TARAD Point
Thailand Web Stat
หมวดหมู่ทั้งหมด
กาฬวุทตัง, พระอาจารย์โอ พุทโธรักษา, พุทธสถานวิหารพระธรรมราช, จ.เพชรบูรณ์ #6838243
  • ชื่อสินค้า : กาฬวุทตัง, พระอาจารย์โอ พุทโธรักษา, พุทธสถานวิหารพระธรรมราช, จ.เพชรบูรณ์
  • สินค้าในสต๊อก : มีสินค้า
  • ระยะเวลาการขาย : จนกว่าของจะหมด
  • ค่าขนส่งขั้นต่ำ : คิดค่าจัดส่งตามการสั่งซื้อต่อครั้ง 60.00 บาท  
  • ราคา : 600 บาท (สั่งซื้อออนไลน์ รับแต้มคืน 6 บาท(แต้ม))
  • จำนวนสินค้า : (ระบุจำนวนสินค้าที่สั่งซื้อ)
  • บันทึกลงรายการโปรด
  •  
  • = 6 บาท (แต้ม)

Point คืออะไร ?

 
ยังไม่มีการรีวิว
  • แบ่งปัน :Tell To Friend
รายละเอียด กาฬวุทตัง, พระอาจารย์โอ พุทโธรักษา, พุทธสถานวิหารพระธรรมราช, จ.เพชรบูรณ์
แก้ไขล่าสุด : 02-03-2564 17:57:09

ตำนานแห่งทวยเทพ เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจของคนหลายๆคน ตั้งแต่เล็กจนโตผู้คนส่วนมากต่างก็จดจำเรื่องราวของเทพองค์ต่างๆได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งสิ่งที่ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ชื่นชอบและจดจำตำนานของเทพเหล่านั้นได้ ก็คงเป็นเพราะเรื่องราวของ “อิทธิฤทธิ์ปาฎิหารย์” และ “อาวุธคู่กาย” ของเทพแต่ละองค์นั่นเอง

‼คุณพร้อมหรือยังที่จะเป็นส่วนหนึ่งในตำนานแห่ง "พระกาฬ" และอาวุธคู่กายนามว่า "กาฬวุทตัง"

The legends of all god are the interesting story for many people. Since childhood till adult age, most of people still remember the story of some gods in their memory because of the "Supernatural power" and "Personal weapon" of each god.

‼Are you ready to be a part of God Of Death's Legend and his personal weapon.

++กาฬศาตราแห่งองค์พระกาฬเจ้า++

หากจะกล่าวถึงเรื่องเล่าตำนานแห่งเทพปกรณัมครั้งแต่สมัยบรรพกาลที่ถูกเล่าขานมาจนถึงปัจจุบัน องค์เทพปกรณัมในทุกตำนานก็ล้วนทรงฤทธิ์ ทรงเดช มีพลานุภาพ เทวานุภาพ และมหิทธานุภาพ อันเป็นเอกลักษณ์พิเศษประจำตัวแตกต่างกันไป ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าพิศวงและพิสมัยยิ่ง

แม้เรื่องเล่าตำนานของเทพแต่ละองค์อาจจะถูกเล่าขานไม่เหมือนกันตามกาลเวลาและสถานที่ๆเปลี่ยนไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่มักจะไม่ถูกเปลี่ยนแปลงนั่นคือ“อาวุธคู่กาย” ของเทพแต่ละองค์ เพราะพลังอำนาจและฤทธิ์เดชขององค์เทพต่างๆที่ถูกเล่าขานในตำนานนั้น ล้วนต้องมีอาวุธคู่กายอันทรงอานุภาพมาประกอบอยู่ด้วยเสมอ อาวุธเหล่านั้นจึงถูกยกย่องให้เป็นเสมือนสัญลักษณ์หรือตัวแทนเทียบเท่ากับองค์เทพเลยก็ว่าได้ เฉกเช่นเดียวกับ “กาฬวุทตัง” ที่เป็นดั่งพลังอำนาจทั้งหมดของกาฬเทวา

++The great weapon of The God Of Death.++

When talking about the legends of gods that were originated and narrated since the primitive period until now, all gods in the entire legends have their own supernatural power which is personal and surprising unique.

Even each god’s story was narrated differently due to the changing in time and place but, the only one that will not be changed is “Personal Weapon” of each god. Because the power of god in every legend always related with the personal powerful weapon so, the personal weapon of each god was praised to be the representative and symbol of that god inseparately. Thus, God Of Death’s Weapon is like as the entire power of The God Of Death.

กาฬวุทตัง เทพศาตราแห่งองค์พระกาฬ วัตถุมงคลที่จะเสริมฤทธานุภาพให้แก่เสน่หาหน้าพระกาฬให้บรรลุถึงขีดสุด เปรียบดั่งพระกาฬมีอาวุธคู่ใจ ก็ย่อมสามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ได้อย่างเต็มที่

God Of Death's Weapon, the great armament of The God Of Death is the powerful amulet that will boost the power to God Of Death's Charming Mask to be the peak point like as God Of Death has his own best partner that help him performs his power and ability completely.

หนึ่งในยันต์แห่งปัญจเทพศาสตราที่ท่านพระอาจารย์โอใช้จารลงบนแผ่นโลหะเพื่อเป็นชนวนในการสร้าง “กาฬวุทตัง” อาวุธคู่กายองค์พระกาฬ

1.วชิราวุธ ของท้าวสักกะเทวราช

-เป็นเทพศาตราที่ใช้ปราบมารร้ายและอสูร มีพลานุภาพมากมายมหาศาล ตามตำนานกล่าวไว้ว่าหากท้าวสักกะเทวราชได้ใช้วชิราวุธโจมตีไปที่ใด ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเปรียบประหนึ่งว่าภูเขาสิเนรุที่สูงถึง168,000โยชน์ ได้ถูกผ่าชำแรกแยกออกจากกันตั้งแต่ยอดเขาจนถึงฐานเลยทีเดียว หรือแม้แต่หนุมานชาญสมร ผู้ที่ได้รับพรจากมหาเทพให้เป็นอมตะไม่มีวันตายและบุบสลาย ก็ยังเคยได้ความเสียหายจากวชิราวุธนี้ ถึงขนาดทำให้คางของหนุมานเกิดแผลฉกรรจ์ได้

One of 5 mystic symbol refer to the great powerful weapons that Phra Arjarn O used to write on the metal plate for making “God Of Death’s Weapon”.

1. “Wachirawut”, the Indra’s weapon.

-This weapon will be used to eliminate demons and evil ghosts. This weapon is very powerful. According to the legend, wherever was attacked by this Indra’s weapon, even the Sineru mountain that has height from the ground to the sky about 2,688,000kilometres was cut off separately or even Hanuman, the monkey king who got benediction from the great god to be immortal and undefeatable also got damaged from Indra’s weapon until mortal wound appeared on his chin.

 

หนึ่งในยันต์แห่งปัญจเทพศาสตราที่พระอาจารย์โอใช้จารลงบนแผ่นโลหะเพื่อเป็นชนวนในการสร้าง “กาฬวุทตัง” อาวุธคู่กายองค์พระกาฬ

2. นัยนาวุธ ของท่านพญายมราช

-พญายมราชเป็นผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาดเพียงหนึ่งเดียวในยมโลก มีหน้าที่ตัดสินดวงวิญญาณคนตายว่าใครจะได้ขึ้นสวรรค์หรือลงนรกและมีอำนาจในการกำหนดความตายให้กับมนุษย์เมื่อถึงอายุไข ก็ยังมีนัยเนตรเป็นอาวุธประจำกาย เมื่อครั้นใดที่พญายมราชพิโรธแล้ว เพียงท่านใช้นัยนาวุธเพ่งมองไปณที่ใด ภูติผีดวงวิญญาณหลายพันดวงจิตก็จักต้องมอดไหม้พินาศแหลกสลายเป็นจุลด้วยไฟบรรลัยกัลป์ที่ออกมาจากนัยเนตรสีแดงเดือดในทันที

One of 5 mystic symbol refer to the great powerful weapons that Phra Arjarn O used to write on the metal plate for making “God Of Death’s Weapon”.

2. “Eyes Of Flame”, the Hades’s weapon.

-Hades or Thai people called Phraya Yommarart, he is the most powerful god who has absolute power in the world after death. He has duty to judge which dead human’s soul can go to the heaven or the hell, he also has authority to schedule the day of death for human. His personal weapon is “Eyes Of Flame”. When some souls do something against the law, he will look at those souls with his red firer eyes which can blaze down many thousands of soul to be ashes immediately.

หนึ่งในยันต์แห่งปัญจเทพศาสตราที่พระอาจารย์โอใช้จารลงบนแผ่นโลหะเพื่อเป็นชนวนในการสร้าง “กาฬวุทตัง” อาวุธคู่กายองค์พระกาฬ

3. คฑาวุธ หรือตะบองไม้เท้าของท้าวเวสสุวรรณ

-อธิบดีแห่งอสูรย์ยักษ์และเจ้าแห่งภูติผีปีศาจ ผู้เป็นหนึ่งใน4ท้าวจตุโลกบาลมหาราชปกครองบริวารทางทิศเหนือ มีหน้าที่คุ้มครองดูแลโลกมนุษย์ สถิตอยู่บนสรวงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ตามตำนานกล่าวไว้ว่า คฑาวุธของท้าวเวสสุวรรณนั้นเมื่อถูกเขวี้ยงออกไปเพียงครั้งหนึ่งก็สามารถบั่นศรีษะของยักษ์,อสูรและภูติผีปีศาจได้มากมายหลายพันตน ก่อนตะบองจะย้อนกลับมาตั้งอยู่ในกำมือของท้าวเวสสุวรรณดังเดิม ด้วยเหตุนี้เองเหล่าบรรดายักษ์,อสูรและภูติผีปีศาจทั้งหลายต่างก็เกรงกลัวในอำนาจบารมีของท้าวเวสสุวรรณเป็นอันมาก

One of 5 mystic symbol refer to the great powerful weapons that Phra Arjarn O used to write on the metal plate for making “God Of Death’s Weapon”.

3. “Mace”, the Vessavaṇa’s weapon.

-Vessavana is the great lord of all giant and monster. He is one of the 4 great powerful gods called “JaTuLokKaBarn” that has duty to govern retinues in the northern part and watch over human in the world. He stays in the first level of heaven. According to the legend, whenever the Vessavana’s mace was thrown out once, this weapon can slash the head of giant, monster, ghost and spirit more than thousands before the mace will fly back to Vessavana’s hand automatically. Therefore, all giant, monster, ghost and spirit will respect and afraid of Vessavana very much.

 

หนึ่งในยันต์แห่งปัญจเทพศาสตราที่พระอาจารย์โอใช้จารลงบนแผ่นโลหะเพื่อเป็นชนวนในการสร้าง “กาฬวุทตัง” อาวุธคู่กายองค์พระกาฬ

4.ทุสสาวุธ หรือผ้าโพกศรีษะของอาฬวกยักษ์

-อาฬวกยักษ์เป็นหนึ่งในยักษ์ที่มีฤทธานุภาพและดุร้ายมากที่สุดตนหนึ่งในสมัยพุทธกาล แต่สุดท้ายก็ต้องยอมสิโรราบให้แก่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะซาบซึ้งในรสแห่งพระธรรมคำสอนจนสำเร็จเป็นพระโสดาบัน ยักษ์ตนนี้จะมีผ้าวิเศษอยู่ผืนหนึ่งที่ใช้โพกศรีษะอยู่ ตลอดเวลา ตามตำนานได้กล่าวถึงอิทธิฤทธิ์ของผ้าวิเศษผืนนี้ไว้ว่า หากเมื่อใดที่ผ้าวิเศษได้หลุดออกจากศรีษะของอาฬวกยักษ์แล้วไซร์ ก็จะเกิดเหตุอาเพทสะเทือนไปทั้งสามโลก กล่าวคือ ถ้าผ้าวิเศษได้ล่องลอยไปตามอากาศนภา ฝนจะไม่ตกเลยเป็นเวลา12ปี, ถ้าผ้าวิเศษได้ร่วงหล่นลงสู่พื้นดินธรณี ต้นไม้และพืชพันธุ์ทั้งหลายก็จะมอดไหม้เป็นเวลา12ปี, ถ้าผ้าวิเศษได้ตกสู่ห้วงมหาสมุทร น้ำทั้งหมดก็จะเหือดแห้งดุจหยาดน้ำ ในกระเบื้องร้อน และถ้าผ้าวิเศษได้ลอยไปสถิตณภูเขาลูกใดแล้ว แม้แต่เขาสิเนรุมาศที่เป็นศูนย์กลางของจักรวาลก็จะระเบิดกระจัดกระจายเป็นผุยผง ด้วยเหตุนี้เองจะสังเกตุเห็นได้ว่า บริเวณเบื้องขวาขององค์พระพุทธชินราช ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรวิหาร จ.พิษณุโลก จะมีอาฬวกยักษ์ทำหน้าที่ดูแลรักษาอภิบาลองค์พระพุทธชินราขอยู่ โดยมือทั้งสองข้างจะคอยจับผ้าโพกศรีษะอยู่ตลอดเวลาเพือไม่ให้หลุดลอยไปไหนนั่นเอง

One of 5 mystic symbol refer to the great powerful weapons that Phra Arjarn O used to write on the metal plate for making “God Of Death’s Weapon”.

4. “Bandana”, the Arrawaka giant’s weapon.

-Arrawaka giant is one of the most powerful and aggressive giant during Buddha’s era who surrendered to Buddha after Buddha gave a sermon to him. Arrawaka giant has a magical bandana that he always wear on his head. According to the legend, when the magical bandana slip out of Arrawaka giant’s head, there will be fatal situation affect to the 3 worlds. First, if the magical bandana float in the sky, there will be no raining for 12 years. Second, if the magical bandana drop on the ground, all tree and plant will be burnt for 12 years. Third, if the magical bandana float in the sea, all water will be disappeared. Fourth, if the magical bandana lay on the mountain, even the Sineru mountain which is the center of the universe will be exploded to be dust.

หนึ่งในยันต์แห่งปัญจเทพศาสตราที่พระอาจารย์โอใช้จารลงบนแผ่นโลหะเพื่อเป็นชนวนในการสร้าง “กาฬวุทตัง” อาวุธคู่กายองค์พระกาฬ

5. จักกะราวุธ ของพระนารายณ์

- ตามลัทธิพราหมณ์ถือว่ากงจักรสุทรรศน์ของพระนารายณ์เป็นเทพศาสตราที่มีพลานุภาพอันเกรียงไกร สามารถปราบได้ทั้งเทพเทวดาและอสูร เป็นอาวุธที่ทั่วทั้ง3ภพต้องคร้ามเกรง มีอิทธิฤทธิ์มากมายเหลือคณานับ พระนารายณ์จะทรงถือจักรนี้ไว้ในพระหัตถ์เสมอ แม้แต่พระราหูผู้เป็นพญาแห่งอสูรก็ยังถูกตัดขาดเป็นสองท่อน เมื่อโดนจักรแห่งพระนารายณ์

One of 5 mystic symbol refer to the great powerful weapons that Phra Arjarn O used to write on the metal plate for making “God Of Death’s Weapon”.

5. “Rowel”, the Narayana’s weapon.

-In Brahmanism, the rowel of Narayana is the very forceful weapon which can suppress all gods, angels, and demons. It is the powerful weapon that entire 3 worlds must be frightened. Narayana always hold this rowel in his hand all the time. Even Rahu, the chieftain of demon was cut out to be a half when got damage from the Narayana’s rowel.

‼“ฆ้องมฤตยู” อ่านดูแล้วจะรู้ว่าทำไม “กาฬวุทตัง” ถึงเป็นยอดศาสตราวุธแห่งองค์พระกาฬ‼

-ที่เห็นอยู่นี้คือชิ้นส่วนของฆ้องศักดิ์สิทธิ์ ที่มีเรื่องเล่ากล่าวขานกันจนเป็นตำนานว่าเมื่อสมัย1,000กว่าปีก่อนได้มีอาวุธชนิดหนึ่งบังเกิดขึ้น เป็นอาวุธที่มีพลานุภาพมากขนาดที่ว่าสามารถฆ่าคนได้ถึง3,000คนภายในวันเดียว ด้วยความทรงอานุภาพอันร้ายกาจที่เกินจะมีมนุษย์ผู้ใดครอบครองได้ของอาวุธชนิดนี้ จึงทำให้อาวุธชนิดนี้ถูกนำไปทิ้งไว้กลางบึงแห่งหนึ่งเพื่อไม่ให้มีใครได้ครอบครองอีก แต่ถึงกระนั้นพลังการทำลายล้างของอาวุธชนิดนี้ก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย เพราะไม่ว่าใครที่ได้สัมผัสกับน้ำในบึงนั้นก็จะเกิดอาการเจ็บปวดอย่างน่าประหลาด ทำให้ชาวบ้านรอบบริเวณบึงนั้นใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เรื่องราวนี้ได้ถูกแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว เหล่าเถราจารย์และปุโรหิตผู้ทรงภูมิจึงได้ประชุมกันและลงความเห็นกันว่า ต้องนำโลหะศักดิ์สิทธิ์มาหล่อหลอมขึ้นเป็นฆ้องขนาดใหญ่แล้วจึงนำไปครอบอาวุธมฤตยูที่ถูกทิ้งอยู่กลางบึงแห่งนั้น เพื่อกักขังไม่ให้อานุภาพแห่งอาวุธมฤตยูนั้นออกมาทำร้ายผู้คนได้อีก

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่าวันหนึ่งเมื่อนานมาแล้วได้มีชายตัดฟืนคนหนึ่งเดินทางเข้าไปตัดฟืนในป่าตามกิจวัตรประจำวันที่เคยทำ แต่แล้วเรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเพราะชายตัดฟืนได้พบกับเสือร้ายในป่า ด้วยความตกใจจึงวิ่งหนีเสือไปเรื่อยๆจนไปสุดที่หน้าผา เมื่อเห็นว่าจนตรอกแล้ว จึงได้หยิบก้อนหินข้างตัวขึ้นมาก่อนจะเขวี้ยงใส่เสือ และแล้วสิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้นเพราะเมื่อเสือร้ายโดนก้อนหินก้อนนั้นเขวี้ยงใส่ก็ตายลงในทันที ถึงแม้ว่าก้อนหินนั้นจะมีขนาดเล็กก็ตาม

เมื่อชายตัดฟืนหายตกใจจึงรวบรวมสติก่อนหยิบก้อนหินก้อนนั้นขึ้นมาพิจารณา จึงพบว่าก้อนหินนั้นไม่ใช่ก้อนหินธรรมดาแต่ว่าเป็นก้อนแร่พิเศษ ชายตัดฟืนจึงลองเดินสำรวจทั่วบริเวณนั้นก็ได้พบเจอก้อนแร่แบบนั้นอยู่จำนวนหนึ่ง จึงได้เก็บมาเพื่อนำไปให้ช่างมีดฝีมือดีทำพระขรรค์จากแร่พิเศษขึ้นมาเล่มหนึ่งเพื่อจะนำไปถวายเจ้าเมือง แต่ด้วยความอาถรรพ์ของแร่พิเศษนี้ จึงทำให้ช่างมีดไม่สามารถทำเป็นพระขรรค์ได้ ไม่ว่าจะใช้กรรมวิธีใดก็ตาม จะทำอย่างไรอาวุธที่ทำขึ้นมาจากแร่พิเศษนี้ก็จะอยู่ในรูปแบบของอาวุธที่ดูมองดูคล้ายกับ “อีโต้” เมื่อชายตัดฟืนรู้ดังนั้นก็ภาคภูมิใจว่าอีโต้เล่มนี้คงจะมีความวิเศษเป็นแน่แท้ จึงลองใช้อีโต้ฟาดกลางอากาศ ปรากฏว่าต้นไม้ที่อยู่เบื้องหน้าก็ล้มระเนระนาดไปไกลสุดลูกตา

เมื่อเห็นดังนั้นแล้วชายตัดฟืนจึงได้ออกเดินทางเพื่อนำอีโต้เอาไปถวายให้แก่เจ้าเมืองลพบุรีในสมัยนั้น เมื่อชายตัดฟืนเข้าไปถึงท้องพระโรงและจะนำอีโต้ถวายแด่เข้าเมือง เจ้าเมืองกลับหัวเราะขบขันและดูหมิ่นชายตัดฟืนเมื่อเห็นอีโต้เล่มนั้นว่า “เจ้าจะนำมีดทำครัวมาถวายทำไม ข้าไม่อยากได้ จะให้ไปทำครัวที่ไหน” คนในท้องพระโรงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะกันเป็นที่สนุกสนาน ชายตัดฟืนได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกเศร้าเสียใจและผิดหวังมาก ชายตัดฟืนจึงนำอีโต้ใส่ถุงผ้าก่อนทูลลากลับ ในขณะที่ชายตัดฟืนเดินออกจากท้องพระโรง ปรากฏว่าปลายมีดอีโต้ได้ทิ่มทะลุถุงผ้าขาด จึงทำให้ปลายอีโต้ครูดพื้นท้องพระโรงเป็นแนวยาว เมื่อชายตัดฟืนเดินทางออกจากวังไปซักพักใหญ่ๆ คนในวังก็สังเกตุเห็นว่าพื้นท้องพระโรงมีรอยขูดอยู่ ก็เลยพากันไปยืนดูทั้งสองฝั่ง ทันใดนั้นเองท้องพระโรงก็ได้หักครึ่งเป็นสองฝั่งตามรอยขูดจากอีโต้ของชายตัดฟืน

เมื่อเจ้าเมืองเห็นดังนั้นจึงรีบสั่งให้ทหารจำนวนถึง3,000คนติดตามตัวชายตัดฟืนไป เพราะต้องการได้อีโต้เล่มนั้นมาครอบครอง ส่วนชายตัดฟืนนั้นก็ได้เดินไปถึงบึงแห่งหนึ่ง ก่อนจะเขวี้ยงอีโต้เล่มนั้นลงในบึงแล้วก็นั่งร้องไห้อยู่ข้างบึงด้วยความเศร้าโศกผิดหวังเสียใจ เมื่อเหล่าทหารตามชายตัดฟืนมาถึงบึงแห่งนั้น จึงได้ถามชายตัดฟืนว่าอีโต้นั้นอยู่ที่ไหน ชายตัดฟืนจึงได้บอกว่าตนเองได้โยนลงกลางบึงไปแล้ว ถ้าใครอยากได้ก็เอาไปเถิด ทหารทั้งสามพันคนจึงได้ลงไปงมหาอีโต้ แต่เมื่อทหารทั้งสามพันคนไปถึงจุดที่อีโต้อยู่เท่านั้น ปรากฏว่าไม่มีทหารแม้แต่คนเดียวได้ขึ้นมาจากบึงนั้นอีกเลย หลังจากนั้นเจ้าเมืองก็ได้ส่งคนไปงมหาอีโต้ที่บึงนั้นเรื่อยๆแต่ไม่ว่าจะส่งไปกี่คนก็ไม่มีใครได้มีชีวิตกลับมาเลย

เมื่อเป็นดังนั้นเจ้าเมืองจึงจนปัญญา ด้วยความที่ไม่อยากให้ข่าวเรื่องอีโต้วิเศษนี้รั่วไหลไปถึงเมืองๆอื่นเพราะเกรงว่าจะเป็นภัยแก่ตนในภายหลัง จึงได้ประชุมผู้รอบรู้วิทยาคมทั้งหลายว่าทำอย่างไรถึงจะควบคุมฤทธิ์ของอีโต้เล่มนั้นได้ เพราะแม้กระทั่งน้ำในบึงก็อันตราย เพียงแค่แหย่นิ้วลงไปบริเวณขอบบึงก็ยังรู้สึกเจ็บปวดด้วยฤทธิ์คมมีดแห่งอาวุธมฤตยู สุดท้ายจึงได้ข้อสรุปว่าต้องทำฆ้องศักดิ์สิทธิ์ไปครอบอีโต้นี้เพื่อคุมฤทธิ์ของอีโต้ไม่ให้ออกมานั่นเอง

เมื่อเวลาล่วงเลยมานับ1,000ปี บึงนั้นได้แห้งเหือดลง คงเหลือไว้แต่ฆ้องศักดิ์สิทธิ์ปรากฏอยู่ที่กลางบึง แต่ด้วยเหตุใดไม่ทราบได้ อาวุธมฤตยูนั้นได้อันตรธานหายไป คงเหลือไว้แต่เพียงฆ้องศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แต่ที่ประหลาดไปกว่านี้คือ บริเวณรอบๆฆ้องศักดิ์สิทธิ์ได้ปรากฏซากของจระเข้ 5 ตัว นอนอยู่รอบๆฆ้องศักดิ์สิทธิ์นั้น ซึ่งว่ากันว่าจระเข้ทั้ง5ตัวคือเทพารักษ์ที่คอยรักษาอาวุธมฤตยูนั้นอยู่ตั้งแต่ครั้งบรรพกาล พระอาจารย์โอได้รับตกทอดมาอีกทีหนึ่งจึงได้นำชิ้นส่วนของฆ้องศักดิ์สิทธิ์นั้นมาทำการตัดเป็นแผ่นทรงกลมเพื่อใช้เป็นชนวนมวลสารในการสร้างกาฬวุทตังวัตถุมงคลหลายๆรุ่น เหตุเพราะว่าฆ้องศักดิ์สิทธิ์นี้ได้ซึมซับพลังและฤทธานุภาพแห่งอาวุธมฤตยูไว้อย่างยาวนานนับพันปี จึงถือว่าเป็นสุดยอดของมวลสารอาถรรพ์ที่มีความเข้มขลังอย่างมากมายมหาศาล ยากที่จะหามวลสารใดมาแทนที่ได้

อาวุธเหล่านี้เป็นอาวุธที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองให้แด่เทพเจ้าและถูกใช้ในพิธีกรรมต่างๆมานาน ว่าด้วยสุดยอดศาสตร์วิชาแห่งการสร้างอาวุธซึ่งเป็นหัวใจหลักสำคัญในตำราพิชัยสงครามนามว่า “ธนุรเวท” ซึ่งว่ากันว่าเมื่อครั้งเกิดศึกโกลาหลระหว่างทวยเทพบนสวรรค์ เทพแต่ละองค์ก็ต่างมีอาวุธที่ทรงอานุภาพทั้งหมดทั้งสิ้น จึงไม่มีอาวุธใดที่มีพลานุภาพรุนแรงพอจะห้ามศึกในครั้งนี้ได้ จนในที่สุดพระนารายณ์, พระพรหมและพระศิวะจึงได้หารือกันเพื่อสร้างอาวุธที่ทรงอานุภาพที่สุดที่สามารถสยบทุกอาวุธได้อย่างราบคาบ อาวุธนั้นถูกเรียกว่า “ธนุรเวท” ด้วยเหตุนี้เองพระอาจารย์โอจึงได้นำอาวุธทั้งหมดนี้มาหล่อหลอมเป็นชนวนมวลสารเพื่อสร้างกาฬวุทตังให้มีความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ดุจธนุรเวทนั่นเอง

All of these weapons were made to celebrate the god and were used in the religion ceremony for a long time. These weapons were made followed the great weapon subject in the treatise on war strategy named “TaNuRaVeth”. In the ancient time, when the war in the heaven happened, each god has their personal powerful weapon so, there is no weapon which has superior power enough to stop the war. Finally, Narayana, Brahma and Shiva consulted together to build the most powerful weapon which can overcome every weapon tranquilly, the name of that weapon was called “TaNuRaVeth”. Therefore, Phra Arjarn O took all of these weapon to melt as the material for making God of death’s weapon to be powerful as “TaNuRaVeth”.

อาวุธนั้นเป็นสิ่งที่เปรียบเสมือนดาบสองคม ถ้าอาวุธอยู่ในมือผุ้มีศีลธรรมก็จะบรรลือความดีงามได้ขจรขจาย แต่ในทางกลับกันถ้าอาวุธตกอยู่ในมือผู้ที่ไม่มีศีลธรรม ก็จะเกิดความเดือดร้อนอย่างเหลือคาดคะเน 

จะเห็นได้ว่าอาวุธของเทพต่างๆนั้นต่างก็มีความพิเสดแตกต่างกันออกไป เป็นสิ่งที่เปรียบเสมือนตัวแทนแห่งเทพองค์นั้นๆเลยก็ว่าได้ เทพบางองค์ที่อาวุดหลุดมือ,ทำสูญหายหรือถูกแย่งชิงไปก็ถึงกับหมดฤทธิ์สิ้นท่าเลยทีเดียวก็มี ดังนั้นอาวุธประจำตัวของเทพจึงถือเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง เป็นดั่งฤทธิ์ เป็นเสมือนเดช เป็นศักดิ์ศรี หรือเป็นทั้งหมดของเทพองค์นั้นๆเลยก็ว่าได้

ดังนั้นกาฬวุทตังนี้จึงเป็นเสมือนฤทธิ์เดชและพลังอำนาจแห่งองค์พระกาฬเจ้าที่จะช่วยกำเนิดสิ่งดีงามและขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดีให้แก่ผู้เป็นเจ้าของนั่นเอง

Weapon is like as a double-edged sword. If a weapon is in the hand of good person, that weapon will be a good equipment for making many beneficial thing. In the other hands, if a weapon is in the hand of bad person, that weapon will be a dangerous tool for making a lot of negative things.

All God’s weapons has special unique function. It likes as the representative of each god. Some gods who lost their weapons will lose all of their power also. Therefore, it can be said that the personal weapon of each god is the most important thing because it is the power, authority, prestige and everything of each god. 

So, God of death’s weapon is the representative of God of death’s power which will create good things and exorcise bad things for the owner also.

รีวิวร้านค้า
ร้านค้า : ศูนย์พระเครื่องบารมีพ่อแก่ ( Baramee-pokae Thailand Amulets shop )
ยังไม่มีคะแนนรีวิว

หน้าร้าน : http://www.pokae.com

หมวดหมู่ของร้าน : ของสะสมและของเก่า

เกี่ยวกับร้าน : อ่านต่อ >>

  นโยบายของเว็บไซต์
นโยบายของเว็บไซต์ (Merchant Policy)
วิธีการชำระเงิน (Payment Method) อ่านทั้งหมด
• บัตรเครดิต / บัตรเดบิต  
• ผ่อนชำระผ่านบัตรเครดิต  
• เพย์สบาย 
• เพย์พาว 
• เอ็มเปย์ 
• โอนเงินผ่านธนาคาร     
• เคาน์เตอร์เซอร์วิส 
• โอนผ่านธนาคารแบบระบุเลขบัญชี     
• เอ็มเปย์ สเตชั่น 
การส่งสินค้า (Shipping information)
ก่อนทำการสั่งซื้อสินค้า กรุณาโทร หรือ Line หรือ Email สอบถามทางร้านก่อนโอนเงิน หากโอนเงินไม่เกินเวลา 15.00 น. จะจัดส่งทันที ณ วันที่ชำระเงิน - ทางร้านทำการจัดส่งสินค้าทุกวัน - หากยังไม่ได้รับของภายใน 3 วัน กรุณาติดต่อกลับทางร้านด่วน !!! - การจัดส่งทางไปรษณีย์ EMS จะต้องชำระค่าจัดส่งเพิ่ม ** สินค้าขนาดเล็ก 60 บาท **ขนาดใหญ่แบบบูชา ตามน้ำหนัก สอบถาม - การจัดส่งส่งสินค้าต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับน้ำหนัก และชนิดของการส่งสินค้า หากโอนเงินแล้วสามารถโทรแจ้ง 062-6459366 หรือ 061-4962664
รายละเอียดบริษัท (Company Detail)
ศูนย์พระเครื่องบารมีพ่อแก่ ( Baramee-pokae Thailand Amulets shop )
JJ Mall ชั้น2 ห้องS184 ถนนกำแพงเพชร2 เขตจตุจักร Baramee-pokae Thailand Amulets shop JJ Mall Chatuchak shopping mall
ศูนย์พระเครื่องบารมีพ่อแก่   (Baramee-pokae Thailand Amulets shop JJ Mall Chatuchak shopping mall) ศูนย์การค้า JJ Mall จตุจักร ชั้น 2 ห้อง S184 สอบถามโทร... อ่านทั้งหมด
เวลาให้บริการ (Business Hour)
เปิดให้บริการทุกวัน (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) ตั้งแต่ 11.00-19.00 น. / เสาร์-อาทิตย์ 10.30-20.00 น.  ศูนย์การค้า เจเจมอลล์ (ติดสวนจตุจักร) ชั้น 2 ห้อง S184 Open everydays  (If stop will announcement before)  Open since 11.00 am to 7.00 pm. For chat online possible at Line application ID: @baramee-pokae or contact directly to baramee-pokae@hotmail.com We have staff to service all customer immediately.