง

4. หาของเล่นหรือขนมให้ลูกๆเราตามสมควร เมื่อเวลาเราใช้งานให้เค้าทำงานเช่น บน หรือ ถึงวันพระวันสำคัญ เราก็ควรหาขนมหรือของเล่นไปให้เขาบ้าง (ตุ๊กตาทองของ หลวงปู่แย้ม วัดสามง่ามนั้น ควรจะต้องถวายข้าวทุกๆวันตามตำรับของ หลวงปู่ท่าน)

5. รู้จักดุกำราบหากว่ากุมารทองดื้อซน แน่นอนครับเป็นเด็กก็ต้องซน เวลาซนก็ต้องดุกำราบบ้างไม่ให้ซนหรือดื้อ โดยปกติแล้วผู้เลี้ยงส่วนใหญ่จะใช้คาถากำราบเอาแต่การใช้คาถากำราบนั้นก็เหมือนเอาไม้มาเฆี่ยนตีนี่แหละครับ ผมจึงแนะนำให้เราใช้คำพูดคำจากับเขาก่อนหรือดุด้วยวาจาก่อน หากยังไม่หยุดซนค่อยใช้คาถาเป็นครับ
การตั้งชื่อกุมารทอง

1. การตั้งชื่อกุมารทองนั้นแบ่งออกเป็น 3 แบบด้วยกัน
1.1 ตั้งชื่อเน้นทางด้านโชคลาภ เช่น เรียกทรัพย์ ทรัพย์อนันต์ ทองไหลมา พูนลาภ เป็นต้น

1.2 ชื่อเน้นในทางดุดัน เฝ้าบ้าน เช่น กล้า แกร่ง คง มั่น เพชร หาญ ชัย เป็นต้น

ขั้นตอนการนำเข้าบ้าน

1. หาที่อันสมควรให้แก่กุมารทองโดยไม่ตั้งสูงกว่าพระ และไม่ต่ำติดพื้น และไม่หันหน้าไปทางทิศตะวันตก

2. จุดธูป 12 ดอกกลางแจ้ง บอกกล่าวขออนุญาติเจ้าที่เจ้าทาง พระภูมิ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้าน ผีบรรพบุรุษ ว่าเราจะนำกุมารทอง รักยม ลูกกรอก หรือพยนต์เข้ามาเลี้ยงในบ้าน

3. นำหุ่นกุมารทองเข้าบ้านแล้วหาน้ำสะอาด 1 แก้วตั้งที่หน้าหิ้ง โดยกุมารพรายแยก 1 หิ้ง กุมารเทพแยก 1 หิ้ง แล้วบอกกล่าวกุมารทองว่าเจ้าชื่ออะไร อยู่บ้านนี้มีใครบ้าง แล้วให้ช่วยกันทำงานหาเงินทอง อย่าดื้ออย่าซน

4. ทุกๆวันพระควรจะมีการถวายข้าวหรือขนม น้ำแดงให้กุมารทอง    
สนใจกุมารทอง ท่านอ.เสือ เข็มเทวดา ติดต่อ 089-4488-422 รรมดา 699 บาท เลี่ยมน้ำมันอาถรรพ์แท้ๆ 1500 บาท ของแท้แน่นอน
Tell a Friend
รัก ยม เครื่องรางที่ไม่เคยเสื่อมความนิยมไปจากคนไทย
รหัสสินค้า: 000015
รายละเอียด: รักยมเป็นรูปเด็กแกะด้วยไม้คู่หนึ่ง มีลักษณะเป็นเด็กผมจุกยืนกำหมัดทั้งสองข้าง คล้ายกำลังทำท่าชกมวย
ตัวที่ชื่อรักนั้น เกจิอาจารย์แกะด้วยไม้รักซ้อน บางตำราก็ใช้ต้น บางตำราก็ใช้รากที่ชี้ไปทางทิศตะวันออก
และต้องเป็นรากที่เรียกว่าตายพราย คือตายเองด้วย ส่วนตัวที่ชื่อยม ก็แกะจากไม้มะยม ใช้ต้นและราก
ลักษณะเดียวกันกับรากหรือต้นรักซ้อนนั้นแต่มีสีขาว ส่วนตัวที่ทำจากรากรักซ้อนมีสีดำ เมื่ออาจารย์ได้บรรจง
แกะรูปเด็กหัวจุกทั้งสองเสร็จแล้ว ก็จะกระทำพิธีปลุกเสกโดยเอารูปแกะกุมารทั้งสองวางลงในขันสำริด
ที่มีน้ำมันหอมหรือน้ำมันจันทร์ใส่เตรียมไว้ก่อนแล้ว อาจารย์จะต้องทำให้เกิดนิมิตในขณะปลุกเสก
คือปลุกจนกระทั่งรูปแกะกุมารทั้งสองนั้นลุกขึ้นเต้นและเล่นกันดุจมีชีวิตวิญญาณ แล้วจึงเป็นอันใช้ได้

ผู้ที่จะให้เจ้ารักเจ้ายมช่วยเหลือในภารกิจของตน ก็นำรักยมพร้อมทั้งน้ำมันหอมนั้นประจุลงในขวดแก้วเล็กๆ
ซึ่งมีขนาดพอดีกับตัวของรักยมที่จะลงไปอยู่ด้วยกันได้ทั้งคู่ นำติดตัวในเมื่อจะออกจากบ้านไปทำภารกิจนั้นๆ
ครั้นเมื่อกลับเข้าสู่เคหะสถานบ้านเรื่อนตน ก็นำรักยมเข้าไว้ในที่อันสมควร จัดแจงข้าวปลาอาหารขนม
ให้รักยมทั้งสองบริโภค ดุจดังเราเลี้ยงเด็กๆ ไว้ในบ้าน การพูดจากับรักยมนั้นก็ต้องพูดเอง และตัวผู้ใช้ตอบเอง
ที่เรียกว่า "พูดเองเออเอง"แล้วแต่ปรารถนาสิ่งใดๆ ก็ให้กล่าววาจากับเขาขอให้รักยมช่วยในกิจนั้นๆ
ผู้ใช้จะต้องคอยดูน้ำมันหอมที่ใส่ในขวดรักยมอยู่เสมอ และระวังอย่าให้แห้งได้ เมื่อจวนจะแห้งหรือ
น้ำมันจันทร์เหลือน้อย จำเป็นต้องเติมมิให้พร่องลงได้ ท่านว่ารักยมจะขึ้น และให้ผลแก่ตัวเจ้าของดีนัก
ทั้งน้ำมันจันทร์ในขวดนั้นเล่าก็ใช้ทาคิ้วทาผมเป็นเครื่องสำอางค์ ที่จะยังเสน่ห์ให้แก่ผู้ใช้เป็นเอนกประการ

ในขณะที่จะไปเอารากรักและรากมะยมมากระทำพิธีแกะนั้น ท่านให้เดินทางออกจากบ้านไปแต่เช้าตรู่
ห้ามพูดกับผู้ใดในขณะนั้น เมื่อถึงต้นรักและมะยมที่หมายตาเอาไว้ก่อนแล้วก็ลงมือพลี (ขุดและตัดเอารากมา)
โดยพูดว่า

เจ้ารัก (ยม) เอ๋ย จงไปอยู่กับพ่อ จงช่วยพ่อให้สำเร็จสมปรารถนาเถิด
"นะมะพะทะอาคัจฉายะ อาคัจฉามิ มานี่มะมามา"

เมื่อพลีไม้รักหรือไม้ยมมาได้แล้ว ท่านให้วิ่งกลับบ้าน โดยมิให้เหลียวหลังไปดูต้นไม้นั้นเป็นอันขาด
ครั้นเมื่อถึงบ้านแล้วจึงเอารากรักซ้อนและรากยมนั้นปิดทองคำแผ่นให้งดงาม แล้วเอาคั่นกลางใจบ้าน
พลีมาด้วนคาถา นะ มะ พะ ทะ หยิบมือหนึ่ง ห่อด้วยกระดาษว่าว ตั้งไว้หน้ารากรักและยมพร้อมด้วย
สำรับกับข้าวเล็กๆ เป็นการบวงบนแด่วิญญาณของรักยม กระทำดังนั้นแล้ว พอได้เวลาสมควร
(กะว่าจุดธูปหมดดอก) จึงนำไม้นั้นไปมอบให้อาจารย์สร้างรักยมต่อไป

มีเรื่องกล่าวถึงความเป็นมาของเจ้ารักยมนี้ตั้งแต่ครั้งบรมกาลดังนี้

กาลครั้งหนึ่งในราวป่าหิมพานต์อันเป็นที่บำเพ็ญพรตของเหล่าพระฤาษีทั้งหลายผู้มีอายุนับด้วยกัปป์
อยู่มาวันหนึ่งพหลปีติฤาษีออกจากอาศรมไปเที่ยวเก็บผลไม้เพื่อขบฉัน ผ่านสระน้ำแห่งหนึ่งอันมีปทุมชาติ
ชูช่ออยู่ดารดาษ พหลปีติฤาษีตั้งใจจะตักน้ำใส่เต้าที่ทำด้วยผลน้ำเต้าแห่งป่าหิมพานต์เอาไปไว้บริโภคที่อาศรม
ก็เหลือบไปเห็นกุมารน้อยคู่หนึ่งอยู่ในรัตตะอุบล (บัวสายมีสีอันแดง) จึงได้เก็บกุมารน้อยนั้นนำมาเลี้ยงไว้
ยังอาศรมของตน

ครั้นกาลต่อมาเมื่อกุมารน้อยนั้นเติบใหญ่พหลปีติฤาษีจึงให้ชื่อกุมารน้อยนั้นว่า รัตตะกุมารคนหนึ่ง
และยมกะกุมารหนึ่ง พร้อมกันนั้น พหลปีติฤาษีก็ได้ถ่ายทอดวิทยาคมทั้งปวงให้แก่กุมารทั้งสองนั้น
เป็นอันดีสมชาติชายชาตรีทุกประการ

สำหรับรัตตะกุมารนั้นกล่าวว่าเป็นมานพน้อยมีรูปโฉมงดงาม ส่วนยมกะกุมารนั้นเล่าแม้จะด้อยในทางรูปสมบัติ
แต่ก็มีความเชี่ยวชาญชำนาญในทางกระบวนยุทธ และเวทย์อาคมทั้งปวง เป็นที่ชดเชยกันกับรูปสมบัติแห่งตนนั้น
ไม่ยิ่งหย่อน

อยู่มาเวลาหนึ่งกุมารทั้งสองซึ่งบัดนี้เป็นหนุ่มใหญ่ฉกรรจ์เข้าไปบังคับพระพหลปีติฤาษีผู้มีอุปการะดุจบิดาบังเกิดเกล้า
ขอลาเข้าไปยังในบ้านในเมืองเพื่อหาโอกาสทำราชการหาความดีความชอบใส่ตนต่อไป พหลปีติฤาษีมีความอาลัยยิ่งนัก
แต่ด้วยความเป็นผู้นำบำเพ็ญพรตสละโลกียวิสัยจึงตัดความอาลัยรักเสียนั้นได้ แล้วสั่งกำชับแก่กุมารทั้งสอง
ผู้บุตรบุญธรรมนั้นว่ามาตร์แม้นได้เข้ารับราชการงานเมืองเป็นทหารแห่งพระราชา ณ แคว้นใดแล้ว อย่าไปถือว่า
ตนเป็นผู้มีวิชาเก่งกล้าทำลายชีวิตมุนษย์และสัตว์โดยไม่จำเป็นเป็นอันขาด จงตั้งใจอยู่ในความไม่ประมาท
อย่าทำอันตรายแก่ผู้ด้อยกว่าตนรัตตะกุมารและยมกะกุมารนพน้อยก็รับคำพหลปีติฤาษี แล้วออกจากอาศรม
ของพระผู้มีคุณนั้นไปด้วยใจรันทดยิ่งนัก

เมื่อมานพน้อยทั้งสองออกจากพหลปีติฤาษีอาศรมไปไม่นานเท่าใดนัก เขาก็ได้เข้าไปเป็นทหารอาสาอยู่กับพระราชา
ผู้ครองแคว้นแห่งหนึ่ง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตประกอบกับความเป็นผู้มีฝีมือแห่งฤาษีบุตรทั้งสอง รัตตะกุมารได้ตำแหน่ง
ทหารเอกแห่งแคว้น ส่วนยมกะกุมารได้ตำแหน่งที่ปรึกษาราชการงานแผ่นดินแห่งแคว้นในเวลาต่อมา

ด้วยรัตตะกุมารนพเป็นผู้ที่มีรูปโฉมสง่างามสมชายชาตรีดังกล่าวแล้ว จึงเป็นที่เสน่ห์หาและหลงใหลแก่ราชธิดา
ของพระราชาแคว้นนั้นแต่ความรักของรัตตะกุมารมานพและเจ้าหญิงมีอุปสรรคความทราบถึงราชบิดาเข้า
ก็ไม่ทรงพอพระทัย เพราะเจ้าหญิงได้ถูกหมายหมั้นปั้นมือจากกษัตริย์ผู้บิดาว่าจะให้อภิเษกสมรสกับ
เจ้าชายผู้ครองแคว้นอีกแคว้นหนึ่ง ซึ่งเป็นราชตระกูลกษัตริย์เท่าเทียมกันเจ้าหญิงจึงต้องถูกพรากตัวออกไป
จากราชวังที่พระองค์เคยประทับอยู่ด้วยความเกษมสำราญมาแต่ทรงพระเยาว์

รัตตะกุมารทราบเรื่องเข้ามีความแค้นเคืองพระราชาแห่งแคว้นเจ้าเหนือหัวของตนเป็นอย่างมากและวางแผนการณ์
ที่จะฆ่าเสีย ความทราบถึงยมกะกุมารมานพเข้า ผู้ปรึกษาราชการแคว้นจึงยับยั้งแผนการณ์ร้ายนั้นได้แล้วกล่าวเตือน
ให้รัตตะกุมารมานพถึงคำสั่งของพหลปีติฤาษีรัตตะกุมารมานพทหารเอกจึงเดินทางเข้าไปพบพหลปีติฤาษี เล่าเรื่อง
และความตั้งใจของตนที่จะฆ่ากษัตริย์ให้ฤาษีฟัง พหลปีติฤาษีกล่าวห้ามและให้โอวาทว่า การทำลายเบียดเบียน
ชีวิตมุนษย์นั้นเป็นบาปมหันต์เวรจักไม่สิ้นสุด ชาตินี้เราฆ่าเขา ต่อชาติหน้าเวรนั้นจักสนองตอบ เขาต้องฆ่าเรา
เป็นการตอบแทนบ้าง เป็นอย่างนั้นไม่มีที่สิ้นสุดแต่ความรักทำให้รัตตะกุมารตามืดตามัวเสียแล้ว ด้วยความคั้งแค้น
และพิษแห่งความคั่งแค้นและพิษแห่งความเสน่หา รัตตะกุมารผู้มีฝีมือลืมถ้อยคำของพหลปีติฤาษีเสียสิ้น
เขาเดินทางกลับเข้านคร ลอบเข้าไปในที่บรรทมของกษัตริย์ ใช้ดาบคู่มือทำร้ายพระราชาถึงสิ้นพระชนม์
เมื่อล้างแค้นแก่ผู้ที่พรากดวงใจเขาให้หลุดลอยไป

แล้วรัตตะกุมารมานพก็กลับไปรับสารภาพผิดกับพหลปีติฤาษี พหลฤาษีเสียใจเป็นอย่างมากที่ศิษย์ของตนละเมิด
โอวาทคำสั่งสอน รัตตะกุมารมานพผู้โสภาจึงสละเพศฆารวาสวิสัย ขอบวชประพฤตพรหมจรรย์บำเพ็ญพรตอยู่จนกว่า
จะสิ้นชีวิตของตน รัตตะฤาษีเป็นผู้บำเพ็ญพรตมีศีลวัตรอันเคร่ง ครั้นเมื่อกาลจะสิ้นอายุขัย พหลปีติฤาษีเห็นใจได้ถามว่า
รัตตะฤาษีปรารถนาพรอันใด ท่านทหารเอกแห่งแคว้นผู้พราดรักจึงตอบไปว่า แม้นไปเกิดในชาติปางใดก็ดี ขอให้มีเสน่ห์
เป็นที่รักของคนทั้งปวง ขออย่าให้มีศัตรูด้วยประการใดๆ เลย พหลปีติฤาษีว่าท่านเป็นผู้ฆ่าผู้เบียดเบียนอยู่จักยัง
ไม่ไปเกิดในมุนษย์โลกได้ทันทีหรอก แต่ด้วยบารมีที่สร้างไว้แต่ปัจจุบันชาติในมัชฌิมวัยคือขณะนี้มีอยู่บ้าง
กรรมจะมีปัจจัยให้เป็นวัตถุสิ่งหนึ่งที่มีชีวิตแต่หามีจิตใจไม่ วัตถุสิ่งนั้นจะมีคุณดั่งคำขอนั้นเถิด กล่าวพรจบ
รัตตะฤาษีก็ถึงกาลกริยาและ ณ ที่ตรงอศุภแห่งรัตตะฤาษีนั้นต่อมาก็ได้บังเกิดพืชชนิดหนึ่งขึ้น มีดอกอันซ้อน
มีสรรพคุณเป็นที่รักที่ชอบแก่คนทั้งปวงดั่งพรแห่งพหลปีติฤาษี คนทั้งหลายเรียกพืชนั้นว่า ต้นรักซ้อน

ส่วนยมกะกุมารมานพ ครั้นภายหลังเมื่อย่างเข้าสู่วัยชราก็สละเพศฆราวาสวิสัย ออกบวชและจำศีลภาวนาอยู่
ณ ตรงอาศรมแห่งรัตตะกุมารผู้สหายกำเนิดนั้น จวบจนสิ้นอายุขัย ณ ตรงที่ยมกะกุมารฤาษีอดีตแห่งที่ปรึกษา
ของพระราชากระทำกาลกิริยาดับขั้นธ์ลงไปก็บังเกิดเป็นพันธุ์แห่งผลไม่ชนิดหนึ่งชูช่อส่งผลอยู่เคียงคู่ต้นรักซ้อนนั้น
คนทั้งลายเรียกกันว่าต้นยมกะ แล้วเพี้ยนกันมาจนเป็นมะยมในทุกวันนี้

ด้วยเรื่องราวแห่งความเป็นมาของรักซ้อนและมะยมมีมาด้วยมุขปาฐกดังกล่าวนี้ พระเกจิอาจารย์เจ้าท่าน
จึงนำส่วนแห่งต้นไม้ทั้งสองมาแกะเป็นรูปกุมาร หมายเอาถือรัตตะกุมารและยมกะกุมารผู้กำเนิดแต่รัตตะอุบล
เมื่อใช้ศิลปะการแกเป็นภาพกุมารทั้งสองนั้นแล้ว ก็ให้นามสั้นๆ ว่า "รักยม" อันคุณภาพของรักยมนั้น ท่านว่า
อยู่กับผู้ใดเมื่อบำรุงเลี้ยงเขาทั้งสองจนดีแล้ว กุมารนั้นก็จะให้คุณเป็นการตอบแทนแก่เจ้าของอย่างสมใจ
หรือตามแต่ท่านจะปรารถนาเป็นเอนกประการ ความเป็นมาแห่งเจ้ารักยมก็สิ้นประวัติแต่เพียงเท่านี้ สนใจรัก-ยม ท่านอ.เสือ เข็มเทวดา ติดได้ที่ 089-4488-422 บูชา499 บาท
Tell a Friend
ควายธนู หุ่นพยนต์ของผู้มีวิชา ใช้ฆ่าทำลายและป้องกันภัยศัตรู
รหัสสินค้า: 000016
รายละเอียด: เป็นวัตถุของขลัง ของไทยที่เลื่องชื่อลือนามมาแต่โบร่ำ โบราณเช่นเดียวกับ วัวธนู หรือโคศุภ ราช เป็นแต่โบราณาจารย์ที่ผู้ทรงเวช
วิชาได้สร้างได้ทำขึ้นในรูปลักษณะ ของควาย แทนที่จะเป็น วัว หรือ โค การสร้างควายธนูจะมีมาก่อนหรือ หลังการสร้างวัวธนูหรือไม่อย่างไร นั้น
ไม่มีหลักฐานยืนยันชี้ชัดและไม่ พบด้วยว่าท่าน ผู้ใดเป็นเจ้าตำรับ ของขลังชนิดนี้ แต่จากการที่ได้ศึกษาค้นคว้าถึง การสร้าง การใช้รวมถึงสรรพคุณของ
ควายธนูถึงแม้ว่าจะได้ความไม่ กระจ่างชัดเท่าใดนัก แต่ก็อาจสัน นิษฐานตามรูปการณ์ในฐานะคนยุค ใหม่ที่ไม่อาจเข้าใจเจตนาของคนเก่า แก่แต่โบราณได้กระจ่างชัดไปทั้ง
หมดว่ากันไปตามประสาผู้รู้น้อยซึ่ง จะถูกผิดอย่างไรก็ขอท่านผู้รู้ได้ พิจารณาด้วย ควายธนูนี้อาจสันนิษฐาน ได้ว่าสร้างมาด้วยเจตนาที่คล้ายคลึง
กับการสร้างวัวธนูคือเจตนาสร้างขึ้น เพื่อให้ลูกศิษย์ลูกหาได้มีของดีของ ขลังไว้บูชาแต่ของขลังที่สร้างขึ้นด้วย อำนาจจิตฤทธิ์วิชาที่เรียกว่า ควายธนู นี้
มีเจตนาให้เป็นเครื่องไม้เครื่องมือ ที่จะกำราบปราบปรามคู่อริที่เป็นศัตรู มากกว่าการปกป้องคุ้มครองหรือ บันดาลผลแก่ผู้มีไว้บูชาเจตนาสร้าง
ให้เป็นนักรบที่เก่งกาจในทางบู้เพื่อ ต่อสู้ กำราบอริศัตรูทั้งหลายจึงได้ สร้างในรูปลักษณะของควายซึ่งเป็น สัตว์เลี้ยงไว้ใช้แรงงานเช่นเดียวกับวัว
ด้วยคติที่ว่าควายมีความแข็งแรง มีธาตุทรหดอดทนต่อแดดลมฝนดั่งที่ มีสำนวนคำกล่าวเปรียบเปรยว่า ทนอย่างกับควายŽ อะไรทำนองนั้น เรื่องราวของควายธนูตามที่ได้รับ
วิสัชนามาจากท่านผู้รู้ท่านว่าไว้ให้ พิจารณาดังนี้ครับ ควายธนูŽ เป็นวัตถุอาถรรพณ์ ชิ้นเล็กๆ ที่ท่านผู้ทรงวิชาได้ปั้นขึ้นมา ตามกรรมวิธีอันลี้ลับมีขนาดประ
มาณเท่าหัวแม่มือ หรือโตกว่านั้นเล็ก น้อยสามารถที่จะนำมาใส่กระเป๋า พกพาไปไหนมาไหนโดยไม่ลำบาก ยากเย็นนัก ถึงแม้ว่าจะมีขนาดเล็ก
อย่างนั้นแต่ก็มีอานุภาพเป็นความ อาถรรพณ์ขลังกล้าซ่อนเร้นอยู่ภายใน อย่างมากมายเป็นที่น่าอัศจรรย์ สามารถนำมาใช้ในทางต่างๆ ตาม เจตนาได้อย่างหลากหลายแต่ก็มี
อันตรายไม่น้อยสำหรับผู้ที่ไม่มีวิชา ไม่รู้วิธีป้องกันตัว... กล่าวกันว่าคนโบร่ำโบราณที่มี วิชาคาถาแก่กล้าคือเป็นจอม คาถามหาเวทล่ะว่าอย่างนั้น เป็นต้อง
มีควายธนูพกพาติดตัวทุกคน เพราะ ควายธนูเป็นทั้งเครื่องป้องกันตัว และเป็นเครื่องมือหรืออาวุธที่ สามารถนำไปใช้ทำลายล้างศัตรู
คู่อริให้ดับดิ้นสิ้นชีวาได้อย่างหวัง ผลได้ อิทธิฤทธิ์ของมันเหลือร้ายนัก สามารถทำลายคู่ต่อสู้อริศัตรูของผู้ ที่เป็นเจ้าของให้มอดม้วยได้อย่าง เฉียบพลัน
แม้กระทั่งเจ้าของที่ขาด ความระมัดระวัง หรือมีวิชาที่ไม่แก่ กล้าเท่าที่ควรได้ด้วย จากที่ท่านผู้รู้กล่าวไว้ดังนั้น ย่อม บ่งบอกให้รู้เป็นนัยว่า ควายธนูเป็น
วัตถุที่ท่านผู้ทรงวิชาได้สร้างถึงด้วย อำนาจเวทคาถามหามนตร์อันศักดิ์ สิทธิ์เป็นทั้งเครื่องรางของขลังและ เครื่องมือหรืออาวุธที่ร้ายกาจอย่าง
หนึ่งของผู้ทรงเวทแก่กล้าชำนาญการ ทางไสยเวทวิทยาที่มีอานุภาพเป็น ที่น่าเกรงขาม หรือจะกล่าวว่าเป็น สัตว์เลี้ยงของผู้แก่กล้ามนตราไสย ศาสตร์ก็ว่าได้!
ด้วยข้อสังเกตที่ว่านั้นแสดงให้ ได้ทราบอีกว่าการที่จะบูชาควายธนูมี ควายธนูเป็นสัตว์เลี้ยงไว้ในครอบ ครองควรที่จะต้องมีวิชาคาถาอาคม เป็นความรู้อยู่กับตนด้วย
เพราะหาก ไม่มีวิชากำกับเพื่อข่มอาถรรพณ์ไว้ ปกป้องคุ้มครองตน ตามสมควรแล้ว ก็ไม่แน่นัก ว่า จะสามารถควบคุมบงการควายธนูให้ อยู่ในบังคับบัญชาและทำ ตาม
ที่สั่งได้ทุกอย่างจึงเป็นสิ่งที่ควร ตระหนักเป็นข้อควรพิจารณา ของบรรดาผู้ที่นิยมชมชอบสะ สมวัตถุมงคลของขลังวัตถุอาถรรพณ์ ต่างๆ ที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง
ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือผู้ ที่สร้างควายธนูนี้น่าที่จะเป็นครู บาอาจารย์ฆราวาส เป็นชาวบ้าน ผู้เรืองเวทในวิชาไสยศาสตร์มากกว่า
บรรพชิตนักบวชซึ่งเป็นผู้ทรงศีลทรง ธรรมเพราะมีเจตนามุ่งเน้นเป็นวัตถุ ทรงอาคมที่มีไว้สำหรับป้องกันตัว และทำลายล้างคู่อริศัตรูเป็นสำคัญ
ด้วยเหตุนี้ถ้าคิดจะเลี้ยงหรือบูชา ควายธนูก็จำต้องมีวิชาคาถาอาคม พอตัวเอาไว้บ้างดั่งโบราณท่านกล่าว ให้รู้เป็นนัยอยู่แล้วว่า ควายธนูเป็นวัตถุอาถรรพณ์
เปรียบเป็นเช่นสัตว์เลี้ยงของผู้เรือง เวทวิทยาคมที่แก่กล้าในเวทวิชาไสย ศาสตร์!Ž หากเปรียบเป็นสัตว์เลี้ยง คงเปรียบได้กับสัตว์ป่าดุร้ายที่เลี้ยงไม่ เชื่อง
หากเจ้าของพลั้งเผลอเมื่อไหร่ เป็นต้องแว้งกัดเจ้าของทันที! ด้วยเหตุนี้กระมัง วิชาการสร้าง การทำควายธนูจึงไม่แพร่หลาย ครู บาอาจารย์ที่ท่านมีวิชานี้ไม่นิยม
เผยแพร่หรือสนับสนุนให้คนทั่วไป ได้ร่ำเรียน วิชาสร้างควายธนูจึงค่อยๆ สูญหายไปตามกาลเวลา นานมาถึง ยุคสมัยนี้วิชาควายธนูจึงค่อยกลาย
เป็นเพียงคำบอกเล่าดั่งเรื่องราว ตำนานให้กล่าวขานกันเป็นเรื่อง บันเทิงใจเท่านั้น ถึงแม้ว่ากรรมวิธีการสร้างควาย ธนู วัตถุอาคมที่มีอาถรรพณ์ร้าย
กาจของคนโบราณลักษณะนี้จะ ถูกเก็บงำไม่เผยแพร่ให้ได้รู้และร่ำ เรียนกันอย่างกว้างขวางต่างจาก กรรมวิธีการสร้างวัวธนู ซึ่งเจตนาการ สร้างมุ่งเน้นไปที่การปกป้อง
และบันดาลผลให้เกิดแก่ผู้มีไว้บูชา มากกว่ามุ่งเน้นไปที่การทำลายเข่นฆ่า แต่ก็พอมีเค้าความให้ได้ทราบเป็น เลาๆ มาบ้าง กรรมวิธีการสร้างควายธนูตามที่
ได้ทราบมาจากท่านผู้รู้หลายๆ ท่าน นั้น นับว่าเป็นวิธีการที่ซับซ้อน ไม่น้อยเป็นวิธีการสร้างที่คล้ายคลึง กับการสร้างวัวธนูอยู่หลายประการ
ซึ่งท่านผู้รู้ได้เปิดเผยในส่วน ที่สามารถเปิดเผยให้รู้ได้ดังนี้ ...คนโบราณแล้วส่วนมากมักมี วิชาคาถาอาคมติดตัวกันทุกคนเป็น แต่จะมีมากมีน้อย เป็นผู้เรืองเวท
ขมังกล้าในวิชามากน้อยแค่ไหนเท่า นั้น เพราะคนในยุคก่อนสมัยเก่าต่าง เชื่อมั่นกันว่าลูกผู้ชายชาตรีจะต้อง มีการเรียนรู้มนตราเวทคาถา ต้องมี
วิชาอาคมติดตัวและต้องมีการแสวง หาของดีของขลังไว้ปกป้องคุ้มครอง ตัวด้วย วัตถุของขลังของบรรดาผู้แก่ กล้าในเวทวิชานอกจากจะแสวงหา
วัตถุศักดิ์สิทธิ์โดยธรรมชาติเป็นต้น ว่า เหล็กไหล ไพลดำ คดต่างๆ แล้ว ก็ยังมีการสร้างวัตถุของขลังขึ้นด้วย อำนาจจิตฤทธิ์วิชาเหมือนอย่างเช่น
ที่ครูบาอาจารย์ในยุคนี้สร้างพระ เครื่องวัตถุมงคลชนิดต่างๆ ขึ้นมาตาม ศาสตร์วิชาที่เชี่ยวชาญชำนาญการ ควายธนูŽ ก็เป็นผลงาน ประการหนึ่งที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจจิต
ฤทธิ์วิชามหาขลัง กรรมวิธีในการสร้างควายธนู นั้นท่านให้แสวงหาวัสดุอาถรรพณ์ที่ จำเป็นต้องใช้ไว้ให้พร้อมซึ่งมี รายการหลักๆ อยู่ 4 รายการด้วยกัน คือ 1.
ไม้เขี่ยศพ 2. แผ่นทองปิดหน้าศพ (ทองคำ เปลว) 3. แผ่นทอง เงิน หรือแผ่นทอง แดงอย่างใดอย่างหนึ่งสำหรับลง อักขระปลุกเสกทำ ตะกรุดมหาขลัง 4. ครั่งต้นพุทรา
หรือบางท่าน อาจใช้เถ้าอังคารผีตายโหงผสมดิน เหนียว ดินอาถรรพณ์ 7 ป่าช้า นอกจากนั้นก็มีดอกไม้ธูปเทียน บูชาครูขันลงหินและอุปกรณ์ทำ น้ำมนต์เป็นต้น
วิธีการทำท่านให้เอาไม้ที่สัป เหร่อใช้เขี่ยศพ ใช้แทงศพหรือพลิก ศพขณะที่กำลังเผา ซึ่งโดยมากจะเป็น ไม้ไผ่เพราะหาได้ง่าย หยิบฉวยมาใช้ ได้สะดวก
ที่สำคัญคือสามารถเอา มาเหลาตอกจักสานได้ การแสวงหาไม้เขี่ยศพมาเพื่อ ทำควายธนูนั้น มีข้อพิจารณาอันจำกัด อยู่ว่า ถ้าจะให้ดีมีความขลังอย่างสุดๆ ก็ต้องเป็น
ไม้เขี่ยศพผีตายโหง ซึ่งไม่ ใช่ศพที่ตายเพราะแก่เฒ่าหมดอายุ หรือด้วยเพราะชราภาพ หากว่าเป็น ศพที่ตายวันอังคารเผาวันศุกร์จะดี มากท่านว่ามันแรงขลังกล้าดีนัก!
เมื่อได้ไม้ที่ต้องการมาแล้ว ท่าน ให้นำมาจักสานให้เป็นเค้าโครงรูป ร่างของควาย มีลำตัว มีเขา มีขา มีหาง พร้อมมูล จักสานทำโครงขึ้นแล้ว ให้
นำเอาครั่งที่เกาะอยู่กับต้นพุทรา ปลายกิ่งชี้ไปทางทิศตะวันออกมา แปะติดกับไม้ที่จักสานเป็นโครงร่าง หุ่นควาย ซึ่งในขั้นนี้ไม่จำเป็นต้อง
พิถีพิถันอะไรมากนักแปะติดให้ พอเห็นเป็นรูปร่างชัดเจนขึ้นเท่านั้น แปะไปว่าคาถากำกับไปด้วยจน กระทั่งแปะเสร็จ แปะครั่งขั้นที่หนึ่ง
แล้วให้ลงอักขระยันต์ที่หุ่นควาย กำกับด้วยคาถาอีกครั้งหนึ่งต่อจาก นั้นให้เอาแผ่นทองคำปิดหน้าศพ คนตาย (แผ่นทองคำเปลว) มาปิดทับ ครั่ง
วิธีการต่อมาท่านให้เอาตะกรุดที่ ลงอักขระปลุกเสกด้วยอาคมขลังเป็น ที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งตะกรุดดอก นี้เป็นตะกรุดดอกเล็กๆ ขนาดโตกว่า ตะกรุดชนิดที่เรียกว่า
ตะกรุดเมตตา มหานิยมเพียงเล็กน้อย เอาตะกรุดนั้น มาเสียบระหว่างอกกับคอจากนั้นให้ เอาครั่งมาปิดทับอีกชั้นหนึ่ง ตกแต่ง ให้เป็นรูปร่างควายที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ซึ่งจะทำให้หุ่นควายมีรูปร่างเหมือน ควายสมจริง ตัวดำเลื่อมเป็นมันปราบ น่าเกรงขาม วิธีการขั้นสุดท้าย เกจิมหาเวท อาคมผู้สร้างจะทำพิธีกำกับเวทมนตร์
คาถาอาคมลงไป เสกคาถาว่าโองการ ปลุกเสก เสกจนกระทั่งหุ่นควายตัว นั้นมีอาการเคลื่อนไหวไปมาได้ ทำให้วัตถุชิ้นเล็กๆ ที่สร้าง ที่นั้น
นั้นเกิดมีชีวิตขึ้นมาจึงจะใช้ได้! เมื่อเสกคาถาว่าโองการจนหุ่น ควายเกิดมีชีวิตเคลื่อนไหวไปมา ได้ ก็เป็นอันว่าการสร้างการทำควาย
ธนูเป็นอันเสร็จสมบูรณ์พร้อมที่ จะนำไปใช้การณ์ได้แล้ว ซึ่งขั้นนี้ ผู้สร้างหรือผู้ทำจะต้องใช้ความระมัด ระวังพอสมควร เพราะเมื่อหุ่นควาย
มีชีวิตขึ้นมาแล้วมันก็พร้อมที่ จะปฏิบัติการในทันที หากเกิดพลั้ง เผลอหรือตื่นเต้นกับผลงานที่ ตนทำสำเร็จขึ้นมา หุ่นควายที่สำเร็จ เป็นควายธนูแล้วนั้น
อาจกระโดดเข้า ขวิดทำร้ายผู้สร้างมันขึ้นมาจนได้รับ บาดเจ็บหรือถึงแก่ชีวิตได้! การปฏิบัติการของมันจะเป็นไป อย่างรวดเร็วมากดุจดั่งศรธนูหลุด ออกจากแหล่ง
สมชื่อสมนาม ควาย ธนูŽ นั่นเทียว ฉะนั้นผู้สร้างควายธนูต้องระวัง ให้จงหนัก เมื่อเห็นว่าสร้างสำเร็จ แล้วจะต้องว่าคาถากำกับไว้ใช้ น้ำมนต์จากขันลงหินที่เตรียม
ไว้ประพรมสยบมันไว้ในทันทีก่อน ที่ควายธนูจะแผลงฤทธิ์โดยไม่รอ คำ สั่งจากผู้เป็นเจ้าของ การสร้างควายธนู นอกจากการ จัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่จะต้องใช้แล้ว
ท่านให้ทำให้เสร็จภายในชั่วราตรี เดียว! ตั้งแต่เหลาตอกจักสาน จนกระทั่งติดครั่งลงรักปิดทองปลุก เสกจนหุ่นควายเกิดมีชีวิตขึ้นมา โดย
กำหนดให้ทำเฉพาะในคืนเดือนดับ เท่านั้น! หากทำวันอื่นท่านว่าท่านว่า ไม่ขลังเท่าที่ควร! สำหรับการนำควายธนูที่สร้าง เสร็จสมบูรณ์แล้วมาใช้หรือ ปล่อย ควายธนูŽ
ออกไปสำแดงฤทธิ์สำแดง เดชตามวัตถุประสงค์นั้นท่านว่า ผู้เป็นเจ้าของควายธนูจะต้องจัด พิธีอย่างเป็นทางการ ต้องเตรียมหา ธูป-เทียน ดอกไม้ ผ้าขาว ขันน้ำมนต์
ไว้ให้พร้อมก่อน ในอันดับแรกหลังจากจุดธูป เทียนบูชาครูเรียบร้อยแล้ว ท่านให้เอา ผ้าขาวปูบนพานหรือโต๊ะเพื่อวางหุ่น ควายธนู จัดการโอมอ่านคาถา
ทำน้ำมนต์ให้เสร็จสรรพต่อจากนั้น ให้อ่านโองการวาคาถาปลุกเสกควาย ธนูจนกระทั่งควายธนูเกิดมีชีวิตขึ้น มา ก็ให้ออกคำสั่งต่อควายธนู ในทัน
ใดนั้นควายธนูก็จะโลดแล่นออก ปฏิบัติการตามที่เจ้าของสั่งทันที ดังที่กล่าวมาแล้วว่า การสร้าง ควายธนูของผู้แก่กล้าขมังเวทโดย
มากมีเจตนาเพื่อใช้ควายธนูเป็นอาวุธ ร้ายที่จะเข้าาห้ำหั่นกับศัตรูคู่อริหรือ ป้องกันตัว
สนใจวัตถุมงคล วัวธนู ควายธนู ของท่านอ.เสือ เข็มเทวดา ติดต่อไป่089-4488-422 ของแท้แน่นอน บูชา499 บาท เลี่ยมน้ำมันคงกระพัน1500บาท
Tell a Friend
อิ้น เครื่องรางทางเหนือ มนตราแห่งมายาเสน่ห์
รหัสสินค้า: 000008
รายละเอียด: เป็นเครื่องรางที่มีกำเนิดจากสมัยโบราณ ไม่มีใครทราบได้ว่าเกิดขึ้นในสมัยไหนแต่ที่ทราบมาจากทางจังหวัดภาคเหนือ ซึ่งสมัยก่อนมีคนสงสัยกันมากว่า คนทางภาคเหนือทำไมจึงมีเสน่ห์ เมตตามหานิยมมากมาย สืบ เสาะ จึงได้พบว่าเครื่องรางที่มีลักษณะเป็นรูปตุ๊กตาหญิงชายนั่งกอดกันรูป ปั้นด้วยผงพุทธคุณ ผสมดิน ว่านอันศักดิ์สิทธิ์ แกะด้วยไม้มงคลต่าง ๆ เช่น ไม้คูณ ซึ่งมีความเชื่อกันว่า จะคูณความร่ำความรวย ความสุขสบาย ความเมตตามหานิยมเป็นทวีคูณยิ่งขึ้นไป
ไม้ขนุน ก็จะเป็นที่เกื้อหนุนจุนเจือ จากผู้ใหญ่ จากคนที่พบเห็น ไม้ทองหลาง เงินทองก็จะไหลมาเต็มบ้าน ไม้มะยม ก็จะเป็นที่นิยมชมชอบกับบุคคลที่พบที่เห็น ไม้มะขาม ก็จะเป็นที่เกรงขามกับหมู่มารศัตรูและผู้ที่ไม่ปรารถนาดี ไม้กันเกรา ก็จะสยบสิ่งที่เป็นอัปมงคลใดใดทั้งปวง ไม้มะดัน ก็จะดันสิ่งเป็นอัปมงคลและสิ่งที่เป็นเสนียดจัญไรทั้งปวง ไม้มะค่า ฆ่าความยากความจน ความทุกข์ความร้อน ฆ่าโรคภัยไข้เจ็บ เพิ่มค่าของความสุขความสบาย ความร่ำความรวย ความเป็นมหาเศรษฐี ไม้สัก บ่งบอกถึงอำนาจวาสนา ยศฐาบรรดาศักดิ์ และความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน บางทีก็พบแกะด้วยหินสีต่าง ๆ เช่น สีแดง สื่อความหมายเป็นสัญลักษณ์ของพระอาทิตย์ ผู้เป็นใหญ่ในจักรวาลในเวลากลางวัน มีอานุภาพในเรื่องของอำนาจ วาสนา บารมี ตบะ เดช เป็นต้น สีเหลือง สื่อความหมายเป็นสัญลักษณ์ของพระจันทร์ ผู้เป็นใหญ่ในจักรวาลในเวลากลางคืน บ่งบอกถึงความร่มเย็นความสุขความสบาย ความสวยความงาม สีเขียว และสีอื่น ๆ อีก ขนาดของอิ้นมีหลายขนาด ขนาดตั้งไว้บูชาที่บ้าน และขนาดเล็กเอาไว้พกพาติดตัว บางเกจิอาจารย์ก็แกะอิ้น แล้วบรรจุลงในขวดแช่ด้วยน้ำมันจันทร์ ฤกษ์งามยามดีกระทำพิธีปลุกเสกตามตำราที่ได้ร่ำเรียนมาจากครูบาอาจารย์ เสร็จเรียบร้อยแล้วมอบให้กับศิษย์รัก และบุคคลที่คิดว่านำเอาเครื่องรางของขลังนำไปใช้ในทางที่ถูกที่ควรอิ้น เป็นของขลังที่มีคุณสมบัติทางเสน่ห์ การกระทำให้มีความสำเร็จในความรักใคร่ปรารถนาของเพศตรงข้ามเมื่อเวลาจะใช้ธุระทางนี้ก็นำอิ้นติดตัวไป พระคณาจารย์ท่าน ให้คาถากำกับเพื่อให้เกิดผลสำเร็จไว้ดังนี้
1 โอมละลวยมหาละลวย ละลวยหน้า ละลวยหลัง ละลวยทั้งอินทร์พรหมยมราชอากาศเทพยดา ละลวยทั้งแม่คงคามาส่วยค้ำคู่สู่องค์ สัพพสิทธิสวาหะ
2 โอมละลวยมหาละลวยทั้งจิตละลวยทั้งใจ กูจักเสกใส่นวดให้สาวท้าวแล่นมาหากูเนอ กูจักเสกใส่น้ำมันงาให้สาวพระยาแล่นมาสู่กูเนอ สาวอยู่บ่อได้ร้องไห้หากูโอม สะหะมะติตะ
3 โอมละลวยมหาละลวย กูจักละลวยเอาเขาพระสุเมรุก็อ่วยหน้าทบก็จึงอ่วยหน้า ถ่าวก็จักอ้าปากอวยขวัญนางก็ยอมเพิงใจ โอม สะหะมะติตะ
ท่านว่าคาถามหาละลวยนี้ ใช้กำกับการใช้อิ้น แต่ถ้าจะเสกขี้ผึ้งสีปาก แป้ง น้ำมันใส่ผม เครื่องเสื้อผ้าแต่กายก็ดี สรรพคุณได้ผลชะงัดไม่น้อยเลย
ในปัจจุบันนี้หาพระเกจิอาจารย์ และผู้ที่มีวิชา มีความรู้เรื่องสร้างอิ้นหาได้ยากมาก เพราะผู้ที่รู้เรื่องวิธีการสร้างได้ล้มหายตายจากไปแล้ว และน่าเสียดายที่พระเกจิอาจารย์ ครูบาอาจารย์ ผู้เรืองเวทย์ทั้งหลาย เวลามีอันต้องจากโลกนี้ไปแล้ว ได้นำพาเอาประวัติการสร้าง อิ้น มหาเสน่ห์ ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องรางของขลัง สุดยอดของเมตตามหานิยมชนิดนี้ตายตามไปด้วย มิได้เหลืออะไรไว้เป็นร่องรอยเพื่อการศึกษาค้นคว้าต่อไปได้ ดังนั้น อิ้น ถูกสร้างตามคตินิยมของคณาจารย์ และอาจารย์ ผู้ขมังเวทย์ เพื่อเป็นสื่อความหมายให้ทุกคน รู้รักสามัคคี เกื้อหนุนจุนเจือ ซึ่งกันและกัน ในรูปลักษณ์ที่เป็น คนกอดกัน บ่งบอกคนเราทุกคนเกิดมาในจักรวาลนี้จะต้องมีคู่ และมีคนอุปถัมภ์ค้ำชู ดูแลซึ่งกันและกัน อิ้น จึงเป็นเครื่องรางของขลัง ที่สื่อให้ทุกคนรู้จักรักกัน ชอบกัน และมีความโอบอ้อมอารีซึ่งกันและกัน
Tell a Friend
รหัสสินค้า: 000018
รายละเอียด: ใครตามหาเครื่องรางที่แรงด้วยเรื่องคู่รักเสน่หา..เรื่องจีบหนุ่มรักจีบสาวให้หลง ..ไม่ควรพลาด.. ม้าเสพนางเป็นเครื่องรางที่มีกันมาแต่ช้านานจุดประสงค์ของครูบาอาจารย์แต่ละท่านนั้นจะสร้างและปลุกเสกไว้ทางด้านเมตตามหานิยมเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถ้าเอยถึงเครื่องรางของท่านอ.เสือ เข็มเทวดา ท่านผู้นี้แล้วนั้นต้องรับรองได้เป็นแน่แท้ว่าแรงด้วยเสน่ห์แบบหนุ่มหลงสาวเดินตามติดแน่นอน โดยรูปแบบเอกลักษณ์ของท่านที่จัดสร้างม้าเสพนางในครั้งนี้ที่ไม่ซ้ำแบบใคร อาจารย์เสือท่านเป็นอาจารย์สักยันต์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักในขนาดนี้ ขนาดหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ยังนำเรื่องราวของท่านนำไปเผยแพร่หน้าหนึ่งมาแล้วแปลว่าอาจารย์เสือท่านนี้วิชาไม่ธรรมดาแน่นอน ครั้งนี้ท่านได้ถือฤกษ์ชัยมงคลอันดีจัดทำม้าเสพนางขึ้นเพื่อสืบไว้ซึ่งวิชาที่ท่านร่ำเรียนมาให้เป็นมรดกสืบทอดวิชาให้ลูกหลาน คนที่ชอบของแรงๆไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง ซึ่งตามประวัติม้าเสพนางเป็นที่รู้จักและนิยมในแวดวงเครื่องรางทางด้านเสน่ห์ของล้านนามานาน เชื่อกันว่าเป็นเตรื่องรางที่มาจากทางพม่า เงี้ยว มีมาในล้านนาเมื่อไหร่ไม่มีไครทราบ แต่โบราณล้านนานิยมใช้ยันต์นี้กันมาก เนื่องจากไห้ผลทางด้านเสน่ห์รุนแรง ผู้ชายจะไปเที่ยวหาสาวหากได้ติดตัวไปด้วยต้องได้สาว ม้าเสพนางเป็นหนึ่งใน 4 สุดยอดเสน่ห์ โดยมี 1 ม้าเสพนาง 2 วัวเสพนาง 3 หนูกินน้ำนมแมว 4 วัวกินน้ำนมเสือ ตามตำนานเล่าไว้ว่า มีครอบครัวหนึ่งมีลูกสาวสวยมาก ครอบครัวนี้เลี้ยงม้าตัวผู้อยู่หนึ่งตัวมีลักษณะงามยิ่งนัก หญิงสาวดูแลม้าทุกวันจนเกิดความไกล้ชิดกับอาชาหนุ่ม จึงบังเกิดความรักไคร่ต่อม้าหนุ่ม ต่อมาจึงได้เสพกามกับม้าหนุ่ม ผู้เป็นพ่อได้ทราบเรื่องนี้เข้าจึงโกธรและอับอายมาก ถึงกับฆ่าม้าตัวนั้นตาย หญิงสาวเสียใจมากจึงกลั้นใจตายตามม้าตัวนั้นไป ดังนั้นม้าเสพนางจึงเป็นเครื่องรางที่ให้ผลทางด้าน ราคะ ตัณหากามารมณ์รุนแรง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสน่ห์แบบถึงอกถึงใจ ใช้ในงานกลางคืน งานติดต่อเจรจา งานค้าขายธุรกิจล้วนแต่ประสบความสำเร็จดีเยี่ยม จะให้คนรักคนหลงก็เรื่องเล็กน้อยสำหรับเครื่องรางที่มีการสร้างปลุกเสกอย่างพิถีพิถันเข้มขลังขนาดนี้สำหรับเตรื่องรางม้าเสพนางชุดนี้ท่านอาจารย์เสือได้เมตตาเขียนจารลายมือด้านหน้าด้วยตัวท่านเองทุกๆองค์มอบให้ศิษย์ไว้ใช้ ต่างมีประสบการณ์กันจนเป็นที่กล่าวขานจนโด่งดัง มีพอแบ่งให้บูชาไม่กี่องค์

คาถาใช้เสกยันต์ม้าเสพนาง
โอม กามะตัณหา ภะวะตัณหา วิภะวะตัณหา กามะราคะ ตัณหา มะโน รัมมา ปิยา สวาหูม
เสก 3 จบ 7 จบ ค่ะ
มีให้บูชาทั้ง องค์สีดำ(เนื้อดินอาถรรพณ์)และองค์สีน้ำตาล..เนื้อว่านเสน่ห์(ยาสั่ง)+++
องค์สีดำ...มวลสารเนื้อดินอาถรรพณ์ (เด่นทางด้านโชคลาภ แสวงโชค ค้าขายทำกำไร ติดต่องานธุรกิจประสบความสำเร็จ เดินทางป้องกันภัย กันคุณไสย พรายกระซิบ เหมาะแก่ผู้ต้องการมีอำนาจเนื้อคนอื่น เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนขั้น อยากเป็นนายคน ยกดวงชะตาไม่ให้ตกอับ)
- ดิน7นครที่เจริญรุ่งเรือง เช่นกรุงเทพฯ อยุธยา เป็นต้น (ถือคติว่าจะมีแต่ความมั่นคงเจริญรุ่งเรือง)
- ดิน7ตลาดที่มีผู้คนรู้จักมีชื่อเสียงเป็นที่นิยม เช่นตลาดนัดจตุจักร ถือคติว่าจะไม่มีวันอด)
- ดิน7บ่อนการพนัน(ศิษย์ที่เขมรนำมาให้ เป็นบ่อนที่เป็นที่รู้จักคนเข้าเยอะ ถือคติเรื่องเสี่ยงโชค)
- ดิน7ป่าช้า(ถือคติว่าคนเรายากดีมีจนต้องตายภายใน7วันนี้ เอาไว้กันของกันคุณไสย)
- ดินหน้าหลุมผีตายทั้งกลม 108ตน
- อุดผงผงขี้เถ้ากระดูกผีตายพราย 108 ตน ซึ่งได้จากคนที่มีชีวิตอยู่ เป็นคนหน้าตาดีมีเสน่ห์ เจ้าชู้มีภรรยาหลายคนเป็นเศรษฐีและตายด้วยอายุขัย
- สีผึ้งปากผี ผสมกับผงพรายม้าเสพนาง
- ผงปัถมัง (มหาเสน่ห์มหานิยม ตำหรับ ครูเสน่ห์สายเขมร)
- ผงอิทธะเจ (เขียนอักขระลงบนกระดานชนวน โดยบริกรรมคาถาตามตำรา)
- ผงมหาราช (มีอานุภาพทางเสน่ห์ การค้าขาย และเข้าหาผู้ใหญ่ ) - ผงนะหน้าทอง (เลิศด้านมหาเสน่ห์ มหานิยม มหาลาโภ)
- ผงพุทธคุณจาก 108 พระเกจิอาจารย์
- ผงตรีนิสิงเห ( อันเกิดจากหลอมรวมสูตรทั้ง 5 มาเป็นหนึ่งเดียว )
- ผงเกษรพฤกษา 108 อย่าง- ผงว่านสมุนไพรที่มีคุณวิเศษ 299 ชนิด
- ผงกาฝากพืชพันธ์มงคลนาม 99 ชนิด
- ผงว่านสมุนไพรที่มีคุณวิเศษ 199 ชนิด
- ผงมวลสารจากไคลโบสถ์ ไคลเสมา วัดโบราณ 25 วัด
- ผงกะลาตาเดียว (คัดจากกะลาตาเดียวแท้ ๆ มาบดป่น ปลุกเสก )
- ผงใบลาน ( คัมภีร์ )
- ผงแร่บางไผ่ นนทบุรี
- ผงแร่เกาะล้าน (ธาตุกายสิทธิ์)
- ผงดินกากยายักษ์ ( จากยะลา ที่เคยใช้ผสมสร้างพระหลวงปู่ทวด )
- ผงมวลสารจากไคลโบสถ์ ไคลเสมา วัดโบราณ 25 วัด
- ผงยาวาสนาจินดามณี (ตำหรับวัดกลางบางแก้ว)
- น้ำผึ้งป่าเดือนห้า (จากป่าภูผาสูง)

องค์สีน้ำตาล....มวลสารเนื้อว่านเสน่ห์(ยาสั่ง) ...(ทางมหาเสน่ห์เมตตามหานิยม ใช้พกพาติดตัวเป็นเสน่ห์แก่ผู้พบเห็นโดยเฉพาะเพศตรงข้าม เป็นสุดยอดวิชามหาเสน่ห์ ของสายเขมรโบราณ เหมาะแก่งานกลางคืน ต้องการมัดใจเพศตรงข้าม ให้รักให้หลงจนหมดใจ ผู้มีปัญหาทางด้านครอบครัวสามีไปมีบ้านเล็กบ้านน้อย)
- น้ำมันพรายช้างโขลงตกมัน
- น้ำมันพราย32ตน(ซึ่งได้จากผู้หญิงตายทั้งกลมทั้งหมด)
- ว่านช้างผสมโขลง
- ว่านเครือเขาหลง
- ว่านเครือเถาหลง
- น้ำมันช้างผสมโขลง
- ว่านการะกันถี 8ปไม้เด้า
- ว่านดอกทอง คูณหญิง คุณนาย เป็นสุดยอดในตะกูลว่านดอกทอง
- สีผึ้งเทพรัญจวน
- สีผึ้งเทพอัปสร
- สีผังน้ำมันพราย
- ไม้กาฝากรักตายพราย
- ไม้กาฝากมะยมตายพราย
- ว่านห้าร้อย
- ว่านตระกูลเสน่ห์จันทร์ทั้งหมด
- ว่านสาลิกาลิ้นทอง
- ผงอาถรรพณ์ราชา
- ผงอาถรรพณ์พระเจ้าแผ่นดิน - ผงสามสาวกินน้ำบ่อเดียวกัน
- ผงเทพรัญจวน
- ผงเมตตา
- ผงเสน่หา
- ผงตามปราถนา
- ผงคุ้มครอง
- ผงสาริกา
- ผงพญาการะเวก
- ผงนางเหมา
- ผงนางพันธุรัตเรียกเนื้อ
- ผงวัวพันหลัก
- ผงวัวลืมคอก
- ผงนะเสน่ห์ช้าง
- ผงขุนแผน
- ผงราชวงศ์วรมันสรรพสิทธิ์
- ผงนางพญาตานี,
- ผงพญาเงิน
- ผงหิรัญญราช
- ผงทองฟ้า
- ผงทองน้ำ
- ผงทองดิน
- ผงมหาปราบ
- ผงมหากำบัง
- ผงพญามนต์
- ผงแป้งเสก
บูชาโดยท่องคาถา
"โอมราชาเทวา สวาโหม โอมเทวีมามะ จิตตัง อรหัง สวาโหม" (7จบ)

วัตถุมงคลชุดนี้สำเร็จได้ด้วย มหาพุทธานุภาพ สังฆานุภาพ และเทวานุภาพอันยิ่งใหญ่ ครูบาอาจารย์และเทพเทวดาเบื้องบนท่านลงมา สนับสนุนช่วยเหลือ มาทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์เข้มขลัง เพื่อให้ทุกท่านที่มีจิตศรัทธาที่จะช่วยค้ำจุนพระพุทธศาสนา ได้ใช้ของดีพุทธคุณสูงไปบูชา สุดยอดวัตถุมงคลแห่งยุคยากที่จะมีสิ่งใดเทียบได้ และหาไม่ได้อีกแล้วในแผ่นดินนี้ ใครได้บูชานับเป็นบุญวาสนาของผู้นั้น
ชุดอาถรรพณ์ที่มีทั้งม้าเสพนางและยังมีวัตถุอาถรรพ์อีกหลายชุดกำลังปลุกเสกอย่างเข้มข้นเข้มขลังอยู่ในขณะนี้คาดว่าจะให้ออกบูชาอย่างต่อเนื่องและมีจำนวนไม่มาก ท่านอ.เสือ เข็มเทวดา ได้ตั้งใจสรรสร้างอย่างเต็มความสามารถ หลังจากเผยแพร่ออกไปมีผู้นำไปบูชาแล้วมีประสบการณ์ดีมาก ทั้งทางด้านโภคทรัพย์ โชคลาภเงินทอง เจริญรุ่งเรือง ส่วนทางด้าน มหาเสน่ห์ เมตตามหานิยม ก็มีประสบการณ์เล่าขานกันมาก ทั้งในประเทศและต่างประเทศได้รับความนิยมมาก หากท่านอยากจะได้เครื่องรางทางด้านเสน่ห์ดีๆสักองค์หนึ่งไว้บูชาแนะนำรุ่นนี้ครับดีมาก นอกจากจะดีทางโชคลาภ เสน่ห์เมตตามหานิยมแล้วยังดีทางด้าน แคล้วคลาด ป้องกันภัยภยันตรายอีกด้วย
*** มีผู้มีญาณสัมผัสพลังได้หลายท่านทั้งพระเกจิและผู้มีพลังทั้งหลายเมื่อได้สัมผัสจับวัตถุมงคลอาถรรพณ์ของท่านอ.เสือ เข็มเทวดา แล้วนั้น ได้กล่าวว่าวัตถุมงคลนี้ดีมาก ศักดิ์สิทธิ์มาก พุทธคุณสูงล้ำทางด้าน มหาเสน่ห์ โชคลาภ ค้าขายดีเยี่ยม มีครูบาอาจารย์ และเทวดาต่างๆ ครบถ้วนนับว่าหาได้ยากมากถึงผู้ที่เสกได้ขลังจริงในยุคปัจจุบัน ลองท้าให้ไปจับพลังได้เลยว่าของดีจริงไม่ต้องลุ้นให้เสียเวลา!! *****
**หมายเหตุ**
-ก่อนนำเข้าบ้านให้จุดธูปบอกเจ้าที่เจ้าทางหรือสิ่งศักดิ์ทั้งหลายที่คุ้มครองตัวเราช่วยเปิดทางให้ ม้าเสพนางด้วย ทุกวันพระควรทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้าของมวลสารด้วยเข้าจะได้มีพลังช่วยเหลือเราได้
-ทำการเซ่นบูชา ม้าเสพนาง ด้วยเครื่องปลายำ ของคาวหวานและเหล้าขาว จะแรงและเฮี้ยนยิ่งขึ้น
-อย่าได้ทำอะไรที่เป็นการผิดศีลธรรมอันดี ควรพิจราณาให้รอบคอบในการใช้บูชา ครูบาอาจารย์ตั้งใจปลุกเสกมาดีแล้วควรใช้ในทางที่ดี
- ขอให้มีความเชื่อความศรัทธาและเข้าใจว่าเรากำลังบูชาอะไรอยู่ และจะประสบผลสำเร็จ
-รายได้จากการทำวัตถุมงคลชุดนี้เพื่อบำเพ็ญประโยชน์ถวายให้กับวัดต่างๆที่ขาดแคลนปัจจัยในการบำรุงวัด
"เป็นความเชื่อส่วนบุคคล อาจารย์เสือท่านมีความตั้งใจทำในสิ่งที่ท่านได้เรียนมาเพื่อสืบทอดวิชาและต้องการเอาปัจจัยไปสร้างบุญ มิได้แนะนำส่งเสริมให้ผู้ที่ไม่เข้าใจมาเชื่อในสิ่งที่เข้าไม่รู้ ผู้บูชาควรคิดให้ดี เงินทุกบาททุกสตางค์มีค่า"
สนใจบูชาติดต่อ ชมรมอนุรักษ์การสักยันต์ไทย 089-4488-422
ทั้งสองเนื้อบูชาในราคาเดียวคือ 499 บาท และแบบเลี่ยมน้ำมันพรายแท้ บูชา 1500 บาท ของมีน้อยมากเพราะมวลสารหายาก เหลือเพียงเล็กน้อย
Tell a Friend
สักยันต์ สำนักสักยันต์ อ.เสือ เข็มเทวดา ชมรมอนุรักษ์การสักยันต์ไทย สักยันต์ สักหมึก สักน้ำมัน สักยันต์หนุนดวง สักยันต์โภคทรัพย์ นะหน้าทอง นะสาลิกาลิ้นทอง เครื่องราง sakyan amulet
183 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 85 ถนนจรัญสนิทวงศ์ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ไทย
โทรศัพท์: 089-4488422
เว็บไซต์: http://www.importancetattoo.com/
อีเมล์ติดต่อกับร้านค้า
หัวเรื่อง : *
ชื่อของคุณ : *
อีเมล์ของคุณ : *
รายละเอียด : *
 
Page Views Shop: